บทความพิเศษ |ศัลยา ประชาชาติ
ศึกใหญ่ ‘ภาษีการค้า’
สนามรบชายแดนปะทุ
ถล่มซ้ำเศรษฐกิจไทย
เข้าสู่ครึ่งหลังปี 2568 ดูเหมือนสถานการณ์-บรรยากาศความรู้สึกของประชาชนคนไทย จะยิ่งดำดิ่ง ชวนให้ท้อแท้มากยิ่งขึ้น
ทั้งปัญหาการเมืองในประเทศที่ไร้เสถียรภาพ ปัญหาเศรษฐกิจที่ลุกลามซึมลึก จากสงครามการค้า ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ไล่บี้เก็บภาษีทั่วโลก
ล่าสุด ยังต้องมาเจอกับสงครามในสนามรบจริงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีความสูญเสียของทั้งประชาชนและทหารไทยถึงปัจจุบันเกือบ 30 ชีวิต
แม้ว่าจะมีข่าวดีจากผลการประชุมพิเศษระหว่างไทย-กัมพูชา คือ “การหยุดยิง” หลังเที่ยงคืนวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย “อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยมีเอกอัครราชทูตจีนและสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์เข้าร่วมด้วย
แต่ปรากฏว่าเมื่อเลยเวลาหลังเที่ยงคืนแล้ว ทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังไม่หยุดยิงตามที่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ผู้นำกัมพูชาประกาศไว้
อย่างไรก็ดี ในที่สุด การเจรจาของผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 3 พื้นที่ เห็นชอบร่วมกันให้หยุดยิง ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง ระหว่างรอการประชุม GBC ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568
ต้องยอมรับว่า การเปิดโต๊ะเจรจาไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นผลจากแรงกดดันของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐ ยื่นมือเข้ามาโดยโทรศัพท์หา “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการนายกรัฐมนตรีประเทศไทย โดยเรียกร้องให้หยุดยิง พร้อมคำขู่ว่า หาก 2 ประเทศไม่หยุดสู้รบกัน สหรัฐจะไม่ทำข้อตกลงภาษีการค้าด้วย
และหลังการแถลงผลประชุมพิเศษที่ทั้งไทย-กัมพูชาประกาศ “การหยุดยิง” ตั้งแต่เวลา 24.00 น. ของคืนวันที่ 28 กรกฎาคม โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โพสต์ผ่าน Truth social ระบุว่า ได้คุยกับผู้นำทั้งไทยและกัมพูชา พร้อมแสดงความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมให้ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงในการยุติการสู้รบและฟื้นฟูสันติภาพ พร้อมกันนี้ได้สั่งการให้ทีมงานด้านการค้าของสหรัฐเริ่มต้นการเจรจาทางการค้ากับไทยและกัมพูชาอีกครั้ง
พร้อมตอกย้ำถึงบทบาทการได้ทำหน้าที่ในฐานะ “ประธานาธิบดีผู้สร้างสันติภาพ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาสู้การรบชายแดนไทย-กัมพูชา เข้ามาทุบซ้ำปัญหาเศรษฐกิจไทยที่มีความเปราะบาง และเพิ่มเติมความเสี่ยงมากขึ้น
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กังวลว่า จากเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชา ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว และความมั่นใจของนักลงทุน และการใช้จ่ายของประชาชนในประเทศที่ระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยคาดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 1.5%
โดยหวั่นว่า ฉุดเศรษฐกิจไทยทรุดต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน (ปี 2568-2569) จากปัจจัยเสี่ยงทั้งเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา ภาษีสหรัฐ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ชายแดนไทย-กัมพูชาปิดด่านเป็นบางเวลาชั่วคราว ก็ส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนวันละกว่า 500 ล้านบาท แต่ภาคเอกชนผู้ประกอบการปรับแผนส่งสินค้าทางเรือแทน แต่เหตุการณ์ปะทุความรุนแรง ยิ่งทวีความเสียหายในหลายๆ ด้าน ทั้งการค้า การท่องเที่ยว การลงทุน งบประมาณ และบรรยากาศการค้าการลงทุน
“ผลกระทบในระยะสั้นคือการค้าจะหายไปทั้งหมด แต่หากเรื่องนี้ยืดเยื้อนาน แม้เอกชนไทยจะยังไม่ถอนการลงทุน แต่ในอนาคตอาจต้องพิจารณาความเสี่ยงกันใหม่” นายเกรียงไกรกล่าว
ขณะที่ข้อมูลจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่าช่วงปี 2567 ระบุว่า สถิติการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา มูลค่ารวม 175,530 ล้านบาท เป็นการส่งออก 141,846 ล้านบาท การนำเข้ามูลค่า 32,684 ล้านบาท โดยที่ประเทศไทยได้ดุลการค้า 109,163 ล้านบาท
ช่วง 4 เดือนแรกปีนี้ (มกราคม-เมษายน 2568) การค้าชายแดนไทย-กัมพูชามีมูลค่า 64,612 ล้านบาท เป็นการส่งออก 50,225 ล้านบาท และการนำเข้า 14,387 ล้านบาท
โดยสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังกัมพูชา 5 อันดับแรก ประกอบด้วย
1. เครื่องดื่มไม่อัดลม เช่น นม UHT, นมถั่วเหลือง
2. เครื่องดื่มชูกำลังและน้ำอัดลม
3. เครื่องยนต์สันดาปภายในและส่วนประกอบ
4. ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์
และ 5. สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร
สําหรับในภาคท่องเที่ยวก็เริ่มถูกซ้ำเติม
นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เริ่มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว บางประเทศได้ออกประกาศเตือนพลเมืองของตัวเองเกี่ยวกับการเดินทางมายังประเทศไทยแล้ว ส่งผลให้โรงแรมหลายพื้นที่เริ่มได้รับการยกเลิกห้องพัก โดยเฉพาะภาคตะวันออก เช่น จันทบุรี โดยช่วงสุดสัปดาห์พบอัตราการยกเลิกประมาณ 20%
ส่วนจังหวัดอื่นๆ ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้ เพราะข่าวจากต่างประเทศเริ่มกระจายและนักท่องเที่ยวเริ่มแสดงความกังวล โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่คุ้นเคยกับประเทศไทย อาจทำให้เกิดการชะลอการตัดสินใจ หรือยกเลิกแผนเดินทางในระยะสั้น
ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มดีขึ้นจากการเจรจาหยุดยิง แต่ยังไม่สามารถคาดเดาว่าจะหยุดยิงได้ 100% เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีทหารจำนวนมากในพื้นที่ ซึ่งอาจมีเหตุการณ์เล็ดลอดเกิดขึ้นได้
ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความไม่สงบที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน โดยเฉพาะในด้านการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนระยะสั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในภาวะที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคง โดยจากการประเมินเบื้องต้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมถึงเรื่องการค้าชายแดน
รัฐมนตรีคลังกล่าวว่า สำหรับงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังเหลืออยู่ราว 42,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำไปใช้ชดเชยดูแลกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบภาษีทรัมป์ พอมีเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดน ก็ต้องมีการรวบรวมงบประมาณมาใช้ในงานฟื้นฟูและซ่อมแซมบ้านเรือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งก็ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย
อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าหากงบประมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอ อาจต้องพิจารณาใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม
“ยังไม่มีแผนกู้เงินเพิ่มเติม ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณปกติ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องประเมินอีกครั้ง” นายพิชัยกล่าว
สําหรับความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา นายพิชัยกล่าวว่า เงื่อนไขต่างๆ ที่สหรัฐเคยเสนอไว้นั้น ทางการไทยได้ปรับปรุงและตอบรับไปแล้วเกือบทั้งหมด เหลือเพียงรายละเอียดเชิงเทคนิคในร่างสัญญาที่ยังอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน
“การเจรจาในขณะนี้ถือว่าเดินหน้าไปไกลแล้ว คิดว่าไทยตอบโจทย์ได้ถึง 99.99% แล้ว เหลือเพียงบางขั้นตอนในทางเทคนิค ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลัก” นายพิชัยกล่าว
อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องข้อตกลงภาษีสหรัฐ ซึ่งมีเส้นตาย 1 สิงหาคมนี้ ภาคเอกชนไทยก็ยังลุ้นระทึกกันต่อไปว่า ตัวเลขอัตราภาษีและเงื่อนไขต่างๆ จะออกมาอย่างไร
และต้องจับตาต่อไปว่าการที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ยื่นมือเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ประธานาธิบดีผู้สร้างสันติภาพ” ของไทย-กัมพูชา จะทำให้ประเทศไทยต้องมีต้นทุนอะไรเพิ่มหรือไม่
ประเด็นดังกล่าว รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐยื่นมือเข้ามายื่นมือเข้ามาเรียกร้องไทยและกัมพูชานำมาสู่การหยุดยิงได้ เชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐจะมีข้อเรียกร้องด้านการค้าและความมั่นคงต่อทั้งสองประเทศเพิ่มมาเป็นแพ็กเกจ
ขณะที่การเจรจาสงครามการค้าของประเทศไทยที่ผ่านมา มองเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ใช้ทีมไทยแลนด์ที่เป็นทีมเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยไม่มีทีมความมั่นคง แต่จากนี้มองว่าต้องใช้ทีมเศรษฐกิจและทีมมั่นคง รวมทั้งการชดเชยผลกระทบเข้ามาบูรณาการกันอย่างจริงจัง
เพราะนาทีนี้สหรัฐจะมองว่าการยื่นมือเข้ามาของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทั้งสองประเทศนำไปสู่การหยุดยิงได้สำเร็จ สหรัฐก็จะมีการเรียกร้องต่อทั้งสองประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน
