หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ผ่านการทำงานในป่ามาหลายปี ผมยอมรับและบอกใครๆ เสมอว่า หากนับจากวันที่เริ่มต้น จนกระทั่งถึงวันนี้ ป่า ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไปมาก
ผมคิดบ่อยๆ ว่า ทัศนะ ในการรู้สึกกับป่าของผมวันนี้ก็ไม่ต่างจากเพื่อนๆ ชาวกะเหรี่ยง, มูเซอ รวมทั้งเพื่อนๆ ที่ทำงานในป่าส่วนใหญ่
ผมเป็นคนที่จะจัดหาข้าวและกับข้าว ใส่บนใบไม้และนำไปวางโคนต้นไม้ใหญ่ ผมยกมือไหว้ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำในป่า ไม่นั่งทับฟืน
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เพื่อนๆ กระทำเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมทีมสบายใจ
พูดตามตรง ครั้งที่เริ่มต้นใหม่ๆ ผมไม่ได้เป็นเช่นนี้หรอก
ผมเข้าป่าด้วยความมั่นใจอย่างชนิดที่คิดว่าตัวเองพร้อมเผชิญกับทุกอย่าง หลังผ่านการดูนกอย่างเอาจริงมาหลายปี
ใช้เวลาในป่ามาไม่น้อย ก็คิดว่าเชี่ยวชาญและรู้มากพอที่จะยึดถือเอาการใช้ชีวิตในป่าเป็นอาชีพ
บางครั้งความเชื่อมั่นทำให้ผมเชื่อว่าจะจัดการกับทุกสิ่งได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมาในรูปแบบใด
ผมมี “คาถา” ซึ่งหลวงพ่อผู้คุ้นเคยให้ไว้ ท่องเพื่อป้องกันอันตราย
คืนหนึ่ง ในป่าด้านตะวันตก ผมท่องคาถานี้ก่อนขึ้นเปลนอน
ผมไม่แน่ใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อหลับตาผมจะเห็นภาพเสือดำ กระโจนเข้าหาตลอด
ผมลุกขึ้นลงจากเปล เล่าให้น้าสนม พิทักษ์ป่าอาวุโส เพื่อนร่วมทางฟัง
“คุณไปท้าทายเจ้าป่าเจ้าเขา” น้าสนมให้ความเห็นสั้นๆ
คืนนั้น เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกผมเริ่มเปลี่ยน ก่อนจะโยนคาถาที่จดไว้ในกระดาษเข้ากองไฟ
ในช่วงแรกๆ ดูเหมือนผมจะอยู่กับใจอันค่อนข้างร้อนรุ่มกระวนกระวาย วิ่งไล่ตาม เดินทางไปทั่วเมื่อมีข่าวการพบเจอสัตว์ป่าหายากที่โน่นที่นี่
ขณะตามหากวางผา ผมโต้เถียงกับ จะปุ๊ คู่หูชาวมูเซอ บนดอยม่อนจอง เพราะเขาหาว่าพายุฝนที่กระหน่ำมาพร้อมพายุแรงนั้นเพราะผมนั่งทับฟืนตอนกินข้าว ทำให้ “เจ้า” โกรธ เหตุการณ์นี้ผมเล่าบ่อย
เปียกฝนอยู่บนดอยหนาวจัด เป็นคืนยาวนานอีกคืน วันรุ่งขึ้นผมเดินลงจากดอย มาพักกระท่อมชาวกะเหรี่ยงที่มารับจ้างปลูกป่า
พวกเขาบอกผมตรงๆ ว่า “มีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่ขึ้นดอยในช่วงฝนอย่างนี้”
ถึงที่สุด การได้เฝ้าดูกวางผา พวกมันก็สอนบทเรียนอันมีค่าให้ผม กวางผาใช้เวลาส่วนใหญ่ยืนนิ่งๆ อยู่ริมหน้าผา
อยู่นิ่งๆ หยุดใจอันร้อนรุ่ม บางทีหนทางข้างหน้าจะชัดเจนยิ่งขึ้น ยิ่งรีบร้อน เส้นทางคล้ายจะยิ่งรางเลือน

กับการถ่ายภาพเช่นกัน ผมเคย “นึกว่า” เจนจบ กับงานถ่ายภาพสัตว์ป่า
เวลาในป่า ตอกย้ำให้รู้ว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ถึงวันนี้ แม้ว่าการหาตัวสัตว์ป่าจะไม่ยากนักแล้ว แต่สำหรับผมมันยังคงเป็นเรื่องยาก
บางครั้งเฝ้ารอหลายวันโดยไม่ได้กดชัตเตอร์ ทั้งๆ ที่ทำทุกอย่างแบบเดิม อย่างที่เคยได้ผล
มีสัตว์ป่าเข้ามาใกล้ พวกมันเข้ามาและทิ้งรอยเอาไว้หลังจากผมออกจากที่นั่น
ทำให้ผมเข้าใจอย่างหนึ่ง ไม่ว่าผมจะพยายามเช่นไร ซ่อนตัวมิดชิดแค่ไหน สัตว์ป่าก็สัมผัสได้ว่าผมอยู่ที่นั่น
ครั้งที่พวกมันออกมาให้เห็น เป็นเพราะมันอนุญาต การซ่อนตัวมิดชิด อยู่ในระยะห่างพอควร เป็นการขออนุญาตแบบหนึ่ง พวกมันวางใจ
ความวางใจนี้เกิดขึ้นเพราะการรักษาระยะห่าง อยู่ในระยะที่ให้เกียรติกัน
เวลา, ประสบการณ์ และบทเรียนต่างๆ ที่ได้รับจาก “ครู” คือเหล่าสัตว์ป่าที่ผลัดเปลี่ยนเข้ามาสอน รวมทั้งเหล่าคู่หู และเพื่อนๆ ร่วมทาง ทำให้ผมโยนความรู้สึก “เหนือ” กว่าทิ้งไป ยอมรับว่า ไม่ว่าจะเรื่องใด ในป่า ผมอ่อนด้อยและ “รู้” น้อยมาก
ในป่า ผมปฏิบัติตามเพื่อนๆ ที่ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความเชื่อ
ว่าไปแล้ว ไม่ใช่เพราะความเชื่อมั่นเปลี่ยนแปลงหรอก อีกทั้งไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า งมงาย
แต่เป็นการยอมรับความเป็นจริงว่า ธรรมชาติ ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคิดเอาเองได้ว่า เราอยู่เหนือกว่า เปลี่ยนแปลง หรือพิชิตได้
เวลา ทำให้ผมเปลี่ยนแปลง ทำให้ความเชื่อเปลี่ยนไป มีประสบการณ์ ได้รับบทเรียนมากขึ้น
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่ง สิ่งสำคัญที่สุด บทเรียนในป่า ทำให้ผมรู้จักตัวเองมากขึ้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความรู้สึกนี้คงไม่เกิดขึ้น หากผมปีนป่ายไปตามดอยสูง ฝ่าฟันไปบนเส้นทางรกทึบ
เพื่อหวังเพียง “พิชิต”
