ปฏิบัติการตั้ง ‘ดาต้าบูโร’ ผนึกกำลังไล่ล่า ‘เส้นเงินเทา’ สกัด ‘ฟอกเงิน-ทุนเทานอกระบบ’
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ประเด็น “ธุรกิจสีเทา” “เงินเทา” ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างมากในทุกระดับ ซึ่งแน่นอนว่า มีความเชื่อมโยงกับ “ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ” ที่ระบาดหนัก
ที่สำคัญ มีชื่อผู้มีชื่อเสียง มีอำนาจในแวดวงราชการ แวดวงธุรกิจ และแวดวงการเมืองของไทยถูกโยงเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการลงทุนในตลาดหุ้นที่เริ่มถูกตั้งคำถาม ว่ามีการปล่อยให้เงินไม่สะอาดปนเปเข้าไปลงทุนหรือไม่
ดังนั้น การปราบปราม “ขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ” หรือ “ธุรกิจสีเทา” จึงนับได้ว่า เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่สำคัญเร่งด่วนของประเทศไทย
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กับ 15 หน่วยงาน
ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน กสทช. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคารไทย และสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ
นายอนุทินกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ประเทศไทยได้มีการรวมกันเพื่อการประกาศสงครามกับอาชญากรรมออนไลน์ สงครามนี้เป็นสงครามที่จะต้องชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องประชาชนทุกคนจากภัยสแกมเมอร์ที่กำลังบ่อนทำลายประเทศ ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับประเทศ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ด้านการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยว มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจนไม่สามารถประเมินค่าได้ง
การลงนามวันนี้จึงไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่เป็นอาวุธที่จะใช้ในการต่อสู้กับอาชญากรอย่างเป็นระบบ ถือเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง รัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุกๆ ด้าน ทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และนโยบายทรัพยากรทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากภัยสแกมเมอร์ นายอนุทินกล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน ได้ให้มีการจัดตั้งดาต้าบูโร (Data Bureau) มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งจะเร่งหารือในรายละเอียดทั้งหมด ภายใน 2 สัปดาห์
โดยดาต้าบูโรนี้จะเป็นศูนย์กลางข้อมูลทางการเงิน เพื่อเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานไว้ในที่เดียว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามธุรกรรมต้องสงสัยและสนับสนุนการสืบสวนคดี
“ปัญหาหลักที่ผ่านมา คือ ข้อมูลทางการเงินของแต่ละหน่วยงาน อยู่แบบเดี่ยวๆ ไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ครบถ้วน ทำให้ผู้กระทำผิดอาศัยช่องว่างระหว่างกฎหมายกับระบบตรวจสอบหลบหนีได้”
โดยการทำงานของ “ดาต้าบูโร” จะทำหน้าเหมือน “ศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลการเงินของประเทศ” เพื่อแก้ปัญหาที่หน่วยงานต่างคนต่างถือข้อมูลและไม่สามารถเชื่อมโยงร่วมกันได้ โดยเน้นตรวจสอบ 3 หัวใจหลักของธุรกรรมต้องสงสัย ได้แก่
1. พิสูจน์ตัวตน (KYC/Profiling) ตรวจว่าบุคคลหรือนิติบุคคลเป็นตัวจริงหรือใช้นอมินี รวมถึงตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง เพื่อป้องกันการใช้บัญชีปลอม
2. ตรวจจับพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติจากโปรไฟล์ เช่น กรณีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาในไทย แต่มีเงินไหลเข้าออกเยอะ หรือแจ้งเป็นนักธุรกิจโรงแรม แต่มีเงินไหลเข้า-ออกผิดปกติ
และ 3. ติดตามเส้นทางการเงิน (Transaction) การไหลเข้า-ออกของเงิน ซึ่งจะตรวจสอบธุรกรรมผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐและช่องทางที่อยู่นอกการกำกับ เช่น ผ่านระบบธนาคาร แพลตฟอร์มดิจิทัล หรือ Exchange
“เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยได้อย่างครอบคลุมและเชื่อมโยงกัน หากพบช่องว่างกฎหมาย คณะอนุกรรมการจะร่วมพิจารณาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมธุรกรรมที่ตกหล่น”
นายเอกนิติกล่าวว่า ดาต้าบูโร จะครอบคลุมทั้ง
1. สกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี/สินทรัพย์ดิจิทัล) ทั้งส่วนที่อยู่ภายใต้กำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และส่วนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแล เช่น Private Wallet หรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ
2. Money Changer หรือผู้ประกอบธุรกิจที่รับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
และ 3. ตลาดการซื้อขายทองคำ ทั้งทองคำแบบกายภาพ และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง
ทั้งนี้ จะมีการผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานสู่สากล โดยเฉพาะติดตามธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี การซื้อขายทองคำ รถหรู อสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สินมีค่าที่อาจใช้ฟอกเงิน ซึ่งต้องมีกฎเกณฑ์ “ระบุตัวตนทางการเงิน” (KYC) ที่ชัดเจน
ตอนนี้เราเริ่มเห็นภาพมากขึ้น 80-90% รู้แล้วว่าช่องทางไหนคือประตูโหว่ของบ้านเรา และจะต้องปิดให้ได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่จับโจรเป็นรายๆ แต่ต้องแก้ที่ระบบให้เห็นทั้งตัวช้าง ภายใน 4 เดือน และจะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสรุปผลดำเนินงานชัดเจนภายในเดือนธันวาคม 2568 และเริ่มทดลองใช้ดาต้าบูโรกับคดีจริง ร่วมกับหน่วยงานด้านการปราบปรามทันที
ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตนได้ให้ทางฝ่ายบริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมพร้อมกับการที่รัฐมีการจัดตั้งดาต้าบูโรขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบการนำเงินมาฟอกในตลาดทุนทำได้ดีขึ้น
โดยจะต้องหามาตรการมารองรับ เช่น ต่อไปหากมีหุ้นที่มีความผิดปกติ มีเหตุต้องสงสัย อาจจะต้องดำเนินการยึดหรืออายัดเงินลงทุนไว้ก่อน ซึ่งโบรกเกอร์จะเป็นด่านแรกที่ต้องเข้มงวดเรื่องการยืนยันตัวตน (KYC)
“การ KYC ต้องเข้มข้น ถ้ามีความผิดปกติ อย่างถ้าเปิดบัญชี ซื้อหุ้น 1-2 ล้านบาท ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่ๆ เป็นใครก็ไม่รู้ มาเปิดบัญชี 100 ล้านบาท มาจากไหนก็ไม่รู้ ก็ต้องดู เพราะผมคิดว่า พวกสแกมเมอร์อะไรพวกนี้ พอมันได้เงินมา มันก็ต้องมาหาที่ฟอก ซึ่งตรงนี้ดาต้าบูโรจะช่วยได้เยอะ”
ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวด้วยว่า กำลังหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าอาจจะต้องมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้หลักทรัพย์ต่างๆ ต้องเปิดเผยว่าใครเป็นผู้รับประโยชน์จากบริษัท ไม่ใช่บอกแค่ตัวบริษัท
สมมุติว่า มีบริษัท A อยู่ต่างประเทศ ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถขอข้อมูลได้ว่า มีการถือหุ้นแทนใครหรือไม่ หรือถือหน่วยทรัสต์ แล้วใครเป็นผู้รับประโยชน์
“ก็ต้องผลักดันออก พ.ร.ก.ให้เร็ว เพื่อจะได้เห็นว่าใครเป็นใคร อยู่ที่ไหนบ้าง” ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าว
นี่คือความพยายามล่าสุดในการยกระดับการตรวจสอบ และสกัดกั้น “เงินสีเทา” หรือ “ธุรกิจนอกระบบ” โดยทุกหน่วยงานผนึกกำลังกันอย่างจริงจัง และไม่ทำแบบลูบหน้าปะจมูก
หากสำเร็จน่าจะช่วยให้ประเทศไทยน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาชาวโลกนั่นเอง
