bg-single

ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยดิ่งเหว ภาคเอกชนประสานเสียง ‘ไม่ทน’ ชี้ ‘โปร่งใส’ คือจุดตายรัฐบาลใหม่

23.02.2026

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

ไม่กี่วันมานี้ องค์กรความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ ดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น (Corruption Perceptions Index : CPI) ประจำปี 2568 ประเมินจาก 182 ประเทศทั่วโลก

โดยประเทศไทยอันดับลดลง 1 อันดับ ลงมาอยู่อันดับที่ 116 ด้วยคะแนนเพียง 33 คะแนน

สะท้อนถึงภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชั่นที่ยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีปัญหารุนแรง

ขณะที่มุมมองจากภาคเอกชน ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา เร่งดำเนินการจัดการแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ประเทศไทยได้คะแนน CPI ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค ปัญหาดังกล่าวจะมีผลกระทบ 2-3 เรื่อง

1. ความเชื่อมั่นต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนในไทย จะมองไทยเป็นทางเลือกที่ดึงดูดน้อยกว่าประเทศเวียดนาม หรือประเทศเพื่อนบ้าน

2. เอกชนไทยจะมีต้นทุนที่แพงขึ้น โดยการแข่งขันในประเทศจะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นจะถูกผ่องถ่ายไปยังผู้บริโภค รวมถึงเอกชนไทยที่จะออกไปลงทุนและแข่งขันกับต่างประเทศอาจจะทำได้ยากขึ้น

และ 3. ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบจะถูกบีบจากการแข่งขัน

“ถ้าเป็นธุรกิจรายใหญ่ยังสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค แต่เอสเอ็มอีไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้ ซึ่งเป็นปัญหาความสามารถในการแข่งขัน และเป็นผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้น”

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การที่ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยไม่ดีขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและเป็นเรื่องแรกๆ ที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูปประเทศ ลดปัญหาธุรกิจการเมือง หากทำได้รัฐบาลมีโอกาสอยู่บริหารประเทศได้ยาว และมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งถัดไปด้วย

แต่ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้ เศรษฐกิจไทยคงเติบโตยาก เนื่องจากบั่นทอนขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ

“การคอร์รัปชั่นถือเป็นต้นทุนในกระบวนการขออนุญาตและประเมินยากกว่าต้นทุนค่าแรงและวัตถุดิบ หากประเทศไหนที่ดัชนีคอร์รัปชั่นต่ำกว่าประเทศไทย นักลงทุนจะเลือกไปประเทศนั้นๆ ถ้ารัฐบาลเดินหน้าจริงจัง ในช่วงดำเนินการแก้ปัญหาอาจจะทำให้เศรษฐกิจนิ่งไปบ้าง เพราะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากแก้ไขได้เศรษฐกิจจะเดินหน้าได้เร็ว ซึ่งจริงๆ แล้วรัฐบาลต้องทำเป็นตัวอย่าง อย่าออกนโยบายเพื่อพวกพ้องที่เป็นการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย”

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า คอร์รัปชั่นเป็นความไร้ธรรมาภิบาลที่คนไทยต้องเผชิญร่วมกัน ไม่เพียงแต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนรากหญ้าต่างรับรู้ รับทราบ พบเจอมาทั้งกับตนเอง ปากต่อปาก จากญาติสนิท คู่ค้า เพื่อนฝูง ในชมรม สมาคมต่างๆ โดยเฉพาะการถูกเรียกรับผลประโยชน์มิชอบ อาทิ ค่าใบอนุญาต ค่าปรับต่างๆ การติดสินบนจากการกระทำผิดกฎหมาย ส่วยที่เรียกเก็บจากร้านกลางคืน บ่อนการพนัน ยาเสพติด ค้ามนุษย์ หนีภาษี ส่วนแบ่งหรือเงินทอนจากการฮั้วงาน ประมูลงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กระทั่งการซื้อขายตำแหน่ง การยัดคดีเพื่อตบทรัพย์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือเรื่องจริงที่พบเจอในสังคมวงการธุรกิจ

“ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปล่อยปละละเลยธุรกิจผิดกฎหมายที่มีผู้ประกอบการ ประชาชนบางคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐบางส่วนและนักการเมืองบางกลุ่มเป็นผู้คุ้มครอง สร้างปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นต้นทุนของผู้ประกอบการธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กระทบทั้งโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและการแข่งขันของธุรกิจภาคเอกชนและขีดความสามารถของประเทศตกต่ำไปด้วย ปากต่อปากผู้ประกอบการปรับทุกข์กับผลกระทบความเชื่อมั่นทางการค้า การลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศลดลงหนีไปลงทุนประเทศอื่นๆ อีกทั้งทำให้ภาพลักษณ์ประเทศสะเทือนด้วยการสะท้อนวัฒนธรรม ธรรมเนียมปฏิบัตินอกระบบที่ขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไทย”

นายแสงชัยกล่าวว่า การแก้ปัญหาและป้องกันการทุจริตต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ ปลูกฝังให้มีวัฒนธรรมดีงาม สร้างพลเมืองธรรมาภิบาลในทุกระดับ, กระบวนการหรือช่องทางชี้ช่องทุจริต การร้องเรียน การติดตาม ตรวจสอบ รายงานผลย้อนกลับ ลงโทษขั้นสูงสุด, การบังคับใช้กฎหมายปราบปรามทุจริตคอรร์รัปชั่นอย่างเข้มงวดตรงไปตรงมา, การสำรวจ วิจัย ศึกษา กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การขออนุญาตต่างๆ ที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเพื่อการแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยและลดช่องว่าง รวมทั้งการปกป้องผู้ร้องเรียนหรือผู้เสียหายจากการกระทำทุจริต

“สิ่งสำคัญคือ การรักษาช่วยกันส่งเสริมสนับสนุนและให้โอกาสนักการเมือง ข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริต ประพฤติดีงามที่มีอยู่จำนวนมากมายของประเทศไทยได้มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบทำงานกลืนทุจริตชนไม่ใช่ให้ทุจริตชนกลืนคนดี”

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ดัชนีการรับรู้การทุจริตที่ออกมา สะท้อนว่าประเทศไทยไม่มีความโปร่งใส ซึ่งเป็นเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะเวลาที่ต่างชาติจะลงทุนจะพิจารณาจากเรื่องเหล่านี้ โดยดัชนีคอร์รัปชั่นจะเป็นตัวกีดขวางการลงทุน หรือการดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่แข่งขันและสู้ประเทศอื่นไม่ได้

ดังนั้น แนวทางการแก้ไข มองว่า ไทยควรยกระดับหรือแก้กฎหมายให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด โดยดูมาตรฐาน (Standard) จากต่างประเทศ ว่าทำในลักษณะไหน เช่น การให้อำนาจมากไป ทำให้การตีความไม่เป็นมาตรฐาน ซึ่งหากทำเป็นระบบดิจิทัล จะเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันยอมรับว่าองค์กรต่างประเทศยังสนใจเข้ามาตั้งบริษัทในไทย แต่เจอกฎหมายที่ซับซ้อน หรือการขอนุญาตที่เกี่ยวโยงกับการคอร์รัปชั่น ส่งผลให้ไทยไม่สามารถดึงดูดเม็ดเงิน FDI ได้

“หากเราไม่โปร่งใส หรือเราไม่ทำอะไรเลย เราก็จะเป็นคนป่วยของเอเชีย” นายบุรินทร์กล่าว

ทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน ที่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง

ซึ่งในโอกาสที่ประเทศไทยมีการตั้งรัฐบาลใหม่นั้น คงต้องใช้โอกาสนี้ในการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้น

โดยเริ่มตั้งแต่เคลียร์ภาพของการจัดการการเลือกตั้งให้เป็นที่ยอมรับก่อน

ไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็น “จุดตาย” ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งต้องเผชิญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน