bg-single

คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ

01.10.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

บางคนมักกล่าวถึงคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และพยายามจัดงานรำลึกว่า “จมอยู่กับอดีตจนเกินไป”

ครั้งหนึ่งตัวผมเองถึงกับถูกปรามาสต่อหน้าผู้คนในที่สาธารณะว่า “หมกมุ่นกับอดีตอย่าง 6 ตุลา จนเอาดีในชีวิตไม่ได้” (ผมได้แต่ตอบเขากลับไปว่า “ชีวิตผมไปได้ดีพอควร ก็เพราะผมไม่ลืม 6 ตุลา” แล้วเดินปลีกตัวออกไป)

คนที่ผ่านเหตุการณ์อีกจำนวนมากก็สามารถเดินต่อไปข้างหน้า (move on) ได้โดยไม่จำเป็นจะต้องลืมอดีตแต่อย่างใด

ไม่กี่วันก่อนเพื่อนคนหนึ่งถามว่า บรรยากาศหลัง 6 ตุลาน่ากลัวไหม ผมตอบตามสัตย์จริงว่าผมอยู่ในคุก แต่รับรู้ผ่านคำบอกเล่าของคนข้างนอกว่า “มันน่ากลัวมากๆ”

ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ หลายคนถูกที่บ้านส่งตัวไปอยู่กับญาติในต่างจังหวัด ผู้นำนักศึกษาที่ยังไม่ถูกจับเปลี่ยนที่นอนไม่เว้นแต่ละวัน ไม่มีใครรู้ว่าการกวาดล้างจะต่อเนื่องครอบคลุมขนาดไหน นักกิจกรรมระดับล่างจะโดนด้วยหรือไม่ แถมในระหว่างหลายเดือนหลัง 6 ตุลา หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวจับคนนั้นคนนี้เพิ่มอีกเป็นระยะๆ

แทบทุกครัวเรือนที่มีลูกหลานอยู่ในขบวนนักศึกษา เร่งระดมเผาทำลายหนังสือการเมืองเป็นการใหญ่ ค่อยๆ ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทิ้งลงในโถส้วม หรือเผาช้าๆ ทีละน้อยๆ เพื่อไม่ให้เพื่อนบ้านสงสัยเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นลูกเสือชาวบ้านบ้าง ทำเช่นนั้นนานหลายชั่วโมงจนกว่าจะหมด

เมื่อมหาวิทยาลัยเปิดขึ้นหลายเดือนให้หลัง นักกิจกรรมที่ไม่ได้เข้าป่าเล่าตรงกันว่า เขาต้องระวังตัวขนาดหนักในช่วงต้น เพราะไม่รู้ว่าถูกจับจ้องจากทางการหรือไม่ คนสนิทกันเดินผ่านกันยังไม่ทักกันด้วยความกลัวจะถูกกล่าวหาว่ารวมหัวกันทำอะไรอีก

พวกเขาหาทางแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน มักเป็นข่าวว่าคนนั้นหายไปไม่มาเรียน เข้าป่าหรือเปล่า ปลอดภัยหรือไม่ ฯลฯ

ลองจินตนาการดูเอาเองแล้วกันว่า ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ บวกความรู้สึกถูกจับจ้องตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้านภายหลังเหตุการณ์ฆ่าทำร้ายทรมานกันอย่างโหดเหี้ยมนั้น น่ากลัวและน่าหดหู่สิ้นหวังขนาดไหน

บรรยากาศเช่นนี้เองที่ผลักไสให้นักศึกษานับพันเลือกเข้าป่า ทั้งๆ ที่จำนวนมากไม่อยู่ในเครือข่ายของพรรคคอมมิวนิสต์ก่อน 6 ตุลาด้วยซ้ำ


ในคุกก็น่ากลัวจนชาด้าน ช่วงต้นพวกเราหลายคนทำใจว่าชีวิตเราคงจบในอีกไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่ง รถไซเรนหลายคันส่งเสียงดังลั่นมาที่เรือนจำบางเขน เอา “ตัวการ” อย่างพวกเราใส่รถคันละ 1-2 คน แล้วเปิดไซเรนดังลั่นแยกย้ายไปคันละทิศละทาง

เราไม่รู้ว่าจะถูกนำตัวไปที่ไหนเพราะเจ้าหน้าที่ไม่พูดอะไรสักคำ ปรากฏว่าพวกเราถูกนำตัวกระจายกันไปขังข้ามคืนไว้ตามโรงพักต่างๆ ในกรุงเทพฯ รุ่งเช้าก็ถูกนำตัวกลับมารวมกันที่บางเขนตามเดิม จนทุกวันนี้เราไม่รู้เลยว่าทำเช่นนั้นทำไมหรือเกิดอะไรขึ้น

ไม่ต้องพูดถึงการถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เรียงแถวเกาะลูกกรงตามคำสั่ง เพื่อเป็นเป้าให้คนในเครื่องแบบระบายความโกรธเกลียดคอมมิวนิสต์กับร่างของพวกเรา

ประสบการณ์ที่พบเห็นการฆ่า ทำร้าย ทรมานกับตาตัวเองในเช้าวันนั้น ต่อด้วยความน่าสะพรึงกลัวอีกนับเป็นเดือนต่อมาเช่นนี้เอง น่าจะไม่ยากเลยที่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ปกติอย่างพวกเราจึงลืมไม่ลง

หลายพันคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น ยังผ่านประสบการณ์ในป่าเขาซึ่งยากลำบากทั้งกายและใจ ทั้งยังเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตจากการสู้รบกับกองกำลังของรัฐบาลจนเพื่อนหลายคนต้องสละชีวิตในเขตป่าเขา แต่พวกเขาก็อดทนกับความยากลำบากและอันตรายเช่นนั้นได้นานหลายปี

แต่ลงท้ายพวกเขากลับต้องเผชิญกับความเจ็บปวดสาหัสอีกครั้ง อุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งพวกเขาเคยเชื่อถือ และพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเขาไว้วางใจให้นำทางประเทศไทยสู่อนาคตที่ดีกว่า กลับเป็นสิ่งเหลวไหลทั้งสิ้น

คนที่รอดกลับสู่เมืองมารับความกรุณาจากรัฐ จะรู้สึกอย่างไร

คนอายุเพียง 20 กว่าๆ เผชิญความพ่ายแพ้ที่เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิตถึงสองครั้ง ต้องเสียเพื่อนไปหลายชีวิต ไม่ว่าในธรรมศาสตร์หรือในเขตป่าเขา แถมอุดมการณ์ที่ตนทุ่มเทชีวิตให้ ที่หล่อหลอมสร้างตัวตนและจิตวิญญาณของเขาในวัยที่กำลังเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว กลับถูกทำลายยับเยิน

การที่พวกเขาลืมไม่ลงจึงเป็นสิ่งสุดแสนจะปกติ การเหมาเอาง่ายๆ ว่าพวกเขาจมปลักกับอดีตต่างหากที่เป็นการเหยียดหยามอย่างน่ารังเกียจ

ลงท้าย “สหายเดนตาย” ส่วนใหญ่ก็สามารถฟื้นคืนชีวิตปกติได้สำเร็จ หลายคนไปได้ดีเป็นพิเศษในวิชาชีพด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น เขาสามารถฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองได้อีกด้วย นับจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และตลอดหลายทศวรรษต่อมา จำนวนไม่น้อยกลับมาร่วมงานกับกลุ่มเคลื่อนไหวผลักดันประเด็นทางสังคมต่างๆ

เขามีทางเลือกที่จะหนีห่างจากการเมืองและกิจกรรมทางสังคมไปเลย แต่หลายพันคนในรุ่นนั้นกลับเลือกเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (active citizens) มีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่ว่าจะอุดมการณ์และการเมืองของเขาจะต่างกันลิบลับ เป็นซ้ายหรือขวา เหลืองหรือแดงหรือส้ม หรือเฉดสีอื่นๆ ระหว่างกลางก็ตาม

กล่าวได้ว่า เขามีชีวิตอยู่กับการเมืองไทยเกือบตลอด 40 ปีนับจากเขากลับสู่เมือง

แต่จะฟื้นคืนชีวิตปกติเช่นนั้นได้ เขาต้องปลดเปลื้องความอึดอัดหนักอึ้ง (Catharsis) ออกจากใจให้ได้ ต้องสามารถจัดการตัวเองจนสามารถข้ามพ้นความเจ็บปวดไปได้ จึงจะสามารถอยู่กับปัจจุบันและเดินต่อไปข้างหน้าได้

Catharsis (คา-ตา-สิส) หรือการเปลื้องทุกข์ที่น่าหนักอึ้งในใจนั้น เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าควรใช้วิธีการอย่างไรหรือเมื่อไหร่จึงจะประสบความสำเร็จ
ส่วนมากมักต้องผ่านการเล่าเรื่องของตนออกมาและพบว่ามีผู้รับฟังหรือให้ความเคารพ ไม่ตีตราไม่สั่งสอน

อีกหลายคนอาจจะปลดเปลื้องได้ด้วยวิธีการอื่น รวมทั้งทำอย่างเงียบๆ ก็เป็นได้

หลายพันคนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาและประสบการณ์ในป่าเขาเหล่านั้น ต้องหาวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองจนสามารถยืนหยัดเรียกฟื้นคืนชีวิตที่เข้มแข็งกลับมาได้

คนส่วนใหญ่ที่พ่ายแพ้สองครั้งในชีวิตเลือกที่จะจำ เลือกจัดการกับความทรงจำที่เจ็บปวดด้วยการเก็บไว้ไม่ยอมลืม การลืมอดีตเป็นวิธีเดินไปข้างหน้าแบบที่เขาไม่ปรารถนา ลงท้ายเขาทำได้สำเร็จ ฟื้นคืนชีวิตปกติและเดินหน้าได้สำเร็จ

มีคนเคยกล่าวว่า คนนับพันในรุ่นนั้น “ถูกสาป” ให้มีชีวิตผูกพันกับประวัติศาสตร์อย่างมากในแบบที่คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่ต้องเผชิญ

แต่ดูเหมือนคนที่พ่ายแพ้สองครั้งในชีวิตเหล่านั้นไม่รู้สึกว่าถูกสาป ทั้งกลับรู้สึกว่าเป็น “ภารกิจ” ซึ่งเขาได้รับมอบหมาย

นั่นคือ ภารกิจที่จะไม่ลืมและภารกิจที่จะผลักดันให้สังคมจดจำอดีตนั้นร่วมกับเขาด้วย

Memory project ที่คนเหล่านั้นร่วมกันทำมาหลายสิบปีเป็นปฏิบัติการทางการเมืองด้วยการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เล่าประสบการณ์ของเขาให้สังคมรับรู้ เพราะความทรงจำและเรื่องเล่าเป็นปฏิบัติการทางการเมือง

ดังที่ผมได้เขียนในบทความตอนก่อนๆ แล้วว่า ความทรงจำ 6 ตุลามีความหมายมากขนาดไหน ไม่ใช่แค่เพียงการเยียวยาหรือ Catharsis แบบหนึ่ง แต่ยังเป็นพื้นฐานอันจำเป็นสำหรับการคืนความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดในอนาคตอีกด้วย

“สหายเดนตาย” ทั้งหลายยินดีทำภารกิจด้วยการไม่ลืม ด้วยเรื่องเล่า ด้วยการร่วมกันรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นภารกิจที่มีเกียรติ แม้ว่าการประกอบภารกิจนั้นจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหนักอึ้งทางอารมณ์สักแค่ไหนก็ตาม

คำภาษาอังกฤษ Resilience (รี-ซิ-เลียนซ) ซึ่งแปลเป็นไทยได้หลายแบบ เช่น ฟื้นคืน ฟื้นฟู ความอดทนอย่างสูงเพื่อต่อสู้อุปสรรคยากลำบาก ความเข้มแข็งทางจิตใจในการเผชิญบาดแผลรุนแรง ความสามารถในการฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้ (เหมือนนกฟินิกซ์ตายแล้วยังฟื้นกลับมาได้) ฯลฯ

Resilience คือความเข้มแข็งที่สามารถผ่านการเผชิญความยุติธรรมและเจ็บปวดอย่างสาหัส แล้วยังสามารถยืนอยู่ต่อได้ แม้จะแพ้ยับเยินถึงสองครั้ง แต่เขาไม่ยอมสยบ

จะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยทั้งจิตใจที่แข็งแกร่ง ชีวิตที่หนักแน่นมีหลักมั่นคง ปัญญา ความสามารถที่ยืดหยุ่น และการตัดสินใจใหญ่น้อยในชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อเลือกกระทำหรือไม่กระทำ เพื่อช่วยให้ยืนได้อย่างทระนง จนกว่าจะฟื้นคืนตัว

และเดินต่อไปข้างหน้าได้

บทความชิ้นนี้เป็นบันทึกในโอกาส 50 ปี 6 ตุลา เพื่อคารวะมิตรสหายหลายพันคนผู้แพ้ยับแต่ไม่ยอมสยบ

มิใช่เพื่อยกย่องว่าอุดมการณ์ความคิดของคนเหล่านี้ถูกต้องกว่าใครอื่น เพราะคนเหล่านั้นต่อสู้กันเองทั้งการเมือง อุดมการณ์ และอีกหลายเรื่องจนถึงทุกวันนี้

แต่ขอคารวะจิตวิญญาณของพลเมืองผู้ไม่ยอมนิ่งเฉยต่อความอยุติธรรม แม้จะแพ้ยับจนเกือบเอาตัวไม่รอดมาแล้วก็ตาม

ขอบันทึกความมุ่งมั่นในภารกิจที่จะไม่ยอมลืม 6 ตุลา ที่จะเล่าขานเรื่องราวและประสบการณ์ชีวิต

ความทรงจำเป็นมรดกทรงคุณค่าที่คนเหล่านั้นขอมอบให้แผ่นดินนี้ เพื่อที่สักวันสังคมไทยจะฟื้นคืนความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดให้จงได้

มาพบกันอีกในการรำลึก 6 ตุลา 2569 ครบ 50 ปีที่เพื่อนเราหลายคนจากไปในเช้าวันนั้น และเพื่อตอกย้ำภารกิจอันทรงเกียรติที่เรายินดีรับด้วยความภาคภูมิใจ

มาร่วมกันประกาศให้โลกประจักษ์ถึงชีวิตที่มีเกียรติ ชีวิตที่พ่ายยับสักกี่ครั้งก็ไม่มีวันยอมสยบ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | หยิก”เล็บ” เจ็บลึกถึง “เนื้อ” กรณี สุชาดา แทนทรัพย์
คิดต่อจาก 6 ตุลา (8) : ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่
การ์ตูน โกหน่อง
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน san_d1196
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 2 – 8 ตุลาคม 2569
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?