bg-single

คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?

19.09.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

หลายครั้งที่มีคนพูดถึงการคืนความยุติธรรมในกรณี 6 ตุลาคม คำถามที่ยังไม่ได้คิดกันต่อก็คือ จะทำได้อย่างไรกันในเมื่อนิรโทษกรรมไปหมดแล้วเมื่อปี 2521

50 ปีผ่านไป ผู้คนคงจะปลงแล้วว่าไม่น่าจะทำได้ แต่ผมขอแย้งว่าไม่จริง แม้จะยากมาก แต่มีตัวอย่างจากหลายประเทศหลายกรณีแสดงให้เห็นว่าเป็นไปได้

ก่อนจะพิจารณาปัญหานี้ มีอีกประเด็นที่เรายังไม่ค่อยคิดกันมากพอ นั่นคือ ความสมานฉันท์หลัง 6 ตุลามีราคาแพงเกินไปหรือไม่ เพราะต้องแลกกับความยุติธรรม โดยซุกมันไว้ใต้พรมหรือฝังไว้กับความเงียบภายใต้ความกลัว

เราไม่ต้องเลือกอย่างทิ้งอย่างไม่ได้หรือ เราจัดการให้ความสมานฉันท์และความยุติธรรมไม่ขัดแย้งกัน บรรลุทั้งสองอย่างไม่ได้หรือ


การกลบฝังความยุติธรรม ไม่จัดการให้ชัดว่าอาชญากรรมของรัฐเป็นความผิด ไม่ลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อเป็นบรรทัดฐาน จึงมีส่วนให้อาชญากรรมทำนองเดียวกันเกิดแล้วเกิดอีก ไม่เพียงแต่กรณีตากใบ กรณีเสื้อแดง แต่ยังรวมการกำจัดให้สูญหายเพราะเหตุทางการเมืองและความรุนแรงด้วยกฎหมายอีกด้วย

อย่าลืมว่า หนทางที่จะช่วยยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรงทางการเมืองซ้ำซากในรูปการณ์ต่างๆ คือ จะต้องยุติการลอยนวลพ้นผิด (impunity) ซึ่งจะยุติได้ก็ด้วยการสถาปนาเส้นแบ่งระหว่างการใช้อำนาจรัฐอย่างผิดกับถูกให้ชัดเจน

กลับมาที่คำถาม ทำอย่างไรจึงจะก้าวข้ามบาดแผลพร้อมความยุติธรรม?

การคืนความยุติธรรมในกรณีอาชญากรรมของรัฐในอดีตนั้น ทำได้ในกรอบที่เรียกว่า “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Justice – ขอเรียกอย่างย่อว่า TJ) ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินมาบ้างแล้ว

TJ มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการร่วมกัน ดังต่อไปนี้

1) สืบทอดความทรงจำและสืบค้นข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์

2) ดำเนินคดีและคืนความยุติธรรมตามหลักการและกระบวนการทางกฎหมาย

3) การเยียวยา ทั้งทางวัตถุและไม่ใช่วัตถุ รวมถึงการขอโทษและทำให้สังคมตระหนักรับรู้ถึงความผิดพลาดในอดีตด้วย

4) ปฏิรูปสถาบันและกลไกรัฐที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจฉ้อฉลจนก่อความอยุติธรรมและโหดร้ายในอดีต

จุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก จึงต้องทำทุกประการร่วมกันทั้งหมด

บางประเทศอ้าง TJ แต่กลับทำแค่ลูบหน้าปะจมูกเพียง 1-2 ประการก็ตาม เช่น ทำเพียงเยียวยาทางวัตถุ (ชดใช้เงิน) เท่านั้น เพื่อผ่อนความไม่พอใจให้เบาลง
แต่หลีกเลี่ยงประการที่ 2 และ 4 แถมยังมักทำแค่ผิวเผิน

องค์ประกอบแรก ความทรงจำและการสอบสวนประวัติศาสตร์เป็นฐานของอีก 2 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่สอง เพราะการคืนความยุติธรรมต้องอยู่บนฐานของการสอบสวนย้อนอดีต และองค์ประกอบที่สาม เพราะจำเป็นต่อการเยียวยาทั้งทางวัตถุและจิตใจ และทำให้เป็นบทเรียนที่สังคมยอมรับร่วมกัน จึงจะช่วยไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ดังนั้น การเล่าขานถึง 6 ตุลาจึงไม่ใช่เรื่องซ้ำซากของคนกลุ่มเล็กๆ โดยไม่มีนัยทางสังคมใดๆ และงานรำลึก 6 ตุลาจึงไม่ใช่แค่ “เช็งเม้ง” ที่ไร้ความหมาย ทั้งเรื่องเล่าและการรำลึกเป็นปฏิบัติการทางการเมือง (political action) ที่มีความหมายต่อการสถาปนาความยุติธรรมและยุติการข้อนี้ลอยนวลพ้นผิดในวันข้างหน้า

ขอข้ามมากล่าวถึงองค์ประกอบที่ 3 แต่ขอไม่พูดถึงการชดใช้เป็นเงินทองแม้ว่าจะประเด็นสำคัญก็ตาม เพื่อเลี่ยงความเข้าใจผิดว่าการคืนความยุติธรรมเพื่อผลตอบแทนเป็นวัตถุเงินทอง

การเยียวยาที่สำคัญกว่าคือทางใจ ด้วยการทำให้สังคมตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อความทรงจำถึงอาชญากรรมความโหดร้ายของรัฐเป็นที่รับรู้กันทั่วไป และมีน้ำหนักมีพลังจนสังคมยอมรับและให้ความสำคัญ

การเยียวยาที่สำคัญที่สุดคือการที่สังคมให้เกียรติ เคารพผู้ถูกทำร้ายและการเมืองของเขา ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

รัฐจะยอมรับและยอมรื้อฟื้นคืนความยุติธรรมทางกฎหมาย (องค์ประกอบที่ 2) ก็ต่อเมื่อสังคมตระหนักยอมรับความผิดพลาดฉ้อฉลในอดีต คำขอโทษจากรัฐก็จะมีขึ้นได้ต่อเมื่อสังคมกดดันให้รัฐทำเช่นนั้น

การรณรงค์เพื่อความทรงจำ (memory project) รวมทั้งการรำลึก เป็นการเยียวยาทางใจที่มีผลมากและดีที่สุด ทั้งยังส่งผลไม่เพียงกับบุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเพื่อให้สังคมรับรู้ ตระหนัก ฟื้นคืนเกียรติและความเป็นคนของผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกหาว่าเป็นผีปีศาจที่ถูกกำจัดอย่างโหดร้ายทารุณอีกด้วย

ย้อนกลับมาองค์ประกอบที่ 2 การคืนความยุติธรรมตามหลักการและมาตรการทางกฎหมาย

บางคนเรียกข้อนี้ว่า Retrospective Justice หรือความยุติธรรมย้อนหลัง (หลังจากนี้จะขอเรียกอย่างย่อว่า RJ) ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมายเป็นหลัก
RJ มีภารกิจเกี่ยวข้องกัน 3 อย่างคือ

อย่างแรก แสวงหาเงื่อนไขทางกฎหมายที่จำเป็นสำหรับการรื้อฟื้นกรณีอาชญากรรมของรัฐในอดีต (หลายทศวรรษหรือข้ามศตวรรษก็มี) รื้อฟื้นให้มาอยู่ในกรอบที่ระบบกฎหมายสามารถดำเนินการต่อได้

อาจมีคนสงสัยว่าเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลังหรือไม่?

ไม่ใช่ เพราะเป็นการรื้อฟื้นกรณีในอดีตที่ถูกมองข้ามละเลยที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสมขึ้นมาใหม่

แต่ปัญหาที่มักพบก็คือยังมีอายุความอยู่หรือไม่ มีกฎหมายนิรโทษกรรมหรือยกความผิดไปแล้วหรือไม่ นี่เป็นปัญหาพื้นฐานของหลายกรณี รวมทั้งกรณีของ 6 ตุลาด้วย เพราะ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 2521 ครอบคลุมฝ่ายผู้กระทำในเหตุการณ์เช้าวันนั้นด้วย

หลักการพื้นฐานของ RJ คือ จะต้องทำให้ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ใช้อำนาจการเมืองหรือ “ศาลเตี้ย” เพราะจะต้องไม่ขจัดความอยุติธรรมด้วยความอยุติธรรมชุดใหม่
เพราะจุดหมายไม่ใช่การเอาตัวคนนั้นคนนี้มาลงโทษ (หลายกรณี ผู้ถูกฟ้องว่าทำความผิดไม่มีชีวิตแล้วด้วยซ้ำไป) แต่คือการสถาปนาความยุติธรรมและบรรทัดฐานทางกฎหมายว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจแค่ไหน แต่ห้ามทำอะไร เพื่อมิให้อาชญากรรมของรัฐเกิดขึ้นอีก และไม่ปล่อยให้เกิดการลอยนวลพ้นผิด

ภารกิจข้อนี้จึงเป็นพื้นฐานของ RJ เพราะต้องหาวิถีทางตามหลักกฎหมายให้สามารถรื้อฟื้นได้ ในบางกรณี หนทางที่ถูกต้องอาจต้องลบล้างกฎหมายหรือคำสั่งที่เอื้อให้กับการลอยนวลพ้นผิด หลายกรณีต้องอาศัยกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นช่องทางในการรื้อฟื้นคดี

ภารกิจอย่างที่สอง การสอบสวน ฟ้องร้องก็ต้องทำตามกรอบของกฎหมายอย่างยุติธรรม แต่ไม่ใช่การสอบสวนธรรมดาเหมือนคดีความปกติ เพราะต้องย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ด้วย

ในแทบทุกกรณีที่ผ่านมาในโลกพบว่า ต้องสร้างสรรค์กระบวนการสอบสวนและวิธีพิจารณาความ เพราะต้องนำข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์มาใช้กับการพิจารณาคดีในปัจจุบันให้ได้

ภารกิจอย่างที่สาม การค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีต ไม่ใช่การค้นคว้าแบบเดียวกับนักประวัติศาสตร์ เพราะเน้นการหาข้อเท็จจริงที่จำเป็นต่อคดีความและการสถาปนาความยุติธรรม

ดังนั้น ประเด็นคำถาม หลักฐานที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ตีความ และวิธีวิทยาจึงต่างกับการศึกษาประวัติศาสตร์ แม้ว่าจะเหลื่อมซ้อนกันก็ตาม อย่างไรก็ตาม แทบทุกกรณีที่ผ่านมาจะมีนักประวัติศาสตร์มาร่วมงานทำภารกิจข้อนี้ด้วย

ภารกิจทั้งสามของ RJ ในทางปฏิบัติจึงไม่สามารถประยุกต์ประสบการณ์ RJ ของกรณีหนึ่งไปใช้กับอีกกรณีได้เสมอไป เพราะอาชญากรรมของรัฐต่างๆ ไม่เหมือนกัน

ในแอฟริกาใต้ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากลัทธิเหยียดผิวสู่ประชาธิปไตยของคนเท่ากันทุกสีผิว ในบราซิล อาร์เจนตินา ชิลี เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการสู่ประชาธิปไตย ในลัตเวีย ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย และกรณีความโหดร้ายของตำรวจลับเยอรมันตะวันออก เป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จแบบสตาลินสู่ระบอบประชาธิปไตย
แต่ละกรณีต้องค้นคว้าและวางกรอบกฎหมายที่เหมาะสม แม้ว่าทุกกรณีจะมีหลักการพื้นฐานร่วมกันก็ตาม

องค์ประกอบที่ 4 ของ TJ คือ การปรับเปลี่ยนสถาบัน กลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ ในเมื่อเกิดอาชญากรรมของรัฐขึ้น จึงต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเช่นนั้นอีก

ในข้อนี้ ผมขอระบุถึงเพียงแค่นี้ เพราะองค์ประกอบนี้เป็นเรื่องใหญ่มากๆ น่าจะยากกว่าองค์ประกอบอื่นๆ และความสำคัญก็ต่างจากองค์ประกอบอื่นที่กล่าวมาแล้ว เพราะข้อนี้มุ่งหมายถึงอนาคตเป็นหลัก

ขอย้ำอีกครั้งว่า TJ ไม่ใช่การแก้แค้น หรือจะเอาใครไปขึ้นศาลลงโทษอย่างง่ายๆ แต่เป็นการสถาปนาความยุติธรรม สร้างบรรทัดฐานว่าการใช้อำนาจของรัฐมีขอบเขตตรงไหน อย่างไรคือถูกหรือผิด

ประเด็นสุดท้ายแต่สำคัญมากก็คือ ทุกองค์ประกอบของ TJ ในทุกกรณีจะเป็นไปได้เมื่อเกิดการ “เปลี่ยนระบอบ” (regime change) ก่อน

รวมทั้งกรณีที่หลายคนมักเปรียบเทียบกับไทย นั่นคือกรณีกวังจู (Kwangju) ของเกาหลีใต้

มักสงสัยกันว่า ทำไม memory project กรณีกวังจูจึงประสบความสำเร็จ ทุกวันนี้มีอนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์ที่กวังจูเมื่อปี 1980 หลายแห่งและมีสถาบันที่เผยแพร่ความทรงจำนี้ มีการดำเนินคดีลงโทษผู้มีอำนาจในอดีต มีการชดเชยเยียวยาผู้เสียหาย และมีการปฏิรูปสถาบันกลไกรัฐที่มีส่วนในอาชญากรรม ถึงขนาดที่รัฐธรรมนูญของเกาหลีใต้ระบุว่ากรณีนี้เป็นหลักหมายหนึ่งของการต่อสู้ให้เกิดประชาธิปไตยในเกาหลีใต้

คำตอบตรงที่สุดก็คือ ในทุกกรณีที่มีกระบวนการ TJ รวมทั้งที่เกาหลีใต้นั้น TJ เกิดขึ้นต่อเมื่อมีการ “เปลี่ยนผ่าน” พ้นจากระบอบที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในอดีตนั้นเสียก่อน

ตรงนี้อาจทำให้หลายคนตกใจว่าหมายถึงการเปลี่ยนระบอบประชาธิปไตยแบบไทยที่เป็นอยู่ปัจจุบันหรือ

คําตอบ การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงจะต้องทำลายล้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนสิ้นซาก หรือต้องล้มล้างสถาบันที่มีอยู่ในระบอบเดิมลงก่อน

TJ หรือความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน หมายถึงเปลี่ยนทางการเมืองมากพอที่จะให้สังคมและระบบของรัฐนั้นยินยอมที่จะย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่ซุกไว้ในใต้พรมเป็นเวลานาน
เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นตัวอย่างที่ดีของการไม่ต้องล้มล้างสถาบันใดลงไป แต่อาศัยกระบวนการทางการเมืองช่วยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม กรณีเกาหลีก็ไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีจุดอ่อนและมีเพดานเช่นกัน จนทุกวันนี้ยังมีผู้เห็นว่าการสะสางกรณีกวังจูยังไปไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น เช่น การลงโทษผู้นำระดับสูงสุด 2 คนกลับเป็นการผ่อนคลายไม่ให้มีการสะสางผู้มีอำนาจระดับรองลงไป การปฏิรูปกลไกรัฐยังไม่น่าพอใจ เป็นต้น

การคืนความยุติธรรมให้กับกรณี 6 ตุลา แม้จะยากมากๆ แต่ยังเป็นไปได้ และมีบางอย่างสามารถกระทำได้ในวันนี้อีกด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เลี้ยงลูก (1)
คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
รำลึกถึง 50 ปี 6 ตุลา
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 18-24 กันยายน 2569
บริษัทอสังหาฯ เปลี่ยนไป
ส่อง HRC ชุดแต่งเสริมสมรรถนะ ฮอนด้าจัดเต็ม – จากสนามแข่งสู่ถนน
ปีทองของ ‘ซเวเรฟ-รีบาคิน่า’ และรางวัลแห่งการรอคอย
สลัด แฮม ไข่ดาว ซาวโดว์
สูตรยาพอกเข่า และหมอไทยรุ่นใหม่ตำบลจอมศรี
E-DUANG | ปะทุ อารมณ์ ต่อ THACCA อันเนื่องแต่ มติกกต. #โกงสว
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
ตีโจทย์ PISA 2025 สัญญาณบวก การศึกษาไทย?