คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
- อ่าน ทำไมสังคมไทย ไม่เรียนรู้อะไรเลยจาก 6 ตุลา?
- อ่าน 2519 เขาถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (ไม่ใช่ประเทศไทย)
- อ่านคำถามยากๆ ที่ยังไม่ได้ถาม เกี่ยวกับ 6 ตุลา 2519
- อ่าน 6 ตุลา 50 ปี: รำลึกและสั่งลา
- อ่าน ความเงียบงันอันอื้ออึง แบบ 6 ตุลา 2519
- อ่าน ความรู้การเมืองกับงานทางปัญญาที่สร้างสรรค์
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
พระไพศาล วิสาโล ได้กล่าวและเขียนไว้ในโอกาสรำลึก 20 ปี 6 ตุลาเมื่อ 30 ปีก่อนว่า ความเลวร้ายในวันนั้นถึงที่สุดไม่ได้เกิดจากนายพล เจ้าหน้าที่่ตำรวจ อันธพาลติดอาวุธ หรือใครก็ตามที่ก่ออาชญากรรม
แต่คือ “ความชั่วร้าย” (Evil) ซึ่งแฝงฝังอยู่ในใจของเราทุกคน เราต้องยุติความชั่วร้ายในใจให้ทันท่วงที จึงจะป้องกันไม่ให้เกิด 6 ตุลาอีก (“อนุสติจาก 6 ตุลา : ความชั่วร้าย ความตาย และชัยชนะ” 2539)
นักคิดคนสำคัญของโลกอย่างฮันน่า อาเรนท์ ได้เคยเขียนถึงความชั่วร้าย (Evil) ตัวนี้ เสนอเป็นแนวคิดที่รู้จักกันทั่วโลกว่าด้วย “ความสามัญธรรมดา (หรือความดาษดื่น) ของความชั่วร้าย” (Hannah Arendt, Eichmann in Jerusalem : A Report on the Banality of Evil (1963)
อาเรนท์ได้อธิบายว่าคนอย่างอดอล์ฟ ไอช์มันน์ ซึ่งถูกนำตัวขึ้นศาลอาชญากรสงคราม ดูเป็นคนปกติธรรมดาเหลือเกิน เป็นพนักงานของรัฐที่สังหารคนจำนวนมากเพียงเพราะทำตามคำสั่งเฉยๆ โดยไม่ต้องคิดอะไร
อาเรนท์เสนอว่า ความชั่วร้ายไม่ได้เกิดจากคนที่มีจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ไปเสียทั้งหมด แต่เกิดจากคนธรรมดาอย่างเราๆ นี่แหละที่ทำตัวทำตามหน้าที่ ตามคำสั่ง ตามระบบระเบียบขั้นตอนขององค์กรหรือของราชการหรือของสังคม โดยไม่สนใจว่าคำสั่งนั้นผิดศีลธรรมหรือกำลังทำร้ายคนอื่นหรือไม่อย่างไร
คนแบบนี้จึงเฉยเมย ไม่นึกทำอะไรเลยที่จะยับยั้งมัน ก่อนหน้าที่จะลามจนกลายเป็นเหตุการณ์โหดเหี้ยมขึ้นมา
ท่ามกลางคำอธิบายมากมายถึงความโหดร้ายของระบอบนาซี ซึ่งโดยมากชี้นิ้วไปที่ผู้มีอำนาจ ระบอบการเมือง และสถานการณ์
อาเรนท์โยนระเบิดลูกใหญ่ให้เราท่านว่า คนสามัญธรรมดาก็มีส่วนในความโหดร้ายนั้นเช่นกัน
ข้อคิดของอาเรนท์ดังกล่าวเขย่าความคิดและต่อมศีลธรรมของผู้คนไปทั้งโลกมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว
หากคิดต่อจากพระไพศาลและอาเรนท์ เราจะพบความซับซ้อนย้อนแย้งที่น่าอึดอัดมากขึ้นไปอีก
ประการแรก นอกจากทำไปตามคำสั่งหรือขั้นตอนของระบบอย่างไม่แยแสศีลธรรมแล้ว เราคุ้นเคยกับเหตุผลแก้ตัวอีกมากมายที่พยายามอธิบายว่าการเฉยเมยต่อความชั่วร้ายไม่ใช่ความผิด
เช่น ไม่อยากทำตัวให้ผิดแผกจากคนอื่น ไม่ว่าจะในแง่หาแสง หรือในแง่เป็นแกะดำ ในเมื่อคนอื่นๆ ในที่ทำงาน ชุมชนรอบข้าง หรือในสังคมล้วนแต่เฉยเมยต่อความชั่วร้าย เราจึงต้องทำตัว “ตามน้ำ” ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นตามไปด้วย
ยิ่งถ้าคนคนนั้นอยู่ในโครงสร้างขององค์กรหรือสังคมที่แบ่งเป็นช่วงชั้นอย่างเช่นระบบราชการ มีเจ้านายใช้อำนาจต่อกันหลายชั้นเป็นหางว่าว จนกระทั่งไม่รู้ว่าอำนาจที่กดทับรอบตัวเรานั้นมาจากไหนบ้าง ซับซ้อนเกินกว่าเราจะไปทัดทานได้
ความรู้สึกว่าเราตัวเล็กเกินไปจนไร้อำนาจกัดกร่อนทำลายความกล้าหาญและความเป็นตัวของตัวเอง ไม่แน่ใจกระทั่งสามัญสำนึกและศีลธรรมของตนว่าจะไปทัดทานกลจักรที่ใหญ่โตซับซ้อนเช่นนั้นได้อย่างไร
อีกเหตุผลที่อ้างกันมากคือ ไม่อยากเดือดร้อน คนธรรมดาสามัญทั้งหลายเลือกเอาหูไปนาตาไปไร่ต่อความอยุติธรรม ไม่อยากทำอะไรเพื่อความถูกต้องยุติธรรม ตราบที่ความเลวร้ายนั้นยังไม่เกิดกับตนเอง…จนกว่าจะมาถึงตัวเรา
…หรือจนสายเกินการ
คำว่า “อยู่เป็น” ซึ่งเราท่านคุ้นเคยกันดีน่าจะสรุปรวบยอดและครอบคลุมข้อแก้ตัวเหล่านั้นได้ดี
“อยู่เป็น” คือคุณสมบัติที่แสนจะปกติ ปัจเจกบุคคลสามารถถูกกลืนให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบและสังคมที่ดาษดื่นได้สนิท โดยเขาจะต้องไม่ใส่ใจกับความเลวร้ายหรือผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ความชั่วร้ายอ้วนพีขึ้นทุกวันเพราะเรา “อยู่เป็น” ไม่ห่วงใยคนที่ถูกรังแก ไม่ฉุกคิดว่าถ้าเป็นตัวเราในสภาพนั้นจะเป็นอย่างไร ไม่เหลือสามัญสำนึก ไม่เปิดทางให้ศีลธรรมที่จะเข้ามาช่วยยับยั้งชั่งใจ
เมื่อหยุดคิด หยุดสงสัย ความชั่วร้าย (Evil) จึงเติบใหญ่ขึ้น… จนสายเกินการ
ประการที่สอง แต่การโทษคนธรรมดาที่ไม่อยากเดือดร้อนเช่นนี้ แฟร์กับเราๆ ท่านๆ หรือ? เรายอมรับการกล่าวโทษเช่นนี้หรือ?
ถ้าหากเราไม่ยอมรับ เรามีข้อแก้ตัวอะไรเล่าที่พอจะปลอบใจตัวเราเองไม่ให้รู้สึกผิดกับการละทิ้งสามัญสำนึก ละทิ้งศีลธรรมของตน พ่ายแพ้ต่อความขลาดเขลาจนคิดแค่สั้นๆ เพื่อเอาตัวรอด
อันตรายหรือเคราะห์กรรมที่อาจเกิดขึ้นหากเราไม่ยอมเฉยเมย ดูจะเป็นเหตุผลที่น่าเห็นใจที่สุด
คงไม่มีใครปรารถนาจะบังคับหรือซ้ำเติมคนที่ “กลัว” ต่ออันตรายหรือกลัวต้องรับเคราะห์ เพราะความกลัวไม่ใช่สิ่งควรประณาม แม้ออกจะน่าสมเพชก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ รัฐอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จจึงสร้างความกลัวเป็นเครื่องมือหว่านล้อมและบีบคั้นให้ผู้คนเฉยเมยต่อการกระทำที่เลวร้ายของรัฐ ไม่กล้าเข้ายับยั้งไม่ว่าโดยปัจเจกหรือโดยการรวมตัวกัน ปล่อยให้ความชั่วร้ายเติบโตต่อไป
ความเฉยเมยภายใต้รัฐและในสังคมอำนาจนิยมจึงอยู่ภายใต้ “เงื่อนไขของความรู้สึก” ที่ต่างจากการเฉยเมยในสังคมเสรี
ประการที่สาม ในกรณีความโหดร้ายที่เกิดขึ้น ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้นยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเกรงกลัวอันตรายยิ่งกว่าปกติ
นั่นคือภาวะที่แตกเป็นสองขั้ว (polarization) ที่ยิ่งกดดันให้เราต้องเลือกข้าง บีบคั้นให้คนที่อยากอยู่อย่างเงียบๆ ก็อยู่ยากขึ้นทุกที การจะพูดอะไรหรือทำอะไรเต็มไปด้วยความเสี่ยง อาจจะไม่ใช่ต่อรัฐหรือกลไกรัฐ แต่เสี่ยงต่อสายตาคนรอบข้างในชีวิตปกติ ไม่ว่าในที่ทำงานหรือรอบบ้านเราเอง
อย่างไรก็ตาม ความเฉยเมยในเงื่อนไขดังกล่าวต่างจากความชั่วร้ายที่เติบโตขึ้นภายใต้ชีวิตอันจืดชืด
เพราะการ “กระทำ” (action) อย่างมีเจตจำนง เลือก และตั้งใจ มิใช่การเฉยเมยแบบตามน้ำอีกต่อไป
จนไอ้ตัว “ความชั่วร้าย” พองตัวเติบโตก่อเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมอย่างเหลือเชื่อเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ถึงตรงนี้จะถือว่าผมเข้าใจและไม่โทษการ (เลือกที่จะ) เฉยเมย หรือจะถือว่าผมกำลังประณามการ (เลือกที่จะ) เฉยเมยยิ่งกว่าที่อาเรนท์เสนอเสียอีก ก็ได้ทั้งสองอย่าง แล้วแต่จะคิดกัน
ประการที่สี่ คำว่า “อยู่เป็น” เป็นศัพท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน แสดงว่าสังคมไทยมิได้เปลี่ยนไปสักเท่าไร ไม่ได้เรียนรู้จากอดีตเลยว่าความเฉยเมยเพราะ “อยู่เป็น” นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความชั่วร้าย (Evil) อ้วนพี
สำทับด้วยการสร้างความกลัวซึ่งเป็นเงื่อนไขเอื้ออำนวยให้เฉยเมยกันหนักเข้าไปอีก
สังคมไทยยังไม่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง
ไม่สร้างกลไกปกป้องรองรับคนที่ต่อสู้กับความอยุติธรรมและความชั่วร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้น
แถมทำตรงข้ามอีกด้วยซ้ำ
ล่าสุด การใช้กฎหมายเพื่อปิดปากผู้ที่ป่าวร้องถึงความอยุติธรรมเลวร้าย (SLAPP) เป็นตัวอย่างซึ่งยืนยันว่า สังคมไทยปล่อยให้เกิดการทำร้ายคนที่พยายามต่อสู้กับความชั่วร้าย โดยใช้กฎหมายและยืมมือศาล “หุบปาก” คนแบบนั้น
ไม่มีกฎหมายหรือกลไกใดๆ ยับยั้งการฟ้องร้องปิดปาก หรือคุ้มครองผู้ส่งเสียงประจานความผิดปกติอยุติธรรม
ประการที่ห้า ในสภาวะแวดล้อมทางสังคมและการเมืองเป็นเช่นนี้… เราท่านควรจะทำตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเราท่านส่วนใหญ่ปรารถนาจะ “อยู่เป็น” จะมากหรือน้อยก็ตาม หมายความว่าคงไม่มีใครหรอกอยากจะแหกคอกเป็นแกะดำ หรือถูกจับจ้องราวกับตัวประหลาด เพราะต้องการต่อสู้หรือป่าวร้องฟ้องสังคมถึงความยุติธรรม
เราท่านไม่มีใครปรารถนาจะหาความเดือดร้อนมาใส่ตัวเอง ไม่มีใครต้องการถูกจับตาโดยกลไกรัฐและอำนาจเถื่อนทั้งหลายที่อาจมาทำร้ายเราเพราะปากสว่างหรือ “ขวางน้ำ”
เราท่านล้วนอยู่ด้วยความกลัวด้วยกันทั้งนั้น มากหรือน้อยกว่ากันแค่นั้นเอง หรือมี “ความทนทานต่อความเสี่ยง” (risk tolerance) ในระดับต่างกันแค่นั้นเอง
ต่อให้เราไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์แบ่งข้างแบ่งขั้วอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 หรือยุคเหลือง-แดง แต่อยู่ในภาวะปกติที่การเมืองเต็มไปด้วยปัญหา มีความเห็นขัดแย้งกันและปะทะกันตามเป็นปกติของการเมืองไม่ว่าที่ไหนในโลก
ในภาวะเช่นนี้ ความปรารถนาจะมีชีวิตปกติเงียบๆ ยังเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมอยู่หรือไม่
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการเฉยเมยเป็นภาวะที่บ่มเพาะความชั่วร้าย (Evil) ให้พอกพูนเติบโต จนสายเกินการเข้าสักวัน
ความซับซ้อนย้อนแย้งจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทำนองนี้แหละที่วิชาการอาจช่วยให้เราเข้าใจหลายด้านของภาวะอิหลักอิเหลื่อได้
แต่ลงท้ายแล้ว วิชาการมักมิได้ให้ชี้ทางออกที่แน่ชัดแก่เรา
จะทำหรือไม่ทำอะไร ยังขึ้นอยู่กับการเลือกของเราเต็มๆ
ความซับซ้อนย้อนแย้งเช่นนี้แหละที่ผมปรารถนาจะเห็นงานอย่างภาพยนตร์ วรรณกรรม ศิลปะมาช่วยทำให้ผู้คน “เอ๊ะ” และตั้งคำถามกับความเฉยเมยของตัวเอง
ให้ผู้คนขบคิดหาคำตอบที่เหมาะกับตนเอง เพราะการตัดสินใจเลือกทำอะไรเป็นของเราแต่ละคน รวมทั้งเลือกเฉยเมย
งานทางปัญญาที่ดีย่อมชวนให้เราตระหนักว่า มนุษยชาติเป็นสิ่งสวยงามเหลือเกิน แต่มนุษยชาติก็เต็มไปด้วยความอัปลักษณ์อย่างเหลือเชื่อ
