bg-single

คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน

12.09.2026


โดย ธงชัย วินิจจะกูล

ความโหดเหี้ยมเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งรวมทั้งการทำร้ายประจานศพต่อสาธารณชนหรือให้ร่วมกระทำด้วย เป็นผลมาจากการยุยงปลุกปั่นอย่างหนัก ไม่ใช่เพียงตลอดคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 แต่ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีกว่าก่อนหน้านั้น

เพื่อให้สาธารณชนเกลียดชังผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ว่าเป็นพวกหนักแผ่นดิน ราวกับว่าผู้ชุมนุมไม่ใช่คนอีกต่อไป แต่เป็นมาร ปีศาจ ผีห่า ซาตานที่จะต้องกำจัดให้สิ้นซากหรือตอกตรึงอย่าให้ผุดเกิดได้อีก

ความคิดต่อด้วยศัตรูแบบนี้อิงแอบอยู่กับอุดมการณ์แบบราชาชาตินิยม ซึ่งเราถูกปลูกฝังใส่หัวมาแต่เด็ก แม้ว่าความเชื่อนี้ไม่ใช่ “ความรู้” แต่ฐานของอุดมการณ์ที่ก่อความเกลียดความรุนแรงขนาดนี้คือความรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน

อาจกล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์สามารถกลายเป็นอุดมการณ์ติดอาวุธที่ฆ่าคนได้

ถ้าเช่นนั้น ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะทรงคุณค่า แต่ไม่สามารถติดอาวุธให้กับอุดมการณ์ใดๆ ไปฆ่าใครได้เลย


ควรทำความเข้าใจก่อน

ว่าความรู้ประวัติศาสตร์มีคุณสมบัติหลายอย่างซึ่งย้อนแย้ง (irony) หรือขัดแย้งในตัวเอง (paradox) ทำให้เป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของความรู้นี้ในเวลาเดียวกัน

1) เป็นความรู้ที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย ทั้งสามารถอวดอ้างว่าตนเป็นผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์เรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะไม่ใช่ความรู้ทางเทคนิคพิเศษ (อย่างแพทย์หรือวิศวกร) ที่ต้องผ่านการฝึกฝนขั้นสูงจึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญได้

ในเมื่อความเชี่ยวชาญพิเศษที่สามารถอวดอ้างกับสาธารณชนได้นั้นเป็นที่มาของอำนาจ ดังนั้น นักประวัติศาสตร์ที่ฝึกฝนมาโดยเฉพาะกับผู้ใฝ่ใจศึกษาประวัติศาสตร์จริงจังเองจึงไม่มีอำนาจต่างกันสักเท่าไร

2) อีกทั้งนักประวัติศาสตร์ที่ลงทุนลงแรงฝึกฝนขั้นสูง มีความรู้ทางเทคนิคพิเศษ (เช่น วิธีวิทยา แนวคิดแนวทางการวิเคราะห์ หรือรู้ภาษาพิเศษต่างจากคนอื่น) มักผลิตผลงานที่ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อสาธารณชนสักเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ ความรู้ที่ไม่ได้ผ่านการศึกษาค้นคว้าและผ่านการตรวจสอบมาอย่างเข้มงวด จึงอาจจะมีอิทธิพลต่อสาธารณชนมากกว่าและนานกว่า ในขณะที่ความรู้ประวัติศาสตร์ที่มีคุณภาพทางวิชาการอาจจะมีอิทธิพลจำกัด

3) พลานุภาพของความรู้ประวัติศาสตร์จึงไม่ได้อยู่ที่คุณภาพของความรู้นั้นเสมอไป (การศึกษาอย่างรัดกุมกว่า ทั้งหลักฐาน เหตุผล และการวิเคราะห์)
แต่กลับอยู่ที่ “อำนาจ” นอกเหนือความรู้นั้น ได้แก่ ความนิยม การควบคุม เลือกให้เผยแพร่ หรือถูกจำกัดและห้ามรู้ เป็นต้น

รัฐและผู้แสวงอำนาจสามารถเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ที่ตนอ้างว่า “ถูกต้อง” ได้ ต่อให้พิสูจน์ได้ว่าผิด ก็ยังผลิตซ้ำต่อมาได้อีกนานด้วยอำนาจล้วนๆ และคนก็ยังเชื่อไม่เลิก แม้ว่าวงวิชาการประวัติศาสตร์เลิกเชื่อเช่นนั้นไปแล้วก็ตาม

4) ผลอย่างหนึ่งก็คือ ในขณะที่นักเรียนแทบทั้งประเทศไทยบอกว่าวิชาประวัติศาสตร์น่าเบื่อ แต่ครั้นโตเป็นผู้ใหญ่ คนเหล่านั้นอวดอ้างเป็นผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ไปได้อย่างฉับพลันและง่ายดาย

รู้ดีว่าไทยเคยยิ่งใหญ่ แต่ไทยนี้รักสงบ จึงอพยพจากภูเขาอัลไตลงมาเรื่อยๆ รู้จักการเสียกรุง เสียดินแดน ซาบซึ้งกับความเจ็บปวดในอดีตที่ประเทศรอบข้างเคยกระทำต่อไทย และบุญคุณของไทยที่ “มัน” ไม่สำนึก

5) อำนาจและปัจจัยอื่นๆ อีกที่ประมวลกันเป็น “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ในสังคมหนึ่งๆ ส่งผลต่อความรับรู้ของผู้คนในสังคมและพฤติกรรมของผู้คนว่าจะอยู่กับความรู้นั้นอย่างไร

จะรู้จักฟังหูไว้หูหรือไม่ จะรู้จักใช้วิจารณญาณ ไตร่ตรอง หรือตรวจสอบอย่างไร จะรู้จักเป็นนายหรือตกเป็นเหยื่อถูกความรู้นั้นกำกับและบงการพฤติกรรมของเรา

ด้วยคุณสมบัติของความรู้ประวัติศาสตร์เช่นนี้เอง จึงต้องสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้ความรู้นี้ไม่สามารถเป็นอาวุธให้กับอุดมการณ์ใดๆ ได้อีกต่อไป ดังต่อไปนี้

ประการที่หนึ่ง ทำให้ผู้คนตระหนักว่าความรู้ประวัติศาสตร์มีได้หลายแบบ ไม่มีความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว จึงไม่มีใครสามารถอ้างว่าครอง “สัจจะ” เกี่ยวกับอดีตได้
ทุกสำนวนทุกแบบขึ้นอยู่กับมุมมอง การใช้หลักฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล การถกเถียงให้เหตุผล ฯลฯ ซึ่งไม่มีทางหลีกเลี่ยงอคติได้เลย (คนที่อ้างว่าไม่มีอคติคือคนที่ไม่รู้เท่าทันอคติของตนเอง)

ความรู้จากทุกมุมมองอาจจะมีคุณภาพดีหรือแย่ได้ทั้งนั้น อีกทั้งคุณภาพอาจจะไม่ช่วยให้ผู้คนเชื่อมากกว่าหรือมีอิทธิพลกว่าแต่อย่างใด

เหล่านี้เป็นปกติธรรมดาของความรู้ประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ทัศนะแบบหัวรุนแรงหรือซ้ายแต่อย่างใด

ความเชื่อที่ว่าประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องมีเพียงหนึ่งเดียว และรัฐสามารถเป็นเจ้าของหรือผู้ยึดกุมสัจจะเกี่ยวกับอดีตไว้ได้ต่างหาก เป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายอย่างยิ่ง

ประการที่สอง ต้องนำเสนอประวัติศาสตร์ทางเลือกที่น่าเชื่อกว่า

ถ้าหากเราเชื่อว่าประวัติศาสตร์ที่หนุนโดยอำนาจของรัฐนั้นไม่น่าเชื่อ บิดเบือน หรือเป็นอันตราย เราต้องมั่นใจว่าประวัติศาสตร์แบบอื่นมีคุณภาพทางวิชาการที่เหนือกว่า มีพลังในการอธิบายอดีตได้ดีกว่า ย่อมเป็นไปได้

เป็นประวัติศาสตร์ทางเลือกที่ชวนให้คนสงสัย หรือประวัติศาสตร์สวนทาง (counter-history)

แต่ประวัติศาสตร์ทางเลือกหรือสวนทาง ต้องไม่ใช่เพียงแค่แตกต่างกับประวัติศาสตร์ฉบับทางการ แต่ควรจะมีคุณภาพทางวิชาการดีกว่า ตั้งแต่ฐานของการคิด (premise) ข้อตกลงเบื้องต้น (assumptions) ไปจนถึงวิธีวิทยา (methodology) และการวิเคราะห์ตีความ (analysis and interpretations)

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะประวัติศาสตร์ทางเลือกเต็มไปด้วยอคติ หรือเพราะเอาอุดมการณ์นำ ใช้หลักฐานหลักการทางวิชาการน้อยกว่าประวัติศาสตร์ทางการ แต่ตรงกันข้าม
กล่าวคือ เป็นเพราะความรู้ประวัติศาสตร์แบบทางการอ่อนปวกเปียก ไม่สมเหตุสมผล ไม่เข้มแข็งทางวิชาการเลย มักใช้อคติตามอุดมการณ์ราชาชาตินิยมในการตีความหรืออ่านหลักฐานอย่างผิวเผิน ปิดหูปิดตาตนเองต่อการตีความหลักฐานแบบอื่น หรือคิดวิเคราะห์แบบอื่นต่างหาก

ปัจจัยที่ช่วยให้ดำรงอยู่มาได้เป็นเวลานานก็เพราะมีอำนาจหนุนหลัง และไม่เคยถูกท้าทายอย่างจริงๆ จังๆ…แค่นั้นเอง

ดังนั้น ในขณะที่ความรู้ประวัติศาสตร์แบบทางการมีเรื่องเล่าหลักอยู่ที่บรรพกษัตริย์ผู้หาญกล้าผู้ปกป้องชาติของคนไทย (เท่านั้น) ประวัติศาสตร์ทางเลือกสามารถปลดอาวุธด้วยเรื่องเล่าของมนุษย์กระจอกๆ ดีๆ ชั่วๆ ตามปกติ ไม่มีวีรกรรม ไม่ว่าเจ้าหรือไพร่ คนชั้นสูงหรือชั้นล่าง ฯลฯ

มนุษย์ไม่ใช่ “ประธาน” ของประวัติศาสตร์เสมอไปด้วยซ้ำ

ประการที่สาม ตระหนักว่าความรู้ประวัติศาสตร์แยกจากการเมืองไม่ได้

เราจะทำงานประวัติศาสตร์ซึ่งปลอดการเมืองอย่างสิ้นเชิงมิได้หรือ?

คงเป็นไปไม่ได้

มิใช่หมายความว่าต้องจงใจศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้การเมือง แต่หมายความว่า งานที่เราค้นคว้า ตีความ วิเคราะห์ และเขียนขึ้นมานั้น หนีไม่พ้นความเกี่ยวพันกับการเมือง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจและรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

เพราะความรู้นั้นเป็นประโยชน์หรือขัดแย้งขัดขวางอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ อย่างน้อยๆ ก็ย่อมสนองหรือขัดแย้งกับความรู้ประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ก่อน ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดและชีวิตของผู้คน

ดังนั้น คำถามที่ท้าทายก็คือ ถ้าหากเรารู้ตัวและเลือกได้ เราจะเลือกการเมืองแบบไหน เลือกรับใช้อะไรหรือใคร

ประการที่สี่ การเมืองที่ดีจะช่วยชี้ทางในการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และการแสวงหาคำตอบ

แต่ต้องตระหนักด้วยว่าการทำงานทางปัญญาที่มีการเมืองดีแต่คุณภาพทางวิชาการห่วย ย่อมลดทอนพลังทางการเมืองของงานนั้นลงไป

เพราะประวัติศาสตร์ทางเลือกและประวัติศาสตร์สวนทางนั้น ต้องสามารถ “ยืน” อยู่ในสังคมได้ด้วยพลังทางปัญญาของตนเอง ผู้คนจะเคารพและยอมรับในคุณภาพ ไม่มีอำนาจอื่นใดมาช่วยได้

แม้ว่าเราท่านคงมีความคิดทางการเมืองต่างกันไป แต่ถ้าหากมุ่งจะไม่ให้ความรู้นั้นติดอาวุธให้อุดมการณ์ใดได้อีก ควรหมายถึงดังต่อไปนี้

4.1) รับใช้เซลล์สมองของพลเมืองเป็นปฐม

สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ทำวิชาชีพที่ใช้ความรู้ประวัติศาสตร์โดยตรง ความรู้นี้มีไว้สร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ ตั้งคำถามเพื่อเข้าใจปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์หนึ่งๆ ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกกระทำต่อปัจจุบันของแต่ละคน

การปลูกเซลล์สมองให้พลเมืองฉลาด เป็นตัวของตัวเอง เป็นเครื่องมือทางปัญญาให้ผู้คนเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (active citizen) ไม่ว่าเขาจะมีความคิดทางการเมืองแบบใดก็ตาม
ความรู้ที่ต้องอาศัยอำนาจหนุนหลังเพื่อปลูกฝังให้คนเชื่อ นอกจากจะไม่ทำให้พลเมืองฉลาดแล้ว ยังกลับทำให้พลเมืองโง่ ไม่รู้จักคิดตั้งคำถาม ไม่เป็นตัวของตัวเอง

4.2) ตั้งคำถามต่ออำนาจนำ และต่อความคิดที่ครอบงำในสังคม โดยเฉพาะความคิดที่อาศัยอำนาจรัฐปลูกฝังพร่ำสอนให้พลเมืองเชื่อตาม

การเมืองของประวัติศาสตร์ทางเลือกหรือสวนทางคือเพื่อลดทอนอำนาจนำ เซาะกร่อนอำนาจนิยม ทำให้เกิดคำถาม ช่างสงสัย ไม่เชื่อง่ายๆ หรือเสนอความรู้อีกชุดที่แตกต่างออกไปเลย

อาจจะเป็นประวัติศาสตร์ของคนชั้นล่าง (ในแง่ชนชั้น กลุ่มชายขอบ คนจน ฯลฯ) หรือของอุดมการณ์ที่ท้าทายต่อขนบ หรือที่ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสาธารณ์ เปิดเผยมายาคติและสิ่งที่ชนชั้นนำอุปโลกน์ขึ้นมาให้ผู้คนสยบต่ออำนาจ

4.3) ความรู้ประวัติศาสตร์เป็นเสาหลักหนึ่งของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) เพราะเป็นปัจจัยจำเป็นของการสืบสวนเพื่อสร้างความยุติธรรม
ผู้ชนะไม่ใช่ผู้เขียนประวัติศาสตร์ฝ่ายเดียว เรื่องเล่าของผู้พ่ายสามารถเป็นฐานของความยุติธรรมได้ ไม่ว่ากรณีชาวยิวผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนาซี กรณีสังหารหมู่อีกมากมายในโลก และกรณี 6 ตุลาฯ

การรำลึก 6 ตุลาฯ เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมบนฐานประวัติศาสตร์ของผู้แพ้ สามารถส่งเสียงทะลุทะลวงความเงียบงันได้จนกลายเป็นหนามยอกอกของรัฐพันลึกซึ่งไม่ต้องการให้สังคมจดจำและคงปรารถนาให้ผู้คนลืมด้วยซ้ำไป

ประการที่ห้า จะต้องปราศจากการเซ็นเซอร์ จะต้องมีเสรีภาพทางความคิดความรู้ ข้อนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญมากๆ เพื่อให้ 4 ประการข้างต้นสามารถมีที่ทางให้ผู้คนรับรู้และเลือกได้เอง ไม่ว่าเขาจะมีความคิดทางการเมืองแบบใด

“เสรีภาพทางวิชาการ” ต้องเป็นอย่างเดียวกันกับเสรีภาพทางความคิดความรู้ของสาธารณชนทั้งสังคม ไม่ใช่อภิสิทธิ์ที่แยกออกมาต่างหากให้แก่นักวิชาการ

สภาวะที่เปิดโอกาสให้ความรู้ประวัติศาสตร์ต่างมุมมองดำรงอยู่ด้วยกัน ไม่มีสำนวนใดผูกขาดหรือหนุนหลังโดยอำนาจทางการเมือง เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำลายศักดิ์สิทธิ์หรือความเชื่อว่าความรู้แบบหนึ่งสูงส่งกว่าอย่างอื่น

ปัจจัยข้อนี้จำเป็นสำหรับความขัดแย้งทุกกรณีที่ความรู้ประวัติศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นข้ออ้าง เช่น กรณีจังหวัดชายแดนใต้

ประวัติศาสตร์ไม่ว่าจากฝ่ายไหนก็ไม่ควรมีอำนาจผูกขาด ต้องยอมให้ทุกมุมมองทุกสำนวนสามารถ “แบกันออกมาบนโต๊ะ” ได้ ยอมให้ผู้คนพิจารณาเอาเอง

ทำเช่นนี้ก็จะลดพลังอำนาจของความรู้ประวัติศาสตร์ที่จะติดอาวุธให้อุดมการณ์จนกลายเป็นความรุนแรงได้

ทั้งห้าประการไม่ใช่เพื่อความรู้กรณีใดโดยเฉพาะ แต่เป็น “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ที่จะเป็นสภาวะแวดล้อมทางปัญญาที่เป็นเงื่อนไขไม่ให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นอาวุธให้กับอุดมการณ์ใดๆ ได้อีกต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เจาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ฟื้นตำนานเอสยูวี-ออปชั่นพร้อมลุย
ภารกิจใหญ่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ เร่งเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นความสำเร็จ
NPA บ้านอีกระลอกใหญ่
เจาะความหวังไทยในเอเชี่ยนเกมส์ เหรียญทองและบทพิสูจน์ศักยภาพ
ข้าวผัดน้ำพริกมะขามทรงเครื่อง
ยาต้ม พร้อมดื่มในทุกที่
‘อ่านคนไร้ราก (1)’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
รถเมล์ท้องถิ่น
E-DUANG | สภาพ อาทิตย์ 13 กันยายน คือ ตัว”แปร” ทาง การเมือง
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 11-17 กันยายน 2569
การ์ตูน จุก ชายคา