bg-single

คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ

15.08.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


ในกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคมเมื่อ 50 ปีก่อน เห็นได้ชัดว่าคนไทยไม่แคร์ข้อเท็จจริง ไม่แคร์ที่จะฟังความให้รอบด้าน

การฆ่าและทำความโหดร้ายทารุณอย่างเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้นเป็นผลของอารมณ์โกรธอย่างรุนแรงสุดๆ เกลียดจัดจนขาดสติ

คนจำนวนมากกระโจนเข้าระบายความโกรธเกรี้ยวใส่นักศึกษาแทบจะทันทีและอย่างรุนแรง จนกระทั่งนำไปสู่ความโหดร้ายเกินเข้าใจได้

ทั้งการสังหารหมู่ ทั้งการเชียร์เจ้าหน้าที่ให้ใช้ความรุนแรง และการทำร้ายศพด้วยวิธีการสารพัดอย่างเหลือเชื่อว่ามนุษย์ทำต่อกันเช่นนี้ได้

ซ้ำเป็นกระทำในที่สาธารณะ เพื่อให้เป็นที่รู้เห็นโดยทั่วกัน ไม่ว่าจะเพื่อความสะใจ เพื่อเรียกคนเข้าร่วม หรือเพื่อข่มขู่ตักเตือนก็แล้วแต่

จึงไม่ใช่ความโกรธแค้นเฉพาะตัวของคนบางคน แต่เป็นความโกรธเกลียดรวมหมู่ (collective)

อีกทั้งดูจากวิธีการต่างๆ ที่ใช้ฆ่าและทำร้ายศพ เป็นการกระทำต่อผีห่าซาตานที่กำลังคุกคามเผ่าพันธุ์มนุษย์คนไทย

ไม่ว่าการตอกอกศพเพื่อตรึงปีศาจมิให้ฟื้นคืนชีวิตอีก การแขวนคอ ฉี่รดศพ และเผา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงการกระทำเพื่อเอาชนะศัตรูของชาติที่เป็นมนุษย์ฝ่ายตรงข้าม แต่เป็นการตอบโต้ของมนุษย์ต่อผีห่าซาตานที่กำลังคุกคามมนุษย์อย่างพวกเขา

คำถามน่าคิดซึ่งยังต้องการคำอธิบายอย่างจริงจังก็คือ ความโกรธเกลียดปานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

ผมไม่มีความรู้จิตวิทยา แต่เห็นว่าความโกรธเกลียดรวมหมู่ทำนองนั้นน่าจะมีนัยทางสังคมวัฒนธรรมอยู่ด้วยแน่ๆ

หลายท่านเคยอธิบายแล้วว่าความโกรธเกลียดขนาดนั้นเป็นผลของการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) ซึ่งรัฐและฝ่ายขวาในยุคนั้นกระทำต่อฝ่ายซ้ายที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นแขนขาของพวกคอมมิวนิสต์

ในทัศนะขวาไทยสมัยนั้น พวกคอมมิวนิสต์ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ที่สมาทานความเชื่อทางเศรษฐกิจการเมืองแบบหนึ่ง แต่หมายถึงศัตรูผู้จะมาทำลายล้างชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และคนไทยให้สูญหายไปจากโลกใบนี้

การลดทอนความเป็นมนุษย์ กระทำผ่านการโฆษณาชวนเชื่ออย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง และขนานใหญ่ เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ทำให้ฝ่ายซ้ายและคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจ เป็นผีห่าซาตาน เป็นเพียงขยะที่หนักแผ่นดิน ไม่ใช่คนอีกต่อไป

ทําไมคนไทยจึงหลงไปกับความเชื่อดังกล่าวได้ ทำไมคนไทยจึงโกรธง่าย ขาดสติ และโกรธรุนแรงอย่างเหลือเชื่อ

เราจะเห็นความโกรธเกลียดทำนองเดียวกัน (แม้อาจจะดีกรีที่ต่ำกว่าที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ) ในกรณีขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่เราเชื่อว่าเขาอ่อนแอกว่าอย่างกัมพูชา
ความขัดแย้งตรงชายแดนเพียงนิดเดียว ซึ่งบ่อยครั้งน่าจะไกล่เกลี่ยได้ในท้องที่ด้วยซ้ำ แต่คนไทยจะร่วมกันระดมความโกรธเกรี้ยวเข้าใส่คนเขมรและกัมพูชา โดยไม่ต้องไตร่ตรองว่าใครผิดใครถูก เข้าข้างไทยไว้ก่อนเป็นดี

สื่อมวลชนและประชาสังคมทั่วไป ซึ่งน่าจะมีวุฒิภาวะและมีเงื่อนไขทางวิชาชีพ ช่วยให้มีสติกว่านี้ แต่กลับช่วยกันปลุกระดมสุมไฟความโกรธเกลียดให้หนักเข้าไปอีก
ความโกรธในกรณีนี้จึงพลุ่งพล่าน แพร่กระจายรวดเร็วมาก มักจะรุนแรงเกินเหตุด้วยซ้ำ ไม่ว่าทางวาจาหรืออื่นๆ สามารถลามเป็นความรุนแรงได้เสมอ แม้จะเตือนสติกันก็อย่างไรก็ไม่ได้ผลนัก

ทั้งกรณี 6 ตุลาคม 2519 และกรณีขัดแย้งกับกัมพูชา เป็นหลักฐานว่าคนไทยโกรธเร็วเกิน โกรธมากเกิน โกรธเกินเหตุ

ในทางกลับกัน เรามักได้ยินหลายคนกล่าวว่า คนไทยยังโกรธไม่พอต่อกรณีอยุติธรรมที่รัฐเป็นผู้กระทำ หรือกรณีที่มีเกิดการเอารัดเอาเปรียบ ใช้อำนาจฉ้อฉล คดโกงต่อประชาชน มีเครือข่ายการโกงกินขนานยักษ์ที่เกี่ยวพันกับหลายพันคน จนถึงการโกงการเลือกตั้ง ใช้กลอุบายการเลือกวุฒิสมาชิกและองค์กรอิสระเพื่อรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

ไม่ว่าปัญหาบ้านเมืองหนักหนาสาหัสสากรรจ์รุมเร้าสักเพียงไหน แต่ปฏิกิริยาของผู้คนทั่วไปยังดูเฉยเมย ไม่โกรธ ไม่เร่งเร้าให้หาผู้กระทำผิดหรือจัดการให้เกิดความยุติธรรม
เราไม่เจอความโกรธเกลียดต่อกรณีเหล่านี้ในระดับใกล้เคียงกับโกรธกัมพูชาเลย และห่างไกลลิบลับจากระดับที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

จึงเกิดคำถามขึ้นว่า คนไทยยังโกรธไม่พออีกหรือ? ทำไมจึงยากเย็นนักที่คนไทยจะลุกขึ้นต่อสู้กับการใช้อำนาจฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจเหนือรัฐ?

ทำไมจึงไม่โกรธต่อความอยุติธรรม?

ตกลงคนไทยโกรธง่ายเกินไป เร็วไปและแรงไป หรือคนไทยโกรธยาก โกรธไม่พอกันแน่?

หรือว่าถูกทั้งสองอย่าง แต่ขึ้นกับเงื่อนไขปัจจัยอื่น

ถ้าเป็นเช่นนั้นคำถามก็คือ ทำไม ปัจจัยเงื่อนไขอะไร จึงทำให้เกิดความโกรธเกลียดง่าย เร็ว และพลุ่งพล่านรุนแรงอย่างรุนแรงสุดๆ ในบางกรณี ในขณะที่ในอีกหลายกรณีที่สมควรจะโกรธ คนไทยกลับโกรธยาก โกรธไม่พอ ไม่เกิดความโกรธในระดับใกล้เคียงกับกรณีแรกแต่อย่างใด

เราจะอธิบายความโกรธเกลียดในระดับที่สวนทางกันเช่นนี้ได้อย่างไร

อารมณ์ความรู้สึกทุกประเภท รวมทั้งความโกรธ มิใช่เป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของร่างกายและจิตใจ

แท้ที่จริงล้วนถูกหล่อหลอม กำกับ ชี้นำ บังคับ ยับยั้ง หรือส่งเสริม ให้ท้ายด้วยปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมทั้งนั้น

ตัวอย่างชัดๆ ง่ายๆ ได้แก่ คนไทยในยุคปัจจุบันต้องรู้สึกระมัดระวังขึ้นมาฉับพลันทันทีที่จะพูดถึงชนชั้นสูง คนชาติอื่นที่ไม่รู้จักสังคมการเมืองไทย คงไม่รู้สึกต้องระวังอะไรเป็นพิเศษเช่นนั้น

ส่วนหนึ่งเพราะเรารู้จักพิษของกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงต้องกำกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา อีกส่วนก็เพราะความเคยชินที่ถูกพร่ำสอนให้รู้จักที่ต่ำที่สูงมาตลอดชีวิต
ความกลัวในกรณีนี้เกิดจากเหตุปัจจัยทางการเมืองและวัฒนธรรมล้วนๆ ไม่ใช่ปฏิกิริยาตามธรรมชาติสักนิด

ความโกรธก็เช่นกัน เราแสดงออกถึงความโมโหโกรธาต่อกัมพูชาและชาวเขมรได้ง่ายหน่อย ก็เพราะผู้คนรอบข้างเราไม่รู้สึกแปลกถ้าหากเราจะแสดงอารมณ์เช่นนั้น แถมอาจได้พรรคพวกชื่นชมอีกด้วย สังคมโดยรวมเปิดโอกาสให้เกิดความรู้สึกเช่นนั้น แถมยังส่งเสริมให้แสดงออกอย่างเปิดเผยอีกด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าหากมีความคิดเห็นต่างออกไป สงสัยหรือตั้งคำถามต่อฝ่ายไทยเอง เราจะดูหน้าดูหลัง ไม่กล้าพูดเสียงดังทันที เพราะกลัวคนรอบข้างและเจ้าหน้าที่รัฐจะได้ยินและอาจเล่นงานเราได้

ในกรณี 6 ตุลาคม 2519 อารมณ์โกรธพลุ่งพล่านจนแทบคลั่งต่อศัตรูของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ถูกปลูกฝังและกระตุ้นอย่างต่อเนื่องแทบทุกวันมากกว่าหนึ่งปีก่อนหน้านั้น
มีการชี้นำทางสื่อมวลชนสารพัดให้แสดงความโกรธในที่สาธารณะได้ สร้างเงื่อนไขเอื้ออำนวยและสนับสนุนให้ความโกรธพุ่งสูงมากกว่าปกติ รอเพียงจุดปะทุให้ความโกรธที่อัดแน่นนั้นระเบิดออกมา

ในทางกลับกัน คนไทยอยู่ในวัฒนธรรมที่สยบยอมเชื่อฟังอำนาจ กลัวอำนาจ เมื่อได้ยินได้ฟังกรณีความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจเหนือรัฐ ปฏิกิริยาอย่างแรกของหลายคนก็คือเข้าข้างอำนาจไว้ก่อน ซึ่งมีผลไปกดทับความโกรธเอาไว้

ครั้นหลายกรณีซ้ำๆ กัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่โกรธ แต่คนปกติในสังคมไทยจะกดบังคับอารมณ์ของตนเองไว้โดยอัตโนมัติ มิให้แสดงออกมากเกินไปหรือแรงไป
ต่อให้โกรธมากก็รู้จักอัดอั้นเก็บเอาไว้ข้างใน เพราะเราท่านแต่ละคนไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ รอบข้างจะร่วมโกรธด้วยหรือเปล่า

โกรธพอหรือไม่พอ โกรธง่ายหรือยาก จึงไม่ได้เพียงขึ้นอยู่กับเหตุการณ์หรือกรณีหนึ่งๆ ที่เราไม่พอใจ และไม่ได้ขึ้นกับธรรมชาติของร่างกายและจิตใจของมนุษย์แต่ละคน
แต่กลับขึ้นอยู่กับว่าเราท่านถูกฟูมฟักมาให้รู้จักควบคุมอารมณ์และจิตใจไปในทางหนึ่งแบบหนึ่ง จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว

สิ่งที่กลายเป็น “อัตโนมัติ” หรือแทบจะเป็นธรรมชาติสำหรับคนที่อยู่ในสังคมไทยเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์หรือภาวะที่ควรจะโกรธก็คือ พิจารณาทันทีว่ากำลังจะโกรธใคร โกรธเรื่องอะไร

ใคร? คนที่เราควรจะโกรธนั้นมีอำนาจมากหรือน้อย สูงหรือต่ำตามวัฒนธรรมไทย

โกรธอะไร? ในกรณีที่เราโกรธนั้น คนข้างมากน่าจะเห็นด้วยกับเราหรือตรงกันข้าม ซึ่งพอจะคาดการณ์ได้ตามการเมือง วัฒนธรรมไทยเช่นกัน ยิ่งโกรธในกรณีที่คนส่วนใหญ่คิดต่างจากเรา ยิ่งต้องเก็บความโกรธให้อัดอั้นอยู่เงียบๆ

คนไทยจึงรู้จักจัดการกับความโกรธว่าควรจะแข่งกันแสดงออกอย่างพลุ่งพล่าน หรือสงบเสงี่ยมเจียมตัว เพื่อหลีกเลี่ยงความเดือดร้อน หรือเพื่อแสวงประโยชน์จากการเกาะกินกับอำนาจ

ความซับซ้อนย้อนแย้งเช่นนี้แหละที่ควรเป็นบทเรียนจาก 6 ตุลาคม 2519 ที่สังคมไทยควรยกขึ้นมาขบคิดและเรียนรู้ แทนที่จะปล่อยผ่านไปโดยไม่พยายามอธิบายอย่างจริงจัง จนเสียดายโอกาสเรียนรู้

กรณีใหญ่โตระดับโลก อย่างเช่นการล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หรือโศกนาฏกรรมในประเทศรวันดา ซึ่งผู้คนสองพวกสังหารกันหลายแสนคนในเวลาสั้นๆ กรณีเหล่านี้ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มากมาย

แต่สังคมรวันดา หรือเยอรมนี และยุโรปล้วนมีวัฒนธรรมและค่านิยมไม่เหมือนกับสังคมไทย แม้ว่าเราควรพยายามและสามารถเรียนรู้จากกันได้ แต่ลงท้ายก็ต้องเข้าใจความซับซ้อนย้อนแย้งเช่นนี้ในเงื่อนไขปัจจัยของสังคมวัฒนธรรมของเราเอง

ความโกรธเกลียดอย่างรุนแรงเมื่อ 6 ตุลาคม 2519 จึงเป็นโอกาสที่สังคมไทยสามารถเรียนรู้หรือถึงขนาดเป็นบทเรียนแก่โลกก็ได้

ความซับซ้อนย้อนแย้งของมนุษย์และสังคมเช่นนี้แหละเป็นประเด็นซึ่งยากจะเข้าใจ

ความรู้วิชาการสามารถอธิบายได้สารพัด แต่ถึงที่สุดแล้วไม่มีทางอธิบายได้อย่างหมดจด ไม่มีทางบอกหรือคาดการณ์ได้ง่ายๆ ว่าจะเกิดอีกหรือไม่

ผมปรารถนาจะเห็นงานสร้างสรรค์ทางปัญญาอย่างวรรณกรรม ศิลปะ ภาพยนตร์ ช่วยตั้งคำถามและกระตุ้นให้คนรู้จักคิดกับความซับซ้อนย้อนแย้งเช่นนี้ในแบบที่งานทางวิชาการไม่สามารถทำได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
วิกฤตความรุนแรงใน ร.ร. โจทย์ใหญ่สังคมไทย
E-DUANG | สาวลึก กระบวนการ โกงส.ว. เมื่อ”2 ไอ” ใช้กุ้งตกปลากะพง
ปฏิบัติการยื้อ ‘ลิฟกอล์ฟ’ เมื่อโปรดังต้องเป็นมากกว่าผู้แข่งขัน
การเมืองเรื่องกางเกงขาสั้น กับการคุกคามด้วยขนหน้าแข้งของคุณลุงวัยกลางคน
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 14-20 สิงหาคม 2569
ข้าวเย็นเหนือ และข้าวเย็นใต้ (1)
ถอดรหัสความหรู ALPHARD-VELLFIRE LUXURY 7 ที่นั่ง-สบายทั้งครอบครัว
ความเปลี่ยนแปลงใต้แรงกดดัน
กุ้งก้ามกราม ผัดกระเทียมพริกไทย
เคาะประตูศึก ‘ลูกยางเอเชีย’ เส้นทางสาวไทยชิงตั๋วโอลิมปิก
คุยกับอดีต รมช.ศธ. ว่าด้วยโรงเรียนปลอดภัย การดูแลสุขภาพจิตเด็ก และปัญหาการศึกษาไทย