bg-single

คนไทยคนแรก ต่อต้านทุนผูกขาด

11.06.2024

การตั้งคำถามเรื่อง Rainbow washing เป็นเรื่องปกติธรรมดามาก เป็นข้อวิจารณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และย้ำว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการหันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือเป็นการ “ทบทวนตัวเอง” อย่างปกติธรรมดา

และไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นกับขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มแอลจีบีทีคิวพลัสเท่านั้น

แต่เกิดขึ้นกับทุกการเคลื่อนไหวนั่นแหละ

ยกตัวอย่างเช่น การต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวสีที่เริ่มมาจากการต่อสู้เพื่อสิทธิของคนผิวดำในอเมริกา จากเดิมที่คนดำกับคนขาวเข้าร้านอาหารเดียวกันไม่ได้ บนรถเมล์ต้องแยกว่าอันไหนที่นั่งคนขาว อันไหนที่นั่งคนดำ ไม่ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ก็ต่อสู้กันมาเป็นร้อยปี

จนกระทั่งวันหนึ่งสิ่งที่เรียกว่า “การต่อสู้เพื่อผู้คนที่ถูกกดทับ” กลายเป็น “ชุดคุณค่า” ทางความคิดและอุดมการณ์ที่หากใครสมาทานชุดคุณค่านี้มัน signify ว่าคุณคือ “คนหัวก้าวหน้า”

ซึ่งมันก็เป็นความจริง ใครที่ยังกีดกันสีผิว ใครที่ยังรังเกียจคนผิวสี = คนขวาจัด อนุรักษนิยม ไม่ sophisticate ซึ่งเป็นความจริงอีกนั่นแหละ ยิ่งในบริบทการเมืองของอเมริกา และบริบทของการเขียนงานวิชาการด้านสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์สำนักคิดแบบอเมริกัน เรื่อง “การเมืองเรื่องอัตลักษณ์” ก็ครองอำนาจนำมีความป๊อปปูลาร์สูง

ท้ายที่สุดการต่อสู้เพื่อผู้ถูกกดทับก็กลายเป็น “เครื่องหมายสำเร็จรูป” ในเวลาที่ใครสักคนอยากประกาศตัวเองว่า “ฉันคือคนหัวก้าวหน้า” ฉันเท่ ฉันเก๋ ฉันคูล

ด้วยเหตุดังนั้น เสื้อยืด ที่มีข้อความประกาศจุดยืนทางการเมืองแบบคูลๆ เท่ๆ ก็กลายเป็นอาภารณ์ประดับกายอันหนึ่งของชาวหัวก้าวหน้า มักชอบใส่เสื้อยืดมีข้อความในเชิงตะโกนประกาศด่าทอผู้คนเช่น ด่าคนเหยียดสีผิว ด่าคนที่สนับสนุนการทำสงคราม

ฮิตสุดคือ ด่าทุนนิยม

 

เมื่อมันกลายเป็นความ “คูล” มันก็หนีไม่พ้นที่จะได้ออกมาปรากฏตัวในฐานะที่เป็นอัตลักษณ์ที่น่าเอามาสวมใส่

ในต้นทศวรรษที่ 90s เราจึงเห็นหลายแบรนด์ทำแคมเปญโฆษณาเพื่อส่งเสริมความหลากหลายของ “สีผิว”

เช่น แป้งเด็กยี่ห้อหนึ่งที่เอาเด็กเบบี้น่ารักมานั่งนอนคว่ำยิ้มเรียงๆ กันแล้วมีเด็กทุกสีผิวอยู่ในนั้น เพื่อตอบโต้ขอวิพากษ์วิจารณ์ว่าโฆษณาสินค้าเด็กร้อยละร้อยใช้แต่เด็กผิวขาว ผมทอง ตาฟ้า

หรือเสื้อผ้าแบรนด์เบเนตอง (ใครเกิดทันบ้าง?) ที่เริ่มใช้นางแบบวัยรุ่นผิวสี ผมแอฟโฟร สะท้อนสไตล์เสื้อผ้าสีสันแบบจาเมกาของเบเนตอง หลังจากนั้นก็ตามกันมาอีกหลายแบรนด์

และการทำการตลาดแบบ “สวนกระแสหลัก” ก็เฟื่องฟู เช่น แชมพู สบูยี่ห้อหนึ่งที่จะใช้แต่ “คนธรรมดา” อารมณ์คนเดินถนนที่เราเจอได้ในชีวิตประจำวันเท่านั้นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ แล้วภาพโฆษณาก็จะออกมาคลีนๆ ขาวๆ ไม่แต่งหน้า

ซึ่งแคมเปญโฆษณาแบบนี้ ออกมาช่วงแรกก็จะได้รับเสียงชื่นชมแซ่ซ้องสรรเสริญ ว่าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ มีความกล้าหาญออกมาจาก “บิวตี้แสตนดาร์ด”

แต่พอเวลาผ่านไปสักพักจะมีกระแส “วิพากษ์” ออกมาว่า มันก็แค่การตลาดของพวกนายทุน

แท้จริงแล้วก็ไม่ได้อินอะไรกับการต่อสู้แต่มาฉกฉวย เด็ดยอดการต่อสู้อันยาวนาน น้ำตา และความเจ็มปวดของพวกเราไปค้ากำไร

 

สําหรับฉันก็เห็นว่ามันปกติสามัญอย่างยิ่ง คนทำการค้าก็ค้าขายไป คนทำงานเคลื่อนไหวก็เคลื่อนไหวในประเด็นของตัวเองต่อไป นักวิชาการสายวิพากษ์ก็มีหน้าที่วิพากษ์ ค้นคว้าสร้างทฤษฎีอะไรใหม่ๆ มาสร้างบทสนทนากับสังคมไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี ท้ายที่สุด ทุกคนก็ทำมาหากินในสัมมาอาชีวะของตัวเองไป

แล้วเรื่องมันก็จะวนอยู่อย่างนี้ในแง่ของ narrative คือ ทุนนิยม, การตลาด, มาร์เก็ตติ้ง ต้องอิงอยู่กับมวลชนกระแสหลัก สร้างชุดคุณค่ามาตรฐานว่าด้วยความดี ความงาม ความฝัน ชีวิตในอุดมคติขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อตอบสนองความคาดหวังของกลุ่มลูกค้า -> จากนั้นถูกวิพากษ์จากฝ่ายปัญญาชนสาย critical

ถัดมางานเชิงวิชาการถูกทำให้แมสมากขึ้นผ่านการทำงานของนักหนังสือพิมพ์ที่มีหน้าที่เขียนบทความให้เก๋ขึ้นเรื่อยๆ (ก็เป็นอาชีพ) สอดรับกับอาชีพนักเคลื่อนไหวเอ็นจีโอที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม ต่อต้านอำนาจรัฐ หรือพูดอีกอย่างว่าพวกเขามีหน้าที่ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ (ซึ่งไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องไม่ดี) -> แล้วก็วนกลับมาที่นักการตลาดก็จะเด้งรับกระแสวิพากษ์นี้มาทำแคมเปญโฆษณาให้ลูกค้าต่อยอดไปอีก จากนั้นปัญญาชนก็จะออกมาวิพากษ์อีก

นักการตลาดก็เอากระแสวิพากษ์มาขายของต่ออีก นักหนังสือพิมพ์ สื่อ ก็เอาวิวาทะนี้มาทำข่าวอีก

 

ฟังดูเหมือนไร้สาระ แต่ฉันคิดว่านี่แหละคือวงจรของทุนนิยมล้วนๆ ที่พวกเราทุกคนหนีไม่พ้น (อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ) เพราะในทุกวงจรนั้นก็มีพวกเราเป็นส่วนหนึ่งของสายพานการทำมาหากิน

นักข่าว สื่อมวลชนอย่างฉันก็มีอาชีพจากการนั่งอธิบายปรากฏการณ์นี้ หรือนำเอาวิวาทะเหล่านี้มาขยายความ แสดงสติปัญญากันไปตามจริต

นักวิชาการก็มีวัตถุดิบเอาไปวิจัย ค้นคว้า เขียนหนังสือ ขอตำแหน่งทางวิชาการให้อาชีพของตัวเองก้าวหน้าไปได้

นักการตลาดก็มีอาชีพต่อยอดกลยุทธ์การขายของตัวเองไป

เจ้าของแบรนด์ก็มีหน้าที่ทำยังไงก็ได้ให้แบรนด์สินค้าตัวเองเป็นที่รักเป็นที่นิยม

เผลอๆ ก็ทำการตลาดเพื่อสังคมกลายเป็นแหล่งทุนให้เหล่าเอ็นจีโอนักเคลื่อนไหว เอาเงินไปทำงานขับเคลื่อนต่อ สื่อที่เป็นพันธมิตรกับเอ็นจีโอ

ขาข้างหนึ่งก็ด่าทุน ด่ารัฐบาลไป เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้ผดุงความเป็นธรรมให้มันสมศักดิ์ศรีสื่อ

ขาอีกข้างก็รับสปอนเซอร์จากรัฐและทุนที่ตัวเองด่านั่นแหละมาหล่อเลี้ยงชีวิตและกิจการ ส่วนรัฐกับเหล่านายทุนก็ต้องจ่ายเงินสปอนเซอร์ เพื่อพยุงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของตัวเองว่า นี่ไงฉันสนับสนุนองค์กร มูลนิธิที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมนะ แล้วก็จ่ายเงินสื่อ เพื่อให้สื่อด่าแต่พอประมาณ เกรงใจกันบ้าง

และแสดงความใจกว้างว่าเราสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความเห็นนะ

 

ฟังดูโหดร้าย และเหมือนพวกเราล้วนแต่เป็นเหยื่อ ไร้หนทางการต่อสู้

สุดท้ายก็ทำได้แค่เป็นหนึ่งในฟันเฟืองทุนนิยม โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างที่มันเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้หรอก

แต่ฉันคิดว่าเราต้องเข้าใจเสียก่อนว่า การต่อสู้ขับเคลื่อนของพวกเราทุกคนเป็น

ก. การต่อสู้ขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างเดิม คือทุนนิยมประชาธิปไตยเสรีนิยม

หรือ

ข. การต่อสู้เพื่อรื้อทลายโครงสร้าง สร้างสังคมใหม่ตั้งแต่รูปแบบของรัฐ รูปแบบการปกครอง เช่น ไม่เอาทุนผูกขาดเลย อยากได้เป็นสังคมนิยม รัฐสวัสดิการ ไม่เอาเศรษฐกิจเสรีนิยม เอารูปแบบรัฐแบบกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ ซึ่งถ้าขับเคลื่อนแบบนี้ก็ต้องปฏิวัติสังคมไปเลย

แบบ ข. ไม่ผิดนะ แต่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า จะปฏิวัติยังไง จะสำเร็จไหม แต่เท่าที่ฉันเห็นคือ ทุกคนล้วนแต่ต่อสู้ในแบบ ก.ไก่ ใช่หรือไม่? แต่ก็มีคนจำพวกหนึ่งที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองสู้แบบ ก.ไก่ นั่นแหละ แต่เวลาเอาไปปลุกระดมมวลชน กลับทำประหนึ่งว่าตัวเองสู้แบบ ข.ไข่ แล้วก็พาคนสับสน

ท่องคำว่าทุนสามานย์ ทุนผูกขาด รัฐสวัสดิการ แล้วหันมาดูนโยบายของพรรคการเมืองนั้น เอ้อ มันก็ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยนี่แหละ

เหมือนพรรคเพื่อไทยนั่นแหละ สิ่งที่ถูกผูกขาดคือ “ทุนสัมปทาน” ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องใช้เวลาทลายกันอีกยาว และต้องพูดเรื่องประชาธิปไตยและการเลือกตั้งให้รอดก่อนด้วย ถึงจะยกระดับไปที่การทลายทุนสัมปทานนั้นได้

 

งานไพรด์ล่าสุดที่กลุ่มนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่งออกมา woke เรื่อง เรนโบว์วอช ว่าเจ็บใจมาก ธงสีรุ้งของพวกเราต้องถูกเผาจากนายทุนที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ อีกกลุ่มนั้นมันเลว มันเผาไร่ข้าวโพด สร้าง pm 2.5 แล้วยังมาเผาธงสีรุ้งของเรา

ฉันคิดว่าแท็กติกการ “ต่อสู้” แบบนี้มันได้กระแสก็จริง แต่มันเป็นการใช้ negative campaign แบบไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาอะไร

นอกจากสร้างเขาสร้างเราขึ้นมาแบบมักง่ายสุดท้ายจ่อมจมอยู่กับลัทธิบูชาตัวบุคคล พระเอก ผู้ร้าย ผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำแบบขาวดำไปหมด

และท้ายที่สุดมันเป้นการขับเคลื่อนบนสมมุติฐานว่า “ประชาชนโง่” ทำไมถึงคิดว่า หากมีกลุ่ม copperate สักกลุ่มหนึ่งหนึ่งมาสนับสนุนงานไพรด์แล้ว ประชาชนจะคิดว่า บริษัทนั้นเป็นเทวดาขึ้นมาในชั่วคืนเดียวแล้วลืมทุกรายละเอียด ข้อเท็จจริงของธุรกิจนั้น อุตสาหกรรมนั้นหรือ?

สารภาพว่าฉันไม่เข้าใจว่าทำไมรับไม่ได้ที่เซเว่นฯ เป็นสปอนเซอร์งานไพรด์ ในขณะที่เซเว่นฯ ก็เป็นสปอนเซอร์ของเกือบทุกกิจการและกิจกรรมในประเทศนี้

รวมทั้งมีรางวัลเซเว่นบุ๊คอะวอร์ดที่มีคุณูปการต่อวงการวรรณกรรม หนังสือของไทย ซึ่งก็ไม่เห็นมีใครมาบอกว่า อย่าให้กลุ่มทุนมาเผาหนังสือเรา

ที่งงสุดคือนักเขียนที่ทำมาหากินอยู่กับองคาพยพนี้ก็ไม่เคยมีปัญหากับเซเว่นบุ๊คอะวอร์ด แต่มีปัญหาที่เซเว่นฯ ไปงานไพรด์

เฮ้ย พี่ต้องไม่สับสนในตัวเองไหม?

 

กลับไปที่จุดเดิม ฉันคิดว่าหากเราขับเคลื่อนสังคมในกรอบของทุนนิยม เรากำลังขยายขอบเขตเสรีภาพ การมีส่วนร่วม เพิ่มอำนาจของคนชายขอบ ทำให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นสังคม ไปพร้อมๆ กับการยอมรับว่า ในระบบทุนนิยมนี้ก็มี “ทุน” ที่เข้ามาเพื่อสร้างภาพลักษณ์จากกิจกรรมเพื่อความเป็นธรรมของเรา

แต่มันไม่ใช่อาชญากรรม พร้อมกันนั้นเราก็วิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าสมดุลของมันจะอยู่ตรงไหน นักวิชาการ ปัญญาชนจะ woke ก็ย่อมทำได้ แต่ต้องไม่ละทิ้งมายด์เซ็ตแบบเอ็นจีโอ

นักวิชาการหัวก้าวหน้าที่ชอบคิดว่าตัวเองเป็นพระผู้ไถ่ ขบวนการของฉันบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากผลประโยชน์ สร้างโลกขาว-ดำ พระเอกผู้ร้ายแบบ simplified ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ให้เป็นคนดี กับคนชั่ว

แล้วมันก็ออกมาอย่างที่เห็นในป้ายที่ฉันยกมาเป็นภาพประกอบว่าท้ายที่สุด กลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองหัวก้าวหน้า กลับไปเล่นกับนิยาม “คนดี” ละครคุณธรรม ไม่ต่างจากสลิ่มเฟสหนึ่ง

อย่าลืมสิว่าคนอื่นเขาก็คิดเป็น แยกแยะได้ เธอไม่ได้ฉลาดรู้ทัน “ทุน” อยู่คนเดียวคนแรกของประเทศไทย

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)
E-DUANG | เมื่อเบื้องหน้า ไชยชนก ยศชนัน ปรากฏ เงาร่าง รักชนก ศรีนอก
ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ