bg-single

ชีวิตมันยากก็เลยเป็นโสด

19.06.2024

– คนโสดส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเมือง โดยกรุงเทพฯ มีสัดส่วนคนโสดต่อประชากรเชิงพื้นที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นที่ 50.4% 1

– กว่า 50.9% เป็นคนโสดในช่วงอายุ 15-25 ปี

– รองลงมา คือ ช่วงอายุ 26 -35 ปี สัดส่วน 29.7%

– ช่วงอายุ 37-49 ปี สัดส่วน 19.4%

– 1 ใน 3 ของคนโสด (32.7%) จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป แบ่งเป็น ชาย 25.7% และหญิง 42%

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่ที่คนมีแนวโน้มจะเลือกเป็นโสดมากขึ้น แต่น่าสนใจว่าปัจจัยที่ทำให้คนไทยโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเลือกเป็นโสดมากขึ้น เหมือนและต่างจากประเทศอื่นอย่างไร

ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ผลสำรวจออกมาก็ชัดเจนว่าร้อยละ 30 ของประชากรที่ไปสำรวจบอกว่า การแต่งงานไม่ใช่เรื่องสำคัญของชีวิต อาชีพ ความก้าวหน้าในการงาน การเงินต่างหากที่สำคัญกว่า

มากไปกว่านั้นในงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่า ภาวะเครียด ซึมเศร้า มีผลต่ออัตราหย่าร้างและการเลือกเป็นโสดของผู้คน ทั้งยังสัมพันธ์กับความต้องการทางเพศที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญของคนสมัยนี้ที่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าที่เหมือนจะเป็นโรคสามัญประจำบ้านของคนสมัยใหม่ไปเสียแล้ว

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงวัตรปฏิบัติที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย (ที่ฉันเรียกว่าความก้าวหน้า และการปลดปล่อยผู้คนออกจากพันธนาการของบรรทัดฐานที่ถูกตั้งค่าขึ้นมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทางสังคม และหลายคนก็เรียกสิ่งนี้ว่าการกดทับทางประเพณี)

นั่นคือผู้คนในปัจจุบันนี้มีการรับรู้ต่อเรื่องเซ็กซ์ ความรัก และการแต่งงานต่างออกไปจากสังคมในทศวรรษที่ 50s-70s

เซ็กซ์ ความรัก และการแต่งงาน เป็นสามเรื่องที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

เซ็กซ์เป็นความพึงพอใจชั่วขณะ ไม่จำเป็นต้องผูกพันเป็นความรัก

ความรักไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์ และการแต่งงานอาจเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น เช่น การมีคู่ชีวิตอยู่ดูแลกันในฐานะเพื่อน การมีลูกเกิดขึ้นโดยการผสมเทียม ฝากไข่ อุ้มบุญ และเป็นไปได้แม้แต่การแต่งงานกันของเกย์ เลสเบี้ยน กับคนที่เป็นไม่ใช่เกย์ เลสเบี้ยน ทั้งคู่ต่างมีเซ็กซ์ในที่อื่นๆ กับคนอื่นๆ

เช่น ฉันเป็นผู้หญิง แต่งงานกับสามีที่เป็นเกย์ มีลูกจากการผสมเทียม ทำเด็กหลอดแก้ว ทั้งคู่ต่างไปมีเซ็กซ์กับคนอื่น ทว่า แต่งงาน มีลูก รักกันในฐานะเพื่อนชีวิต คู่ชีวิต และมีความลงตัวในฐานะพ่อและแม่ของลูก เป็นต้น

 

ในประเทศญี่ปุ่น พบภาวะการหมดอาลัยตายอยากในเรื่องทางเพศกับคนรุ่นใหม่อย่างมีนัยสำคัญ

จากการสำรวจคนหนุ่มสาวญี่ปุ่น พบว่าพวกเขา “ขี้เกียจ” ที่จะไปเดต ไปคุย ไปเที่ยว ไปกินข้าว ไม่สานความสัมพันธ์ และมีความรู้สึกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า การเสียเวลาคุย การเสียเวลาไปเดต ไปใช้เวลาตั้งหลายชั่วโมงเพื่อจะมีเซ็กซ์สักครั้ง หรือเพื่อจะมีแฟนเป็นอะไรที่ めんどくさい หรือยุ่งยาก น่ารำคาญ เป็นภาระ มากกว่าจะเป็นความรื่นรมย์

สู้อยู่บ้าน ดูซีรีส์ กินคัพนู้ดเดิล เล่นเกม อ่านอะนิเมะ ดูหนังโป๊ แชตกับเอไอ มีเซ็กซ์กับเซ็กซ์ทอย ทำงานอดิเรกที่ตัวเองชอบ ใช้เวลาไปกับกิจกรรมที่ตัวเอง “ฟิน” กับมันจริงๆ ยังจะสบายตัวกว่า

เช่น เมื่อทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ เสาร์ อาทิตย์ก็อยากจะตื่นสาย ทิ้งร่าง ใส่เสื้อผ้าเน่าๆ ดูเน็ตฟลิกส์ ดีกว่าการต้องแบกสังขารไปเดต ไปยิ้ม ไปคุย ไปมี “มารยาท” กับใครก็ไม่รู้ ที่ก็ไม่แน่ใจว่าเดตนั้นจะราบรื่น จะได้กลายเป็นแฟนกันจริงๆ

ถ้าออกไปเดตแล้วไม่เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นก็เหนื่อยฟรี เสียตังค์ด้วย

สู้นอนทิ้งตัวอยู่บ้านดีกว่า วันจันทร์จะได้มีเรี่ยวแรงไปทำงานต่อ

 

ภาวะเป็นโสด ไม่สร้างครอบครัวในประเทศโลกที่หนึ่ง อย่างอเมริกาและญี่ปุ่น ชัดเจนว่า เกิดจากทั้งชุดคุณค่าในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ความสุข ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่การมีครอบครัวอบอุ่น มีบ้าน มีสนามหญ้า มีหมาแมว เปียโนในบ้านอีกต่อไป

แต่ความสุขของผู้หญิงคนหนึ่งอาจมาจากการมีงานทำ มีเงินใช้พอประมาณ และจะไม่ใช้เงินนั้นไปกับสินทรัพย์คงรูป ทว่า เลือกใช้เงินไปกับการซื้อประสบการณ์ชีวิต การเดินทางท่องเที่ยว

ดังที่เรามักได้ยินคำว่า you only live once คือเกิดมาครั้งเดียว ใช้ชีวิตให้คุ้ม ยอมลงทุนเดินทางไกล เพื่อไปกินอาหารบางอย่างที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องได้กิน ไปเห็นในสิ่งที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องได้เห็น บางคนมีสัตว์เลี้ยงเป็นสรณะในชีวิต

บางคนทุ่มเทเวลาไปกับการออกกำลังกาย ปั้นหุ่นในแบบที่ไม่ได้อยากตอบสนองความพึงพอใจของคนอื่น แต่ทำเพื่อตอบสนองความพอใจของตัวเอง ได้ขา ได้ก้น อย่างที่ชอบก็ส่องกระจกมีความสุข ถ่ายเซลฟี่ตัวเอง

หรือถ่ายคลิปออกกำลังกาย พร้อมหุ่นสับๆ ลงโซเชียลมีเดียก็มีความสุขแล้ว

 

ส่วนญี่ปุ่นนอกจากจำนวนคนที่ใช้ชีวิตแบบ introvert มากขึ้น ไม่นับความป่วยไข้ทางสังคมในนาม hikikomori หรือภาวะ “ซ่อนตัวจากความจริง” กลายเป็นคนที่มีชีวิตแบบหมดอาลัยตายอยากไปวันๆ ใช้ชีวิตแบบรอวันตาย รอวันหมดเวลาไปจากโลกใบนี้

และในปัจจุบันกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมญี่ปุ่นด้วย

เพราะกลุ่มคนที่เป็น hikikomori เริ่มเข้าสู่วัยกลางคน และคนที่ต้องเลี้ยงดูเขาคือ พ่อหรือแม่วัยแปดสิบขึ้นไป หลังจากที่พ่อแม่วัยแปดสิบตาย ก็เริ่มพบคนเหล่านี้ตายจากภาวะทุพโภชนาการอยู่ในบ้านตามลำพังเยอะขึ้นเรื่อยๆ และเป็นปัญหาที่รัฐบาลก็ปวดหัวอยู่

ไลฟ์สไตล์ของคนหนุ่มสาวญี่ปุ่นอีกกลุ่มหนึ่งที่สู้ไม่ไหวกับความเครียดจากการทำงานหนักอันเป็นมรดกของคนรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาที่คนเจนเอ็กซ์ ประกอบกับภาวะประชากรในชนบทที่เบาบางลง มีบ้านร้าง บ้านราคาถูกในชนบทอยู่จำนวนมาก

คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งหันกลับไปมีความฝันอยากกลับไปใช้ชีวิตมินิมอล เรียบง่ายในชนบท

แบบที่เราเห็นในหนังเรื่อง Little Forest

 

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เราเริ่มเห็นการสู้กลับของกลุ่มอนุรักษนิยม และเห็นชัดจากฝั่งของอเมริกาคือ เริ่มมีการทำคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์ม เป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่มี “ชีวิตในฝัน” นั่นคือ สวย สุขภาพดี อยู่ในฟาร์ม ทำขนมปัง ทำเนย ทำชีส ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงแกะ บ้านอบอุ่น ครัวอบอุ่น มีลูกยั้วเยี้ย วิ่งเล่น ไต่ตามตัวแม่เวลาแม่ทำอาหาร

เช่น คนที่ใช้ชื่อในอิสตาแกรมว่า Ballerinafarm ที่มีคนติดตามถึงเก้าล้านคน ย้ำว่าเก้าล้านคน

เธอเป็นอดีตนางงามอเมริกา เป็นนักบัตเล่ต์ สวยมาก ผมบลอนด์ แต่งงานกับมหาเศรษฐี มีไร่นาในฝัน เลี้ยงแกะ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก ทำอาหาร จัดดอกไม้ และมีลูกแปดคน!

คลิปของเธอมีคนดูเป็นล้านครั้งและดูซ้ำๆ ได้ไม่เบื่อ ซึ่งเราต้องยอมรับว่าทีมโปรดักชั่นของเธอตีโจทย์แตกในมิติของการทำสื่อให้คนดูแล้วเพลิน ไม่น่าเบื่อ สวยงาม ตลก อบอุ่น ไม่เป๊ะจนเกินไป

การตัดต่ออยู่ในระดับเทพ แสงสวย ภาพมีมุมมองน่าสนใจ

ถามชาวบ้านแบบฉันก็คือนี่มันโปรดักชั่นระดับฮอลลีวู้ด ต่อให้ไม่ชอบเธอก็หยุดดูเธอไม่ได้ เมื่อมีคนตามขนาดนี้ แน่นอนว่าเธอย่อมสร้างรายได้มหาศาลจาการทำคอนเทนต์นี้ (ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลักของเธอ)

คลิปของเธอถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกันว่า “ปลอม” เช่นในบทความนี้

https://www.glamour.com/story/why-does-ballerina-farm-make-moms-so-mad

แต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะแม้แต่ฉันที่เห็นด้วยว่าปลอม ก็ไม่อาจหยุดดู ไม่อาจหยุดติดตาม เพราะมันบันเทิง มันผ่อนคลาย มันพาเราหนีออกจากชีวิตประจำวันอันเต็มไปด้วยปัญหา ความเครียด เข้าสู่โลกแห่งความฝันที่เปี่ยมสุขได้ชั่วขณะ (ก็ยังดี)

 

เมื่อคลิปแบบเธอมีคนติดตามเยอะ สร้างรายได้มหาศาลขนาดนี้ ก็ทำให้มีคลิปทำนองเดียวกันออกมาเยอะมาก น่าสังเกตว่าโดยเฉพาะเคสอเมริกานั้นมีคลิปที่ผลิตโดยองค์กรศาสนาที่สนับสนุนให้สังคมกลับไปหาคุณค่าว่าด้วยผู้หญิงควรเป็นแม่บ้าน มีลูกเยอะๆ ทำอาหารทั้งวันและมีสามีเป็นผู้หาเลี้ยง

แล้วกลุ่มศาสนานี้ก็มีอินฟลูฯ ของตัวเองเป็นคุณแม่ที่ทั้งสวย ทั้งมีความสุข มีสามีประเสริฐ และทุกคนก็มีลูกกันคนละหลายๆ คน เพื่อสร้างภาพว่า สังคมสมัยใหม่ที่เอาผู้หญิงไปทำงานนอกบ้าน ทำให้ผู้หญิงน่าเกลียด เครียด ก้าวร้าว เป็นซึมเศร้า เรากลับมาสมาทานคุณค่าผู้หญิงในทศวรรษที่ 40s และ 50s กันเถอะ

ความสุขของพวกเราควรถูกนิยมด้วยบ้าน ด้วยสวน ด้วยกลิ่นหอมของขนมปัง ขนมเค้กที่เพิ่งออกจากเตาอบร้อนๆ บ้านที่สะอาดและมีกลิ่นหอม เมื่อสามีเรากลับบ้าน เขาจะพบกับรอยยิ้ม เสียงหัวเราะของลูก และอาหารหอมกรุ่นเต็มโต๊ะอาหาร นี่แหละคือความสุขที่แท้จริงของผู้หญิง อย่าไปโดนใครหลอกอีกว่า ผู้หญิงต้องไปเป็นหมอ เป็นทนาย เพราะปลายทางของเธอคือซาแน็กซ์ คือโซรอฟ (ยาต้านเศร้า)

เพราะฉะนั้น เรื่องคนเป็นโสดมากขึ้น จึงมีทั้งเลเยอร์ของปัญหาประชากรศาสตร์ ขณะเดียวกันก็มีเลเยอร์ของการต่อสู้เรื่อง “อิสรภาพ” ของผู้หญิง และการสู้กลับของกลุ่มอนุรักษนิยมที่มีต่อเฟมินิสต์หัวก้าวหน้าด้วยเช่นกัน

 

สําหรับสังคมไทยจากข้อมูลสถิติที่ยกมา ชัดเจนว่าภาวะเลือกเป็นโสด เกิดขึ้นกับชนชั้นกลางในสังคมเมือง และเกิดขึ้นกับ “ผู้หญิง” มากกว่าผู้ชาย

ซึ่งประเด็นนี้ค่อนข้างแตกต่างจากสังคมอื่น เหตุเพราะว่าค่านิยมในการเลี้ยงลูกสาวกับลูกชายที่แตกต่างกัน

ลูกสาวถูกเลี้ยงแบบเข้มงวดมากกว่า เด็กหญิงไทยและผู้หญิงไทยจึงมีความรับผิดชอบในการเรียนมากกว่าเด็กผู้ชายโดยเปรียบเทียบ

ทำให้ท้ายที่สุด มีผู้หญิงชนชั้นกลางที่ทำงานเก่ง หาเงินได้เยอะในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้ชาย

พอถึงวันที่จะหาคู่แต่งงาน หญิงไทยเหล่านี้ก็พบว่า ไม่มีผู้ชายที่มีความรู้ มีฐานะ หรือมีคุณสมบัติที่ “ทัดเทียม เหมาะสม” พอที่จะเลือกมาเป็นสามี

และเป็นความคาดหวังของสังคมว่า ผู้หญิงจะไม่แต่งงานกับคนที่มีเศรษฐสถานะต่ำกว่า หรือมีรายได้ มีเงินเดือนน้อยกว่า และมีแนวโน้มว่าถ้าผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายที่ “จน” กว่าตัวเอง ก็มีแนวโน้มจะมีปัญหาครอบครัวเพราะมันก้าวข้ามความคาดหวังที่มองว่าผู้ชายต้องเป็นผู้นำไม่ได้

เพราะฉะนั้น ปัญหาคนเป็นโสด ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ คงไม่สามารถทำอะไรได้เยอะ เพราะมีปัจจัยละเอียดอ่อนเป็น intangible issues อยู่หลายเลเยอร์มาก

สิ่งเดียวที่รัฐบาลทำได้เลยคือทำให้คุณภาพชีวิตของเด็กที่เกิดมาแล้วทุกคนในสังคมไทยดีที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง ทำให้คนเกิดเพิ่มขึ้นไม่ได้ ก็ทำให้คนที่เกิดมาแล้วเป็นประชากรที่มีคุณภาพ

พูดง่ายแต่ก็ทำยากจริงๆ

 


อ้างอิง
1 https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1128695



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)
E-DUANG | เมื่อเบื้องหน้า ไชยชนก ยศชนัน ปรากฏ เงาร่าง รักชนก ศรีนอก
ดร.มัลลิกา นำทีม Dr.Mallika Skincare ฝึกซ้อมกู้ภัยและดับเพลิงประจำปี ยกระดับความปลอดภัยองค์กร รับมือเหตุฉุกเฉินอย่างมืออาชีพ