คอลัมน์ เมือง เรื่อง มาก
โดย อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
- อ่าน เมฆบนดิน
- อ่าน สิทธิที่จะนั่ง
- อ่าน เมืองหนวกหู คนหูหนวก
- อ่าน แลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา…เพื่อใคร
- อ่าน รถเมล์ท้องถิ่น
- อ่านบทความทั้งหมดของ อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คลิกที่นี่
ฝนตกหนักต่อเนื่องในภาคมหานครช่วงที่ผ่านมา ทำให้น้ำท่วมพื้นที่เมืองและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
สาเหตุเบื้องต้นคือ ปริมาณฝนสะสม ทำให้ระดับน้ำในคลองและระบบระบายน้ำสูงมาก จนน้ำที่ตกลงมาใหม่ระบายออกได้ช้าลง
สำหรับสาเหตุอื่นนั้น เวลาน้ำท่วม เรามักถามว่าใครผิด ท่อเล็กเกินไปหรือไม่ คลองไม่ได้ขุดลอกหรือเปล่า เครื่องสูบน้ำทำงานครบหรือไม่ หรือมีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำตรงไหน คำถามเหล่านี้สำคัญ เพราะการเตรียมพร้อมและการจัดการของรัฐย่อมมีผลต่อความรุนแรงของน้ำท่วม
ประเด็นเชิงศีลธรรมในยามน้ำท่วมหลายเรื่องค่อนข้างตรงไปตรงมา คนที่มีหน้าที่ควรทำตามหน้าที่ คนที่มีกำลังควรช่วยคนที่กำลังลำบาก และคนที่เปราะบางควรได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษ คนไทยเราจึงชื่นชมคนที่เอาเรือออกไปช่วยเพื่อนบ้าน ร้านค้าที่แจกอาหาร หรือคนที่เปิดพื้นที่สูงให้ผู้อื่นนำรถไปจอด
ขณะเดียวกัน การขับรถหรือเจ็ตสกีเร็วผ่านพื้นที่น้ำท่วมจนคลื่นซัดเข้าบ้านคนอื่นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ
แต่ประเด็นเชิงศีลธรรมของน้ำท่วมไม่ได้เริ่มขึ้นเมื่อน้ำเข้าบ้าน หลายเรื่องเริ่มก่อนฝนตก ศีลธรรมในที่นี้หมายถึงว่า เราควรปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไรเมื่อการกระทำของเราส่งผลต่อชีวิตของเขา
คำถามเชิงศีลธรรมในเรื่องน้ำท่วมจึงรวมถึงว่า การตัดสินใจในวันนี้ทำให้ใครต้องรับความเสี่ยงในวันข้างหน้า
และเราควรรับผิดชอบต่อผลนั้นเพียงใด
ลองนึกถึงบ้านธรรมดาหลังหนึ่งในเขตชานเมือง ตอนซื้อบ้านใหม่ ด้านหลังมีพื้นที่ว่าง ด้านข้างมีดินและต้นไม้ ส่วนหน้าบ้านจอดรถได้หนึ่งคัน
เมื่อครอบครัวใหญ่ขึ้น เจ้าของบ้านต่อครัวด้านหลัง ต่อหลังคาด้านข้าง แล้วเทคอนกรีตหน้าบ้านเพื่อจอดรถเพิ่ม บางกรณีการต่อเติมอาจผิดจากแบบที่ได้รับอนุญาต ซึ่งถือว่าผิดทั้งกฎหมายและศีลธรรม
แต่สมมุติว่าบ้านหลังนี้ทำทุกอย่างถูกกฎหมาย เมื่อครัวขยายออกไป พื้นที่ดินก็ลดลง เมื่อเทคอนกรีตหน้าบ้าน พื้นที่ที่เคยรับน้ำก็ลดลงด้วย ในวันที่ฟ้าใส การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้แทบไม่เป็นปัญหา
แต่เมื่อฝนตกหนัก คำถามคือ บ้านหลังนี้ทำให้น้ำท่วมหรือไม่
คำตอบแบบเร็วๆ คือไม่ ต่อให้เจ้าของบ้านไม่ต่อครัวและไม่เทคอนกรีต น้ำท่วมครั้งใหญ่ก็คงยังเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเหตุผลนี้ใช้ได้กับบ้านหลังหนึ่ง ก็ใช้ได้กับบ้านอีกหลายแสนหลังเช่นกัน
ตรงนี้คือปัญหาทางศีลธรรมข้อแรก คือเราต้องรับผิดชอบต่อผลที่เราไม่ได้เป็นต้นเหตุโดยตรงหรือไม่
นักปรัชญาการเมือง Iris Marion Young เสนอแนวคิดเรื่องความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างเพื่ออธิบายปัญหาแนวนี้ ความเสียหายบางอย่างไม่ได้เกิดจากคนหนึ่งทำสิ่งหนึ่งกับอีกคนหนึ่งโดยตรง แต่เกิดจากการกระทำธรรมดาของคนจำนวนมาก ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้บางคนต้องรับภาระมากกว่าคนอื่น หากเรายอมรับเฉพาะความรับผิดชอบที่สามารถชี้ตัวผู้ก่อเหตุได้ ปัญหาจากการกระทำเล็กๆ ของคนจำนวนมากก็จะกลายเป็นปัญหาที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ บ้านแต่ละหลังอาจส่งผลกระทบน้อยมาก
แต่เมื่อเกิดขึ้นทั่วเมือง ผลรวมก็อาจมีผลต่อความสามารถในการรับและหน่วงน้ำเชิงระบบ
ประเด็นที่สอง เกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ คนไทยเราคุ้นเคยกับแนวคิดว่า รั้วแบ่งพื้นที่ของเราออกจากพื้นที่ของคนอื่น และเจ้าของย่อมมีสิทธิ์ใช้ทรัพย์สินของตนภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย
แต่น้ำไม่รู้จักเส้นกรรมสิทธิ์ เราสามารถสร้างกำแพงไม่ให้น้ำเข้าบ้านหรือสูบน้ำออกจากบ้าน แต่ไม่ได้ทำให้น้ำหายไป
รั้วจึงแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ แต่แบ่งผลกระทบไม่ได้ กฎหมายให้สิทธิ์เราใช้ที่ดิน แต่ไม่ได้ระบุชัดๆ ว่า เรามีสิทธิ์ส่งผลจากการใช้ที่ดินนั้นออกไปให้คนอื่นรับเพียงใด
จุดนี้คือความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับศีลธรรม
กฎหมายบอกว่าเราทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้
แต่การทำทุกอย่างภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ไม่ได้ตอบว่าเราได้ทำทุกอย่างที่ควรทำต่อคนอื่นแล้วหรือยัง

ประเด็นที่สาม เกี่ยวข้องกับการป้องกันตัวเองก่อนน้ำท่วม หลังน้ำลดแต่ละครั้ง เราอาจถมที่ สร้างกำแพง ซื้อเครื่องสูบน้ำ หรือปรับปรุงบ้านให้รับมือน้ำครั้งต่อไปได้ดีขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะไม่มีเหตุผลที่จะเรียกร้องให้ใครปล่อยบ้านของตนให้เสี่ยงเพื่อรักษาบ้านคนอื่น
แต่การป้องกันตัวเองอาจส่งผลต่อพื้นที่รอบข้าง เมื่อบางบ้านถมที่ให้สูงขึ้นหรือมีกำแพงกั้นน้ำ ทางไหลและพื้นที่รับน้ำก็อาจเปลี่ยนไป เมื่ออาคารหนึ่งสูบน้ำออกได้เร็วขึ้น น้ำก็ต้องไหลไปที่อื่น การเตรียมพร้อมที่สมเหตุสมผลสำหรับแต่ละคนจึงอาจกลายเป็นการแข่งขันเพื่อไม่ให้ตนเองเป็นคนรับน้ำ
ในเชิงศีลธรรม การป้องกันตนเองย่อมทำได้ แต่ความปลอดภัยของคนหนึ่งไม่ควรเกิดจากการผลักความเสี่ยงอย่างไม่เป็นธรรมไปให้อีกคนหนึ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกคนจะป้องกันตัวเองได้เท่ากัน คนมีเงินสามารถยกพื้น สร้างกำแพง ซื้อเครื่องสูบน้ำ หรือย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราวได้ คนที่อยู่บ้านชั้นเดียวในพื้นที่ต่ำและต้องออกไปทำงานทุกวันมีทางเลือกน้อยกว่า
ระดับน้ำสามสิบเซนติเมตรจึงไม่ได้มีความหมายเหมือนกันสำหรับทุกคน
สำหรับคนหนึ่งอาจเป็นเพียงความไม่สะดวก
สำหรับร้านค้าขนาดเล็กอาจหมายถึงสินค้าจมน้ำ สำหรับผู้สูงอายุอาจหมายถึงออกจากบ้านไม่ได้เลย
เราจึงต้องระมัดระวังเวลาพูดว่า “ทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ” เพราะเจ้าของบ้าน บริษัทที่พัฒนาที่ดินหลายร้อยไร่ และรัฐที่กำหนดกติกาการใช้ที่ดิน แต่ละฝ่ายมีอำนาจสร้างและลดความเสี่ยงไม่เท่ากัน ความรับผิดชอบจึงไม่ควรเท่ากันด้วย
แต่การที่คนมีอำนาจมากต้องรับผิดชอบมาก ก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจเล็กๆ ของคนทั่วไปหมดความหมาย พื้นที่ข้างบ้านดูเหมือนน่าเสียดาย สนามหญ้าดูมีประโยชน์น้อยกว่าที่จอดรถ ที่ลุ่มดูเหมือนที่ดินที่ยังพัฒนาไม่เต็มศักยภาพ
แต่ในวันที่ฝนตกหนัก พื้นที่เหล่านี้กำลังทำงาน ดินรับน้ำ สวนชะลอน้ำ พื้นที่ต่ำเก็บน้ำ
หากเราเทคอนกรีต เราได้ที่จอดรถเพิ่ม แต่ถ้าไม่เท น้ำส่วนหนึ่งก็ยังเก็บไว้ในพื้นที่ของเราได้
เรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งจัดการได้ด้วยกฎหมาย รัฐอาจกำหนดพื้นที่ว่าง พื้นที่รับน้ำ หรือควบคุมการระบายน้ำจากโครงการได้ แต่กฎหมายคงกำหนดการตัดสินใจเล็กๆ ทุกอย่างในเมืองไม่ได้ และต่อให้ทำได้ กฎหมายก็บอกเราได้เพียงว่าอะไรทำได้และอะไรทำไม่ได้ ไม่ได้ตอบทั้งหมดว่า เราควรทำอะไรเมื่อสิ่งที่เราทำอาจเพิ่มภาระให้คนอื่น
ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่ของศีลธรรม การมีสิทธิ์ใช้ที่ดินไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้ทุกตารางเมตรจนเต็มประโยชน์ และการที่กฎหมายอนุญาตให้ทำบางอย่างไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำจนถึงขอบเขตสูงสุด
บางครั้งความรับผิดชอบต่อผู้อื่นอยู่ในสิ่งที่เราสามารถทำได้ แต่เลือกไม่ทำ
การเว้นพื้นที่ว่างไว้จึงไม่จำเป็นต้องเป็นความสูญเปล่า แต่เป็นการยอมรับว่า ที่ดินแม้จะเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา แต่ไม่ได้แยกขาดจากเมืองที่อยู่รอบข้าง
น้ำที่ตกลงบนที่ดินของเราเป็นสิ่งที่เราควรช่วยรับไว้ส่วนหนึ่ง ก่อนส่งต่อไปยังที่ดินของคนอื่น หรือท่อและคลองสาธารณะ การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การเสียสละเพื่อคนอื่นฝ่ายเดียว เพราะในวันที่ฝนตกหนัก เราเองก็ต้องอาศัยพื้นที่ของคนอื่นช่วยรับและชะลอน้ำเช่นกัน
การอยู่ร่วมกันในเมืองจึงไม่ใช่เพียงการเคารพรั้วของกันและกัน แต่รวมถึงการตระหนักว่า สิ่งที่เกิดขึ้นภายในรั้วของเราอาจสร้างภาระให้คนนอกรั้วได้

การจัดการน้ำย่อมต้องอาศัยกฎหมาย การลงทุน และระบบระบายน้ำสาธารณะ หากที่ดินทุกแปลงพยายามส่งน้ำออกให้เร็วที่สุด น้ำก็ย่อมไปรวมกันที่ระบบส่วนกลางในเวลาใกล้เคียงกัน
การเหลือพื้นที่รับและหน่วงน้ำไว้ตามบ้าน อาคาร และพื้นที่สาธารณะจึงช่วยลดน้ำที่เข้าสู่ระบบพร้อมกันได้
การพัฒนาเมืองจึงอาจต้องเพิ่มหลักคิดว่า ก่อนส่งน้ำออกไป ที่ดินแต่ละแปลงควรรับน้ำของตัวเองไว้ได้มากเพียงใดและนานเพียงใด
แน่นอนว่า ที่ดินแต่ละแปลงมีขีดจำกัดในการรองรับน้ำ ต่อให้เราสามารถพัฒนาเมืองฟองน้ำ (Sponge City) ได้อย่างเต็มที่ ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้เมื่อฝนรุนแรงเกินกว่าที่ระบบออกแบบไว้
แต่อย่างน้อยในเชิงศีลธรรม การรับน้ำไว้บางส่วนก็เป็นการไม่รีบผลักภาระทั้งหมดออกจากพื้นที่ของตนไปให้คนอื่นรับต่อ
หลักการนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะโยนความรับผิดชอบให้ประชาชน ระบบระบายน้ำยังเป็นหน้าที่ของรัฐ และโครงการขนาดใหญ่ย่อมต้องรับผิดชอบมากกว่าบ้านหลังเล็ก
แต่สวน ดิน บ่อ และพื้นที่หน่วงน้ำควรถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของเมือง แม้บางส่วนจะอยู่ในที่ดินเอกชนก็ตาม
หลังฝนหยุด น้ำจะค่อยๆ ลดลง ถนนแห้ง และเรากลับไปใช้ชีวิตตามปกติ แต่ช่วงเวลาหลังน้ำลดก็คือช่วงเวลาก่อนน้ำท่วมครั้งต่อไป ครัวหลังบ้านอาจขยายออกไป ลานหน้าบ้านอาจกลายเป็นคอนกรีต ที่ลุ่มอาจถูกถม และบ้านที่เคยท่วมอาจมีกำแพงใหม่ การตัดสินใจเหล่านี้อาจดูเล็กเกินกว่าจะเกี่ยวข้องกับน้ำท่วมครั้งต่อไป
เมื่อฝนตกครั้งหน้า ผลของการตัดสินใจในวันที่ฝนไม่ตกก็จะปรากฏขึ้นพร้อมกับน้ำ คำถามเรื่องศีลธรรมก่อนน้ำท่วมจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ กฎหมายบอกว่าเราทำอะไรได้ อะไรไม่ได้ วิศวกรรมบอกว่า น้ำควรไหลไปทางไหน ส่วนศีลธรรมถามว่า สิ่งที่เราทำวันนี้จะทำให้ใครต้องรับน้ำและรับความเสี่ยงมากขึ้นในวันข้างหน้า
ประเด็นเชิงศีลธรรมจะยิ่งสำคัญขึ้นในยุควิกฤตภูมิอากาศต่อจากนี้ไป เมื่อฝนที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากขึ้นทำให้เมืองต้องอยู่กับความเสี่ยงที่สูงขึ้น การเตรียมรับน้ำท่วมในอนาคตจึงไม่ใช่เพียงเรื่องว่า เราจะปกป้องพื้นที่ของตนเองได้ดีเพียงใด
แต่รวมถึงว่าเราจะทำอย่างไรโดยไม่ทำให้คนอื่นต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย
