บทความพิเศษ | อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
แลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
…เพื่อใคร
ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มีข่าวโครงการแลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสองโครงการที่น่าจับตามอง
โครงการแรกคือกระเช้าลอยฟ้าที่จะเชื่อมพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวสองฝั่งแม่น้ำ อีกโครงการคือสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำ
โครงการหนึ่งดูเหมือนจะเป็นเงินลงทุนของเอกชน อีกโครงการใช้เงินของรัฐ แต่โครงการทั้งสองทำให้เกิดคำถามชุดเดียวกันในเรื่องประโยชน์สาธารณะและการจัดลำดับความสำคัญในการพัฒนาระบบการขนส่งและการพัฒนาเมือง
ภาพจำลองของทั้งสองโครงการย่อมดึงดูดสายตาและเหมาะกับการถ่ายรูปลงอินสตาแกรม กระเช้าลอยเหนือสายน้ำที่ผู้โดยสารมองเห็นกรุงเทพฯ จากมุมสูง ส่วนสะพานคนเดินทอดตัวข้ามแม่น้ำเป็นพื้นที่ชมวิวและพักผ่อนแห่งใหม่ ภาพเหล่านี้เข้ากับคำว่าแลนด์มาร์กระดับโลกได้ดี
แต่การพัฒนาเมืองไม่ควรตัดสินใจจากภาพจำลองเพียงอย่างเดียว แม่น้ำเจ้าพระยาไม่ใช่แค่พื้นที่ว่างระหว่างที่ดินสองแปลง ทั้งพื้นที่ริมฝั่ง ผิวน้ำ ทัศนียภาพ และอากาศเหนือแม่น้ำล้วนเป็นทรัพยากรสาธารณะ เมื่อรัฐอนุญาตให้พัฒนาโครงสร้างพาดผ่านแม่น้ำ รัฐกำลังมอบสิทธิที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อเมืองในระยะยาว สังคมจึงต้องตั้งคำถามว่า โครงการเหล่านี้แก้ปัญหาอะไร ใครเป็นผู้ใช้หลัก ใครเก็บรายได้ และใครต้องรับความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
จากข้อมูลเบื้องต้น กระเช้าลอยฟ้าน่าจะรองรับผู้มาเยือนพิพิธภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองฝั่ง มากกว่าจะทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งสาธารณะสำหรับการเดินทางประจำวันแบบกระเช้าในเมืองภูเขาหลายแห่งของลาตินอเมริกา รายงานจากต่างประเทศระบุว่า บริษัทไทยจะรับภาระต้นทุนหลักของพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งเป็นเจ้าของและดำเนินการอาคาร แต่รายละเอียดเงินลงทุนและเงื่อนไขของตัวกระเช้ายังไม่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ
หากกระเช้ามีหน้าที่หลักในการเชื่อมกิจการของเอกชน รัฐก็ไม่ควรนำเงินสาธารณะไปก่อสร้างหรืออุดหนุนการดำเนินงาน รัฐไม่ควรจ่ายค่าสถานี สาธารณูปโภค การปรับปรุงพื้นที่โดยรอบ หรือค้ำประกันรายได้ เนื่องจากประโยชน์ทางธุรกิจหลักจะตกแก่พิพิธภัณฑ์ แหล่งท่องเที่ยว ร้านค้า และที่ดินของผู้พัฒนาทั้งสองฝั่ง ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจึงควรรับผิดชอบต้นทุนหลัก
แม้เอกชนออกเงินทั้งหมด คำถามเรื่องประโยชน์สาธารณะก็ยังคงอยู่ การพาดกระเช้าข้ามแม่น้ำเพื่อเชื่อมทรัพย์สินเชิงพาณิชย์สองฝั่งเท่ากับการขอสิทธิพิเศษเหนือพื้นที่ส่วนรวม รัฐจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าสัมปทาน ค่าเช่า หรือส่วนแบ่งรายได้หรือไม่ สิทธิมีอายุกี่ปี ใครประเมินมูลค่า และรัฐเปิดกระบวนการอนุญาตให้โปร่งใสเพียงใด
ทั้งนี้ ภาษีจากกิจการ การจ้างงาน และการจำหน่ายบัตรไม่ใช่ค่าตอบแทนสำหรับสิทธิเหนือแม่น้ำ เพราะธุรกิจทั่วไปก็ต้องจ่ายภาษี ผลตอบแทนต่อสาธารณะจึงควรเป็นรูปธรรม เช่น รายได้ที่กลับคืนสู่เมือง ค่าโดยสารที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ หรือการเชื่อมต่อกับท่าเรือ รถเมล์ และระบบขนส่งอื่น กระเช้าไม่ควรทำหน้าที่เสมือนทางเชื่อมส่วนตัวระหว่างแหล่งท่องเที่ยวของเอกชน โดยใช้พื้นที่เหนือแม่น้ำเป็นทรัพยากรฟรี
นอกจากนี้ สังคมก็ต้องถามต่อว่า ใครจะจ่ายค่าจัดการจราจร การรักษาความปลอดภัย การกู้ภัยกลางแม่น้ำ การตรวจสอบทางวิศวกรรม และการรื้อถอนเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ หากกิจการล้มเหลว ผู้พัฒนาจะวางหลักประกันเพียงพอหรือไม่ หรือรัฐจะต้องรับภาระในภายหลัง
ประสบการณ์รถไฟฟ้าสายสีทองควรเตือนให้ผู้บริหารเมืองและสังคมโดยรวมต้องตระหนักเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างระบบขนส่ง การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ของภาคเอกชน กับภาระของรัฐในระยะยาว
ส่วนสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำก็ทำให้เกิดคำถามอีกชุดหนึ่ง รัฐจะใช้งบประมาณเกินหนึ่งพันล้านบาทเพื่อสร้างพื้นที่สาธารณะและส่งเสริมการเดิน เป้าหมายดังกล่าวฟังดูดี กรุงเทพฯ ขาดการลงทุนด้านการเดินมาเป็นเวลานานมาก ผู้บริหารกรุงเทพมหานครที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการเดินมากขึ้น แต่ยิ่งเมืองขาดการลงทุนในด้านนี้มามากเท่าใด สังคมก็ยิ่งต้องถามว่างบประมาณก้อนนี้ควรลงตรงจุดใดจึงจะสร้างประโยชน์สูงสุด
ส่วนตัว คัดค้านการสร้างสะพานแห่งนี้ เพราะปัญหาการเดินของกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ที่การขาดแลนด์มาร์ก แต่ปัญหาอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานระดับเส้นเลือดฝอย
ทางเท้าขาดช่วง จุดข้ามถนนอันตราย หลายพื้นที่ไม่มีทางลาด ร่มเงามีน้อย และเส้นทางระหว่างบ้าน ป้ายรถเมล์ ท่าเรือ ตลาด โรงเรียนกับสถานีรถไฟฟ้าไม่ต่อเนื่อง ในหลายย่าน คนเดินได้เพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็ต้องลงไปบนผิวถนน คนใช้รถเข็นต้องย้อนกลับเมื่อเจอบันได เด็กเดินไปโรงเรียนท่ามกลางเสาไฟฟ้า รถยนต์จอดและรถจักรยานยนต์วิ่งบนทางเท้า
ปัญหาแต่ละจุดดูเล็กมาก และงบประมาณน้อยไม่พอจัดพิธีเปิด แต่เมื่อรวมกันแล้ว ปัญหาเหล่านี้กำหนดว่าคนกรุงเทพฯ จะเดินได้จริงหรือไม่
ระบบขนส่งขนาดใหญ่เปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ ส่วนทางเท้า ทางข้าม และทางเชื่อมระดับย่านทำหน้าที่เหมือนเส้นเลือดฝอย การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหรือเรือทุกเที่ยวต้องเริ่มต้นและสิ้นสุดบนโครงข่ายเล็กเหล่านี้ หากผู้สูงอายุและเด็กเดินจากบ้านไปสถานีไม่ได้ ระบบขนส่งราคาแพงก็ไม่อาจตอบสนองชีวิตของเขา เมืองเดินได้ขึ้นอยู่กับจุดที่อ่อนแอที่สุดในโครงข่าย ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความงามของโครงการที่โดดเด่นที่สุด
งบประมาณเกินหนึ่งพันล้านบาทอาจสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาได้หนึ่งแห่ง แต่อาจจะเอาไปสร้างสะพานข้ามคลองในชุมชนได้จำนวนมาก รวมไปถึงการปรับปรุงทางเท้า ทางข้ามหน้าโรงเรียน ทางเชื่อมท่าเรือ และเส้นทางเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะในหลายสิบพื้นที่พร้อมกัน โดยเฉพาะฝั่งธนบุรีซึ่งชุมชนจำนวนมากยังขาดการเชื่อมต่อในชีวิตประจำวัน
งบประมาณกรุงเทพฯ มีอยู่จำกัดและมีต้นทุนค่าเสียโอกาส การนำเงินไปสร้างสะพานข้ามแม่น้ำหมายความว่าเราจะไม่เอาเงินก้อนนั้นไปแก้ปัญหาในพื้นที่อื่น คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าสะพานข้ามแม่น้ำมีประโยชน์หรือไม่ เพราะสะพานย่อมมีประโยชน์อยู่แล้ว แต่สังคมควรถามว่า เมื่อใช้เงินเท่ากัน ทางเลือกใดช่วยคนได้มากกว่า และทางเลือกใดลดความเหลื่อมล้ำในการเดินและด้านอื่นๆ ได้ดีกว่า
ในส่วนหนึ่งของการศึกษาความเป็นไปได้ ทางกรุงเทพมหานครได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ผู้ที่อาศัยหรือประกอบกิจการใกล้จุดก่อสร้างควรแสดงความคิดเห็น เพราะโครงการจะมีผลกระทบโดยตรง ห้างร้านและเจ้าของที่ดินบางคนย่อมสนับสนุน เพราะสะพานอาจเพิ่มพื้นที่พักผ่อน ลูกค้า และมูลค่าที่ดิน บางคนอาจคัดค้านเพราะกังวลเรื่องการก่อสร้าง ทัศนียภาพ หรือผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม การรับฟังเฉพาะผู้ที่อยู่ในบริเวณโครงการยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจใช้งบประมาณระดับกว่าพันล้านบาท คนที่คาดว่าจะได้ประโยชน์โดยตรงย่อมมีเหตุผลที่จะสนับสนุนให้รัฐนำเงินมาลงทุนในพื้นที่ของตนเอง ส่วนประชาชนในย่านอื่น ซึ่งอาจสูญเสียโอกาสรับงบประมาณ กลับไม่ได้มีโอกาสเสนอทางเลือกอื่นทดแทนได้
ชุมชนอื่นที่ยังไม่มีทางเท้าปลอดภัยจะเสนอความต้องการของตนในเวทีไหน คนพิการที่ต้องการทางลาดหลายร้อยจุดจะเปรียบเทียบทางเลือกได้หรือไม่ โรงเรียนที่ขาดทางม้าลายจะส่งเสียงได้อย่างไรว่า งบประมาณก้อนเดียวกันอาจช่วยเด็กในหลายสิบพื้นที่
โครงการระดับนี้จึงต้องการการถกเถียงเชิงนโยบายที่กว้างกว่าประชาพิจารณ์เฉพาะพื้นที่ กรุงเทพมหานครควรเปิดเผยว่าได้ศึกษาทางเลือกใดบ้าง หากไม่สร้างสะพาน เมืองจะนำเงินไปปรับปรุงโครงข่ายการเดินได้กี่แห่ง แต่ละทางเลือกช่วยประชาชนกลุ่มใด และประโยชน์จะกระจายไปสู่พื้นที่ใด การจัดประชาพิจารณ์ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้โครงการโดยอัตโนมัติ คุณภาพของข้อมูล ขอบเขตคำถาม และองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมต่างหากที่สร้างความชอบธรรม คำถามว่า ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการสร้างสะพาน เป็นคนละเรื่องกับคำถามว่า กรุงเทพฯ ควรใช้งบประมาณก้อนนี้ส่งเสริมการเดินในรูปแบบใดในพื้นที่ใด
กระเช้ากับสะพานจึงสะท้อนปัญหาเดียวกันในคนละด้าน กระเช้าทำให้สังคมต้องถามว่า รัฐมอบสิทธิเหนือพื้นที่สาธารณะให้เอกชนมากเพียงใด และสังคมได้ผลตอบแทนอะไร สะพานทำให้เราต้องถามว่า เมืองใช้เงินสาธารณะตรงกับความจำเป็นของคนส่วนใหญ่หรือไม่ และใครมีสิทธิกำหนดลำดับความสำคัญของการลงทุน
ก่อนชื่นชมกระเช้าหรือสะพานว่าเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ สังคมควรถามให้ครบว่า ใครจ่าย ใครได้ประโยชน์ ใครรับความเสี่ยง และมีทางเลือกอื่นไหมที่ช่วยคนได้มากกว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีคุณค่ามากเกินกว่าที่เมืองจะใช้เป็นฉากหลังของการถ่ายรูปโดยไม่ตรวจสอบ และงบประมาณสาธารณะก็มีจำกัดเกินกว่าที่เมืองจะใช้สร้างภาพลักษณ์ที่ดูดี แต่โครงสร้างพื้นฐานในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ยังไม่เพียงพอ
