เมือง เรื่อง มาก | อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
ภาพหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยตรงป้ายรถเมล์ในย่านพลุกพล่านของกรุงเทพฯ คือมีคนยืนรออยู่จำนวนมาก แต่แทบไม่มีที่ให้นั่ง
บางคนยืนถ่ายน้ำหนักสลับขาเพราะไม่รู้ว่ารถจะมาเมื่อใด
บางคนนั่งยองๆ หลังตู้ควบคุมการจราจรที่พอช่วยบังแดด
คุณยายพิงเสาไฟฟ้า มือข้างหนึ่งถือถุงยา อีกข้างจับแขนลูกสาว
เด็กเล็กนั่งบนทางเท้าข้างแม่ ส่วนขอบกระถางต้นไม้ที่พอใช้พักได้ก็มีคนจับจองหมดแล้ว
แถวป้ายยังมักเห็นไรเดอร์นั่งคร่อมมอเตอร์ไซค์ระหว่างรอคำสั่งซื้ออาหาร
รอบบริเวณเต็มไปด้วยเสาไฟ ป้ายโฆษณา ราวเหล็ก และอุปกรณ์จราจร
แต่แทบไม่มีสิ่งที่ออกแบบไว้ให้คนพัก
ความลำบากนี้เกิดจากเวลารอที่ไม่แน่นอนด้วย หากรู้ว่ารถจะมาในห้านาที คนจำนวนมากอาจยืนรอได้
แต่เมื่อรถอาจมาในอีกห้านาทีหรือสี่สิบนาที การไม่มีที่นั่งย่อมกลายเป็นภาระทางร่างกาย
คนมีรถส่วนตัวหรือเรียกรถผ่านแอพอาจหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนนี้ได้
ส่วนผู้โดยสารรถเมล์ต้องจ่ายด้วยเวลาและความเหนื่อยล้า
ห่างออกไปไม่กี่เมตร ร้านกาแฟหลังผนังกระจกมีเก้าอี้ว่างหลายตัว ภายในเย็นสบาย มีห้องน้ำและน้ำดื่ม แต่ต้องสั่งอะไรสักอย่าง
กาแฟหนึ่งแก้วจึงมาพร้อมสิทธิที่จะนั่ง ความเย็น และเวลาที่จะอยู่โดยไม่มีใครถามว่าเรามาทำอะไร
ใบเสร็จทำหน้าที่รับรองว่าเรามีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะอยู่ตรงนั้น
คนที่ไม่มีเงินซื้อกาแฟจึงอาจเสียโอกาสที่จะพักและปรากฏตัวในเมืองโดยไม่ต้องอธิบายตนเอง
ผมขอเรียกสิ่งนี้ว่า สิทธิที่จะนั่ง
คำนี้ดูเล็กเมื่อเทียบกับสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิในการเดินทาง
แต่ร่างกายมนุษย์ไม่ได้เคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา เราเหนื่อย ร้อน เจ็บป่วย ตั้งครรภ์ อุ้มเด็ก และแก่ลง
ชีวิตในเมืองจึงต้องมีทั้งการเคลื่อนไหวและการหยุดพัก
แต่เมืองมักเปิดทางให้คนเคลื่อนที่ โดยไม่ค่อยมีพื้นที่ให้หยุด
การออกแบบเมืองมองผู้คนในฐานะผู้โดยสาร คนทำงาน หรือลูกค้า มากกว่าจะยอมรับข้อจำกัดทางร่างกายของพวกเขา
ม้านั่งหนึ่งตัวจึงบอกอะไรเกี่ยวกับเมืองได้มากกว่าที่เราเห็น
อ็องรี เลอแฟบวร์ เสนอแนวคิดเรื่อง right to the city ซึ่งอาจารย์พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ แปลไว้ว่า สิทธิที่จะมีอำนาจกำหนดชีวิตและความเปลี่ยนแปลงของเมือง
สิทธินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราเดินเข้าไปในพื้นที่สาธารณะได้
การเข้าถึงพื้นที่ต่างจากการมีสิทธิอยู่และใช้ชีวิตในพื้นที่นั้น คนที่หยุด นั่ง สนทนา หรือรอเพื่อนกำลังเปลี่ยนทางผ่านให้กลายเป็นสถานที่
สิทธิที่จะนั่งจึงเป็นรูปธรรมพื้นฐานของสิทธิในเมือง
เรามีสิทธิอยู่ในเมืองจริงไหม หรือมีเพียงสิทธิเดินผ่านเมือง
เมืองสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับการไหลเวียน ถนนพารถยนต์ไปข้างหน้า ทางเท้าพาคนเข้าสถานี สถานีพาคนขึ้นรถไฟฟ้า
ความสำเร็จของการวางแผนเมืองมักวัดด้วยความเร็ว ความจุ และจำนวนคนที่ผ่านไปในช่วงเวลาหนึ่ง
ภายใต้ตรรกะนี้ ร่างกายที่กำลังเดินถือว่าใช้พื้นที่อย่างถูกต้อง
ส่วนร่างกายที่นั่ง นอน ขายของ หรือหยุดอยู่นานเริ่มถูกมองว่าเป็นสิ่งกีดขวาง
ปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากนักออกแบบลืมวางม้านั่ง
แต่เกิดจากเมืองให้คุณค่ากับร่างกายที่เคลื่อนที่มากกว่าร่างกายที่ต้องการพัก
แต่สิทธิในการเดินทางจะสมบูรณ์ได้อย่างไร หากไม่มีสิทธิหยุดพักระหว่างทาง
สําหรับคนหนุ่มสาวที่แข็งแรง ม้านั่งอาจเป็นเพียงสิ่งอำนวยความสะดวก แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ข้อเข่าเสื่อม ม้านั่งอาจเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ออกจากบ้านได้ ระยะทางห้าร้อยเมตรอาจใกล้สำหรับคนหนึ่ง แต่ไกลเกินไปสำหรับอีกคนหากไม่มีจุดพัก ผู้ป่วยหรือคนพิการบางคนอาจต้องหยุดหลายครั้งก่อนถึงจุดหมาย
ม้านั่งจึงเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการเดิน
แนวคิดความเป็นธรรมในการสัญจรมักถามว่าใครเข้าถึงงานและบริการพื้นฐานได้บ้าง แต่การเดินทางมีทั้งการรอคอยและความเหนื่อยล้า สิทธิในการเคลื่อนที่จึงต้องรวมสิทธิในการพัก มิฉะนั้น เมืองจะเปิดกว้างเฉพาะสำหรับร่างกายที่แข็งแรงพอจะเคลื่อนไหวตามจังหวะที่ระบบกำหนด
ม้านั่งยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการดูแล คุณตาที่นั่งหน้าตลาดทุกบ่ายอาจกำลังรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน พนักงานส่งอาหารที่พักใต้ต้นไม้อาจกำลังฟื้นแรง เด็กนักเรียนอาจกำลังหาความสงบซึ่งไม่มีในบ้านที่แออัด
เมื่อเมืองไม่มีที่นั่ง ภาระการดูแลจึงตกอยู่กับแต่ละคน คนแข็งแรงอาจยืนต่อได้ คนมีเงินเข้าไปพักในร้านกาแฟ ส่วนคนอื่นต้องพิงเสา นั่งยองๆ หรือล้มเลิกการเดินทาง
แนวคิดความเป็นธรรมตามสมรรถนะของอมรรตยะ เสน ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้
ความเป็นธรรมต้องทำให้ผู้คนซึ่งมีร่างกายและข้อจำกัดต่างกันสามารถใช้สิทธิได้จริง
การที่สวนหรือสถานีเปิดให้ทุกคนเข้า ไม่ได้หมายความว่าทุกคนใช้งานได้อย่างเท่าเทียมกัน
ผู้สูงอายุอาจมีสิทธิใช้ทางเท้าเท่ากับคนหนุ่มสาว แต่หากไม่มีม้านั่ง ร่มเงา และห้องน้ำ สิทธินั้นก็มีค่าเพียงบนกระดาษ
การนั่งพื้นหรือนั่งยองๆ ไม่ได้ไม่เหมาะสมเสมอไป
การนั่งพื้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในสังคมไทยดั้งเดิม และบางกรณีก็สบายกว่า
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่ามีทางเลือกอื่นหรือไม่
หากมีจุดพักเพียงพอ ผู้คนย่อมเลือกได้ว่าจะนั่งพื้น นั่งเก้าอี้ หรือยืน
แต่เมื่อไม่มีที่นั่ง การนั่งพื้นก็กลายเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่ ความเป็นธรรมจึงอยู่ที่การมีทางเลือก
เหตุผลหนึ่งที่เมืองไม่ค่อยจัดม้านั่งอาจเป็นภาระในการทำความสะอาดและซ่อมแซม
หากมีคนนั่งนาน มีคนนอน หรือมีผู้ประกอบการร้องเรียน ผู้ดูแลพื้นที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ
การไม่มีม้านั่งจึงเป็นทางออกที่ง่ายกว่า
ม้านั่งบางตัวมีที่เท้าแขนคั่นถี่ พื้นผิวลาดเอียง หรือสั้นจนไม่สามารถนอนราบได้
ลักษณะเช่นนี้เรียกว่า สถาปัตยกรรมกีดกัน (hostile architecture) ซึ่งใช้รูปทรงควบคุมผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม ที่เท้าแขนอาจช่วยผู้สูงอายุพยุงตัวเมื่อลุกนั่ง ปัญหาจึงอยู่ที่เจตนาและการจัดวาง การออกแบบที่เป็นธรรมควรรองรับการพักหลายรูปแบบ
โดยไม่ใช้ความต้องการของคนกลุ่มหนึ่งเป็นเหตุผลขับไล่อีกกลุ่ม
ประเด็นคนไร้บ้านทำให้ความขัดแย้งนี้ชัดขึ้น คนมีบ้านอาจนั่งพักสิบห้านาทีแล้วกลับไปยังพื้นที่ส่วนตัว แต่คนไร้บ้านต้องกิน นอน และเก็บสัมภาระในพื้นที่สาธารณะ เพราะไม่มีที่อื่นรองรับกิจกรรมเหล่านี้
เราจึงต้องแยกสิทธิสามเรื่องออกจากกัน
สิทธิที่จะนั่งคือสิทธิในการพักชั่วคราวอย่างสมเหตุสมผล
สิทธิที่จะคงอยู่ (right to remain) คือสิทธิที่จะไม่ถูกผลักไสเพราะฐานะหรือรูปลักษณ์
ส่วนสิทธิในที่อยู่อาศัยคือสิทธิที่จะมีพื้นที่มั่นคงสำหรับชีวิตส่วนตัว
ม้านั่งรองรับสิทธิข้อแรกและทำให้เราเห็นปัญหาของข้อที่สอง แต่ไม่สามารถทดแทนนโยบายที่อยู่อาศัยได้
สิทธิที่จะนั่งไม่ได้หมายความว่าใครจะใช้พื้นที่อย่างไรก็ได้ แต่หากเมืองรื้อม้านั่งเพื่อป้องกันไม่ให้คนนอน ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนทำงานย่อมได้รับผลกระทบ
การจัดระเบียบจึงควรใช้มาตรการที่กีดกันผู้คนน้อยที่สุด และมีทางเลือกจริงก่อนเคลื่อนย้ายใครออกจากพื้นที่
ในพื้นที่ที่มีปัญหาการไร้บ้าน หน่วยงานต้องจัดหาที่พักชั่วคราวและเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ เพราะการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ไม่อาจแก้ความขัดแย้งแทนคนได้
นักออกแบบเมืองควรสำรวจว่าผู้คนต้องการหยุดพักที่ใด เส้นทางระหว่างสถานี โรงพยาบาล ตลาด สวน และอาคารสาธารณะควรมีที่นั่งเป็นระยะ ม้านั่งควรเป็นเครือข่ายจุดพัก เพราะม้านั่งหน้าโรงพยาบาลย่อมไม่มีประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ หากเขาเดินไปไม่ถึง จุดพักเหล่านี้ควรมีร่มเงา แสงสว่าง และห้องน้ำหรือน้ำดื่มอยู่ใกล้เคียง
สิทธิที่จะนั่งจึงตั้งคำถามต่อเมืองที่ให้ความสำคัญกับการเคลื่อนที่มากกว่าการหยุดพัก และให้คุณค่ากับคนที่กำลังทำงานหรือซื้อสินค้า มากกว่าคนที่กำลังเหนื่อย
พื้นที่ที่ทุกคนเดินเข้าไปได้อาจยังไม่เป็นสาธารณะอย่างแท้จริง หากคนต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา หรือหากต้องซื้อกาแฟจึงจะได้ใช้เก้าอี้และห้องน้ำ เมื่อคนคนหนึ่งร้อน เหนื่อย หรือเดินต่อไม่ไหว เมืองเตรียมพื้นที่ให้เขานั่งลงได้หรือไม่ โดยไม่ต้องซื้อกาแฟสักแก้ว
บางครั้ง ความเป็นธรรมของเมืองเริ่มต้นจากม้านั่งธรรมดาเพียงตัวเดียว
