คอลัมน์ เมือง เรื่อง มาก
โดย อภิวัฒน์ รัตนวราหะ
- อ่าน สิทธิที่จะนั่ง
- อ่าน เมืองหนวกหู คนหูหนวก
- อ่าน แลนด์มาร์กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา…เพื่อใคร
- อ่าน รถเมล์ท้องถิ่น
- อ่านบทความทั้งของ อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คลิกที่นี่
คนเราทุกวันนี้ทำกิจกรรมสารพัดอย่างผ่านสิ่งที่เรียกว่าคลาวด์ ทั้งเก็บรูปถ่าย โอนเงินผ่านแอพฯ ดูหนังผ่านสตรีมมิ่ง และใช้เอไอตอบปัญหาในชีวิตประจำวัน คำว่า “คลาวด์” ทำให้รู้สึกว่าข้อมูลเหล่านี้ลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง มองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ และแทบไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของเมือง
แต่ในความเป็นจริง คลาวด์ไม่ได้อยู่บนฟ้า
รูปที่เราส่งขึ้นไปต้องไปเก็บอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หนังที่เราดูส่งมาจากเซิร์ฟเวอร์ ส่วนคำถามที่พิมพ์ให้เอไอก็ต้องผ่านการประมวลผลที่ไหนสักแห่ง เครื่องเหล่านั้นตั้งอยู่บนที่ดินจริง ใช้ไฟฟ้าจริง และเกิดเสียงและความร้อนจริง
อาคารที่รวมเครื่องเหล่านี้ไว้จำนวนมากก็คือดาต้าเซ็นเตอร์
ช่วงที่ผ่านมา คนไทยเริ่มเห็นมิติทางกายภาพของโลกดิจิทัลมากขึ้น เมื่อเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์บริเวณพระราม 9 ทั้งเรื่องการเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เสียง การใช้น้ำและไฟ รวมถึงความเหมาะสมของการตั้งอาคารขนาดใหญ่ใกล้บ้านและโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ชะลอการอนุญาตบางโครงการระหว่างรอหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น และเริ่มมีกลไกรวบรวมข้อมูลกับจัดระบบกำกับดูแลใหม่
คำถามจำนวนมากจึงมุ่งไปที่กฎหมายว่าควรจัดดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอาคารประเภทใด เก็บน้ำมันได้มากเท่าไร ต้องทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือไม่ และหน่วยงานไหนควรรับผิดชอบ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านก็ได้เสนอแนวทางไว้แล้ว
สำหรับนักวิจัยเรื่องเมือง ดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองอีกหลายมิติที่ซ่อนอยู่หลังหน้าจอ เวลาเราถามเอไอหนึ่งคำถาม เราเห็นเพียงตัวหนังสือที่ปรากฏขึ้น แต่ไม่ค่อยนึกว่าที่ปลายทางมีการใช้ไฟฟ้าเพื่อคำนวณ และพลังงานส่วนใหญ่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นความร้อนที่ต้องระบายออก คำตอบของเอไอทุกคำจึงมีความร้อนเกิดขึ้นที่ปลายทาง
สำหรับเมืองเขตร้อนในประเทศไทย เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ พลังงานส่วนหนึ่งใช้ไปกับการประมวลผลข้อมูล แล้วต้องมีระบบอีกชุดหนึ่งคอยพาความร้อนออกจากอาคาร บางระบบใช้น้ำช่วยระบายความร้อน บางระบบใช้เครื่องทำความเย็นซึ่งกินไฟเพิ่มขึ้น สิ่งที่ดูไร้น้ำหนักบนหน้าจอจึงกลับมีน้ำหนักและเป็นภาระมากเมื่ออยู่บนพื้นดิน คำว่าคลาวด์จึงชวนให้เข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย
เศรษฐกิจดิจิทัลมีภูมิศาสตร์ของมันเอง การเลือกที่ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์มีข้อจำกัดมาก ต้องมีไฟฟ้าที่เพียงพอและเสถียร ต้องเชื่อมกับเครือข่ายข้อมูลที่ดี บางประเภทยังต้องอยู่ใกล้ผู้ใช้เพื่อลดความหน่วงในการส่งข้อมูล ระยะทางจึงไม่ได้หายไปและยังมีราคาอยู่
ในอดีต ถ้าอยากรู้ว่ากิจกรรมเศรษฐกิจจะไปตั้งตรงไหน เรามักดูแผนที่ถนน ทางรถไฟ หรือท่าเรือ ต่อจากนี้อาจต้องดูแผนที่อีกชุดหนึ่งด้วย คือสายใยแก้ว จุดเชื่อมต่อ
อินเตอร์เน็ต และกำลังที่เหลืออยู่ในสถานีไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้กำลังสร้างทำเลแบบใหม่ขึ้นมา ที่ดินสองแปลงอาจอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่กิโลเมตรและอยู่ในเขตผังเมืองสีเดียวกัน แต่มีคุณค่าต่อดาต้าเซ็นเตอร์ต่างกันมาก หากแปลงหนึ่งเข้าถึงระบบไฟและเครือข่ายข้อมูลได้ดีกว่า แผนที่ที่นักลงทุนใช้จึงอาจไม่ตรงกับแผนที่ที่ผังเมืองใช้
ระบบผังเมืองที่เราคุ้นเคยมักเริ่มจากการจำแนกประเภทกิจกรรม แล้วจึงกำหนดว่าสร้างได้ตรงไหน บ้าน ร้านค้า โรงงาน คลังสินค้า และสำนักงานต่างมีช่องของตัวเองอยู่ในผัง แต่ดาต้าเซ็นเตอร์วางลงในช่องเหล่านี้ได้ยาก จากภายนอกอาจดูคล้ายคลังสินค้า เป็นอาคารปิดขนาดใหญ่ ไม่มีหน้าร้าน และมีคนเข้าออกไม่มาก ภายในกลับมีเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ใช้ไฟจำนวนมาก เกิดความร้อนต่อเนื่อง และต้องมีระบบสำรองหลายชั้นเพื่อให้บริการต่อได้
ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละประเภทก็แตกต่างกันมาก ศูนย์ข้อมูลขนาดเล็กกับดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ hyperscale และศูนย์ประมวลผลสำหรับเอไออาจต้องการไฟฟ้าและระบบระบายความร้อนต่างกันหลายเท่า การกำหนดที่ตั้งจึงควรพิจารณาขนาดและความเข้มข้นของกิจกรรมควบคู่กับประเภทการใช้ที่ดินรอบข้าง
พระราม 9 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ พื้นที่นี้มีโครงข่ายสื่อสารดี มีระบบไฟฟ้า และอยู่ใกล้ธุรกิจจำนวนมาก จึงเหมาะกับดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายมิติ ขณะเดียวกันก็มีสำนักงาน โรงพยาบาล คอนโดมิเนียม และกิจกรรมอีกมากอยู่หนาแน่น กิจกรรมเหล่านี้ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานแทบจะชุดเดียวกัน ความท้าทายในเชิงผังเมืองจึงอยู่ตรงระดับความเข้มข้นและการอยู่ร่วมกันของกิจกรรมเหล่านี้
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังทำให้เกิดพื้นที่เมืองแบบที่เราไม่คุ้นเคย แต่เดิมพื้นที่ที่ใช้สาธารณูปโภคมากมักมีคนมาก เขตศูนย์กลางธุรกิจอย่างสีลมใช้ไฟจำนวนมากเพราะมีคนทำงานและมีกิจกรรมตลอดวัน ส่วนเขตโรงงานก็มีคนงาน รถขนสินค้า และธุรกิจเกิดขึ้นโดยรอบ ดาต้าเซ็นเตอร์มีลักษณะต่างออกไป อาคารหนึ่งหลังอาจมีมูลค่าการลงทุนมหาศาลและใช้ไฟในระดับเดียวกับกิจกรรมเมืองขนาดใหญ่ หลังการก่อสร้างเสร็จกลับมีคนเข้าออกไม่มาก ถนนหน้าอาคารอาจเงียบกว่าหน้าร้านสะดวกซื้อเสียอีก
เรื่องการใช้ไฟฟ้ายังมีมิติที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการไฟที่ “ห้ามหาย” ไฟตกไฟดับเพียงช่วงสั้นๆ อาจสร้างความเสียหายมาก จึงต้องมีแบตเตอรี่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเชื้อเพลิงสำรอง สิ่งที่เตรียมไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินล้วนมีต้นทุน แม้จะไม่ได้ใช้งานในเวลาปกติ วันนี้ระบบไฟอาจยังรองรับความต้องการได้ แต่หากความสามารถของระบบในพื้นที่หนึ่งเริ่มตึงตัว โรงพยาบาล โรงงาน บ้านเรือน ระบบขนส่ง และดาต้าเซ็นเตอร์ก็ต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานชุดเดียวกัน การจัดสรรกำลังไฟสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ย่อมมีผลต่อกิจกรรมอื่นในพื้นที่ด้วย
ปัญหานี้เป็นเรื่องการวางแผนโดยตรง แต่ระบบผังเมืองไทยมีช่องว่างใหญ่อยู่ตรงจุดนี้ ในภาพรวมระดับเมือง เรามีผังเมืองรวม ซึ่งกำหนดโครงสร้างและทิศทางการพัฒนาและการใช้ที่ดินโดยทั่วไป ส่วนในระดับอาคาร เรามีระบบใบอนุญาตอาคารและการประเมินผลกระทบรายโครงการ แต่สิ่งที่เราขาดมากคือการวางแผนระดับย่านหรือพื้นที่ย่อย ซึ่งช่วยให้เห็นว่าโครงการหลายแห่งรวมกันจะเปลี่ยนพื้นที่อย่างไร
จริงๆ แล้ว กฎหมายผังเมืองของไทยมีผังเมืองเฉพาะอยู่แล้ว พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562 เปิดให้วางรายละเอียดการพัฒนาในบริเวณหนึ่งได้มากกว่าผังเมืองรวม แต่ในทางปฏิบัติยังแทบไม่มีการนำเครื่องมือนี้มาใช้อย่างจริงจังจนเกิดผล ประเด็นดาต้าเซ็นเตอร์ทำให้ช่องว่างนี้เห็นชัดขึ้น
ลองสมมุติว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ห้าแห่งในย่านเดียวกัน แต่ละโครงการผ่านมาตรฐานเสียง ใช้น้ำอยู่ในเกณฑ์ และได้รับไฟตามที่ขอ เมื่อรวมกัน ทั้งห้าแห่งอาจต้องพึ่งสถานีไฟฟ้าเดียวกัน ต้องขยายสายส่ง และทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองจำนวนมากมากระจุกอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่ละโครงการอาจถูกกฎหมายในแต่ละด้าน แต่ผลรวมที่เกิดขึ้นอาจเกินขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่และเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบในระดับย่าน
EIA รายโครงการจึงมีข้อจำกัด เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการ EIA เจ้าของโครงการ ที่ตั้ง และขนาดมักค่อนข้างชัดแล้ว การพิจารณาจึงเน้นวิธีลดผลกระทบจากโครงการที่เสนอมา ซึ่งอาจเหลือเพียงการถกเรื่องกำแพงกันเสียง ระบบทำความเย็น หรือวิธีเก็บน้ำมัน ส่วนคำถามเรื่องทำเลและระดับความเข้มข้นของกิจกรรมแทบจัดการไม่ได้แล้วในระดับนั้น
การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยมองแผนและทางเลือกในการพัฒนาในระดับพื้นที่ก่อนลงมาถึงโครงการแต่ละแห่ง ประเทศไทยเองก็มีแนวทาง SEA สำหรับการวางแผนเชิงพื้นที่อยู่แล้ว กรุงเทพมหานครและเมืองอื่นอาจนำ SEA เชิงพื้นที่มาใช้ควบคู่กับการวางผังเมืองเฉพาะในย่านที่กำลังเผชิญการลงทุนขนาดใหญ่หรือกิจกรรมชนิดใหม่
หากพระราม 9 หรือย่านอื่นในเมืองจะมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น เราควรรู้ก่อนว่าทั้งย่านใช้ไฟอยู่เท่าไร สถานีไฟฟ้ารองรับได้อีกแค่ไหน ที่อยู่อาศัยและโรงพยาบาลอยู่ตรงไหน และหากความต้องการเพิ่มขึ้นอีกมาก เมืองจะต้องสร้างอะไรเพิ่ม ข้อมูลแบบนี้ช่วยให้ตัดสินได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดไหนยังเหมาะกับพื้นที่ และขนาดไหนควรไปอยู่ที่อื่น การวางผังระดับนี้มองไปถึงอนาคตของทั้งย่านว่า เราอยากและยอมให้พื้นที่นี้เปลี่ยนไปได้มากเพียงใด
ดาต้าเซ็นเตอร์ยังสะท้อนปัญหาระบบราชการที่เกิดกับแทบทุกเรื่องในสังคมไทย อาคารเดียวกันอยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานดูคนละด้าน กทม.ดูอาคารและการใช้ที่ดิน การไฟฟ้าดูกำลังไฟ การประปาดูน้ำ กรมธุรกิจพลังงานดูน้ำมัน ส่วน BOI ดูการลงทุน ขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ข้างดาต้าเซ็นเตอร์กลับต้องอยู่กับผลกระทบและความเสี่ยงทุกด้านพร้อมกัน
การรวมข้อมูลจากหน่วยงานเหล่านี้จึงจำเป็น เราควรรู้ว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง อยู่ที่ไหน กำลังสร้างอีกเท่าไร และหากโครงการที่อยู่ในแผนเกิดขึ้นจริงจะใช้โครงสร้างพื้นฐานมากแค่ไหน จากนั้นควรนำข้อมูลมาวางและวิเคราะห์บนแผนที่ และใช้ตัดสินใจระดับพื้นที่ มิฉะนั้นเราจะรู้เพียงตำแหน่งของอาคารแต่ละหลัง แต่ยังมองไม่เห็นผลรวมที่กำลังเกิดขึ้นกับย่าน
ทั้งนี้ ผลประโยชน์ของดาต้าเซ็นเตอร์เดินทางไปได้ไกล แต่ผลกระทบทางกายภาพมักเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้ใช้บริการอาจอยู่ทั่วประเทศหรืออีกซีกโลก ขณะที่ผลกระทบและความเสี่ยงล้วนเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ การวางแผนจึงต้องมองด้วยว่าใครได้รับประโยชน์ ใครต้องอยู่กับผลกระทบ และควรจัดสรรต้นทุนกับความเสี่ยงเหล่านี้อย่างไร
แน่นอนว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ก็ควรเดินหน้าต่อ โดยกำหนดประเภทและขนาดที่เหมาะกับพื้นที่ ส่วนการทบทวน EIA การเก็บเชื้อเพลิง และมาตรฐานด้านเสียงก็ควรดำเนินการต่อไป
สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือการวางแผนระดับย่าน ผู้บริหารเมืองต้องเห็นและกำหนดผลรวมของการลงทุนก่อนตัดสินใจทีละอาคาร ส่วนคนในพื้นที่ก็ควรได้รับข้อมูลก่อนอาคารจะสร้างเสร็จ ไม่ควรต้องรอจนได้ยินเสียงเครื่องจักรหรือได้กลิ่นน้ำมันแล้วจึงเริ่มค้นหาว่าอาคารข้างบ้านคืออะไร
กรณีดาต้าเซ็นเตอร์ในครั้งนี้อย่างน้อยก็ทำให้สิ่งที่เคยซ่อนอยู่หลังหน้าจอปรากฏขึ้นบนแผนที่เมือง และทำให้เราเห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลกำลังย้ายภาระของเมืองไปอยู่ในสถานที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่เห็น
เมฆบนโลกดิจิทัลมีที่อยู่บนดินเสมอ ความท้าทายของการผังเมืองคือจะให้เมฆเหล่านี้ลงตรงไหน มากเท่าไร และอยู่ร่วมกับคนที่อยู่ตรงนั้นมาก่อนได้อย่างเป็นธรรม
