ต่างประเทศ
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ ไวรัสอีโบลา ไปแล้ว เพราะไม่ใช่โรคอุบัติใหม่ และเคยมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในอดีต
ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาก็มีการแพร่ระบาดอีกเป็นครั้งคราวแต่ไม่ใช่การแพร่ระบาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ใครจะคาดคิดว่าไวรัสอีโบลาจะกลับมาถูกพูดถึงอย่างมากอีกครั้งในปี 2026
เพราะเกิดการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในประเทศสาธารณรัฐคองโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 131 คน และมีผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อสูงถึง 513 คน
เหตุเพราะการปรากฏขึ้นของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ บุนดิบูเกียว (Bundibugyo) ถึงขนาดที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ
ไวรัสอีโบลาอุบัติขึ้นในปี 1976 และเคยมีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ระหว่างปี 2014-2016 ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก
ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลาผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของสัตว์หรือมนุษย์ที่มีเชื้อไวรัส
สายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดอยู่ในเวลานี้คือสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ที่เป็นสายพันธุ์หายากที่ค้นพบครั้งแรกในปี 2007 เป็นหนึ่งใน 4 สายพันธุ์ที่อันตรายถึงชีวิต แต่ไม่ใช่สายพันธุ์ที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด สายพันธุ์บุนดิบูเกียวมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30-40% น้อยกว่าสายพันธุ์ซาอีร์ ที่มีผู้ป่วยเสียชีวิตในอัตราสูงถึง 90%
ผู้ป่วยไวรัสอีโบลาจะมีอาการป่วยขั้นต้นคล้ายไข้หวัด อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว เจ็บคอ ก่อนที่อาการจะรุนแรงขึ้นเป็นอาเจียน ท้องร่วง และเลือดออกภายในจนเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว
ด้วยความที่ไวรัสอีโบลาแพร่ระบาดผ่านทางการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ทำให้ WHO ยืนยันว่าการแพร่ระบาดของอีโบลาในครั้งนี้จะไม่ซ้ำรอยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดผ่านทางอากาศ
แม้ว่าจำนวนผู้ป่วยในประเทศคองโกจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แถมยังพบผู้ติดเชื้อในประเทศยูกันดาแล้ว 2 คน
ถึงกระนั้นก็ยังพอมีข่าวดีให้ชื่นใจอยู่บ้าง เพราะสายพันธุ์บุนดิบูเกียวแพร่ขยายตัวเองในร่างกายผู้ป่วยช้ากว่าสายพันธุ์ซาอีร์ รวมถึงทำลายระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยได้ช้ากว่า แต่ระยะฟักตัวของสายพันธุ์บุนดิบูเกียวมีความใกล้เคียงกับสายพันธุ์ซาอีร์ที่ระหว่าง 8-10 วัน แต่อาจมีระยะฟักตัวนานถึง 3 สัปดาห์ในบางเคส
การศึกษาผู้ป่วยไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวในปี 2007 พบว่าผู้รอดชีวิตจะมีอาการเรื้อรังและการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันและระบบเผาผลาญ แต่ถือว่ามีผลข้างเคียงระยะยาวต่อตับและไตน้อยกว่าสายพันธุ์ซาอีร์
แต่ข่าวร้ายของการแพร่ระบาดในครั้งนี้คือยังไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับสายพันธุ์บุนดิบูเกียว ทำให้ต้องใช้การรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งยิ่งเริ่มรักษาเร็วก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสรอดชีวิต
นอกจากนั้นอาจมีการนำยาที่มีอยู่หรือยาที่กำลังอยู่ระหว่างการทดลองที่ได้ผลดีในการรักษาผู้ป่วยสายพันธุ์อื่นๆ ออกมาใช้ได้หากมีคำสั่งอนุมัติ
หนึ่งในนั้นคือยา Ervebo หรือ MBP 134 และ VesiculoVax ที่จากการทดสอบพบว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์บุนดิบูเกียวได้ในการทดลองกับลิง
นอกจากนั้นยังมีรายงานเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีน mRNA ในประเทศจีนที่พบว่าควบคุมการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวได้เช่นกันในการทดลองกับหนู แต่ยังไม่เคยมีการทดลองกับลิงว่าได้ผลดีหรือไม่
ดังนั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่การแพทย์ทำได้ในเวลานี้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดคือการใช้มาตรการทางสาธารณสุขที่มีอยู่ เช่น การเร่งตรวจหาเชื้อผู้ป่วย การกักตัว การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และการฆ่าเชื้อ
ดร.ดาเนียลา มานโน จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ให้ความเห็นว่ามาตรการดังกล่าวเคยควบคุมการแพร่ระบาดของอีโบลาในแอฟริกาตะวันตกมาแล้วในปี 2014-2016 และเชื่อว่าจะสามารถควบคุมการแพร่ระบาดครั้งนี้ได้เช่นกันหากมีการใช้มาตรการอย่างรัดกุมเพียงพอ
ข่าวดีอีกอย่างคือ ประเทศคองโกมีประสบการณ์ในการรับมือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลามาแล้ว เราในฐานะพลเมืองที่อยู่ในประเทศอื่นอาจพอวางใจได้บ้าง
แต่การแพร่ระบาดครั้งนี้จะกลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่หรือไม่ขึ้นอยู่กับการรับมือของโรคในเวลานี้ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่
