One matichon ไทม์ไลน์ประเด็นร้อนไทย-กัมพูชา ทางวิบากสู่สันติภาพ ค้าชายแดน-ท่องเที่ยว-ลงทุนอ่วม

17.11.25 | 11:43 น.

One matichon ไทม์ไลน์ประเด็นร้อนไทย-กัมพูชา ทางวิบากสู่สันติภาพ ค้าชายแดน-ท่องเที่ยว-ลงทุนอ่วม


 

สถานการณ์ปะทะ ในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา

ท่ามกลางข้อครหาว่ารัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร แก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาได้ช้ากว่าที่ควรเป็น กองทัพและประชาชนจำเป็นต้องพึ่งกันเองเท่าที่กระทำได้

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ณ บริเวณเนิน 481 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ขณะที่ชุดลาดตระเวนกองร้อยทหารพรานที่ 2302 กำลังพลจำนวน 14 นาย เป็นนายพราน 2 นาย ชุด RDF 6 นาย ทหารช่าง 6 นาย กำลังออกลาดตระเวนพื้นที่ช่องบกไปยังเนิน 481

Advertisement

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เวลาประมาณบ่ายโมง ทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดบริเวณพิกัด WA 220 861 มีทหารบาดเจ็บทั้งหมด 3 นาย ได้แก่ ส.อ.ปฏิพันธ์ ศรีลาศักดิ์ และ พลทหารณัฐวุฒิ ศรีเข้ม ทั้งสอง ถูกแรงระเบิดอัดเจ็บหน้าอก มีอาการหูอื้อ

พลทหารธนพัฒน์ หุยวัน ได้รับเจ็บบาดสาหัส แรงระเบิดส่งผลให้เขาสูญเสียขาซ้ายไป 1 ข้าง

เหตุการณ์ครั้งนั้น นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การปะทะระหว่างกองทัพไทยกับกัมพูชาในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

เปิดคลิปเสียงเต็ม 17 นาที แพทองธาร-สมเด็จฯ ฮุนเซน เจรจาปมชายแดน

ระยะนั้นกระแสสังคมร้อนแรง ประเด็นรักชาติถูกปลุกขึ้นมาเรื่อย ๆ ขณะที่รัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกครหาอย่างหนัก ถึงขั้นกล่าวหาว่าเป็นรัฐบาลของ “Uncle” ตามคลิปเสียงสนทนาที่หลุดออกมาระหว่าง น.ส.แพทองธารกับสมเด็จฮุนเซน เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568

กระแสรักชาติดังกล่าวเกิดขึ้นทั้ง 2 ชาติ เกิดปฏิบัติการทางวัฒนธรรมจากประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย  มีการแห่ไปเที่ยวชมปราสาทตาเมือนธมจนลานปราสาทกลายเป็นเสมือนเวทีประลองอารมณ์และจำลองการปะทะจากทั้ง 2 ฝ่าย

แต่การปะทะกันเช่นนั้นยังไม่รุนแรงเท่าเหตุการณ์วันที่ 24 กรกฎาคม 2568

ช่วงเช้าวันที่  24 กรกฎาคม  ลูกจรวด BM-21 ที่พุ่งถล่มร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งที่ ต.บ้านผือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ  นับเป็นสัญญาณเปิดฉากการถล่มไทยอย่างชัดเจนจากฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนทันที 7 รายและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันในวันเดียวกันนั้น ยังมีรายงานข่าวจากหลายตำแหน่งในภาคอีสานตอนล่างระบุว่า มีระเบิดตกใส่บ้านพลเรือนในจังหวัดสุรินทร์ ทั้งในอำเภอกาบเชิงและอำเภอสังขะ เป็นต้น

ฝ่ายไทยตอบโต้อย่างทันควัน นำไปสู่การตัดสินใจใช้กำลังทางอากาศ โจมตีเป้าหมายทางการทหารในกัมพูชา เพื่อทำลายขีดความสามารถทางการรบ อันจะส่งผลต่อเอกราชและอธิปไตยของไทย โดยนำเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ทิ้งระเบิดลูกแรก หรือ “วางไข่” ในเวลาประมาณ 10.30 ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 พร้อมเพจ กองทัพบก Royal Thai Army โพสเชิญชวนคนไทยใส่ Hashtag #กัมพูชายิงก่อน #ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด #CambodiaOpenedFire

อ่านมุมมองนักวิชาการสหรัฐฯ วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดน “ไทยปะทะกัมพูชา”

 

ขณะที่การปะทะด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ทำให้สงครามข่าวสารปะทุตามมา เฉกเช่นที่นักวิชาการบางท่านนำเสนอว่า “ความจริง” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกฆ่าเป็นอย่างแรกในสงคราม

“ข่าวลือ” หรือ “เฟคนิวส์”  เริ่มกระจายออกไปทันทีว่า กองทัพบกไทยสามารถเข้าใกล้ความพยายามที่จะยึดปราสาทเขาพระวิหารที่เสียไปให้กับทางกัมพูชาคืนกลับมาได้ ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงป้องกันชาติของกัมพูชาได้รายงานว่า หลังจากการปะทะเกิดขึ้น ทางกองทัพกัมพูชาได้เข้ายึดครองพื้นที่ปราสาทตาควาย พื้นที่สามเหลี่ยมมรกตและปราสาทตาเมือนธมไว้ได้สำเร็จ

การปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งขยายตัวไปสู่แนวรบทางภาคตะวันออกในพื้นที่จังหวัดตราด พร้อมการขนสรรพกำลังทั้งยานเกราะ ปืนใหญ่ และอาวุธหนักเข้าสู่พื้นที่แนวรบของทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนการเจรจาสันติภาพที่ประเทศมาเลเซียจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม 2568  โดยมีคนกลางอย่างนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานสมาคมอาเซียน ที่เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมหารือหยุดยิง โดยทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาต่างตอบรับข้อเสนอดังกล่าว

ผลของการประชุมร่วมระหว่างรักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต นำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขในเวลา 00.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2568

ขณะที่ผลของการประชุมดังกล่าว มิได้ทำให้สถานการณ์สงบลงแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม ทั้ง 2 ประเทศพยายามช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ก่อนเวลาหยุดยิงจะมาถึง ซึ่งยิ่งยกระดับความรุนแรงในการใช้อาวุธขึ้นอีก นำไปสู่จำนวนตัวเลขทหารผู้เสียชีวิตในคืนวันที่ 28 กรกฎาคมบนสมรภูมิตาควาย-ตาเมือน จำนวน 4 นาย

ฝ่ายไทยสรุปจำนวนทหารผู้เสียชีวิตตลอดการปะทะระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 กรกฎาคม ได้  15 นาย ขณะที่ตัวเลขทหารผู้เสียชีวิตทางฝั่งกัมพูชายังคงเป็นปริศนา

คาดการณ์กันว่าอยู่ราวๆ 3000 นาย หรือเป็นไปได้มากสุดที่ 6000 นาย

เปิดมติศาลรัฐธรรมนูญ 6 ต่อ 3 เชือด อิ๊งค์ ขาดจริยธรรม หลุดนายกฯ

 

ทั้งนี้ ปฏิเสธมิได้ว่าสาเหตุในการยุติการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชาส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยและบริบทของมหาอำนาจโลกทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น อัตราภาษีของสหรัฐอเมริกาที่ถูกประกาศว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นเงื่อนไขในกระบวนสร้างสันติภาพให้กับไทยและกัมพูชาของสหรัฐเอง ตามกลยุทธ์ Carrot and stick ที่หากฝ่ายไทยและกัมพูชาไม่ยอมยุติการรบ ย่อมจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจอกำแพงภาษีสินค้าที่สูง แต่จากผลของการยุติการปะทะ ย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราภาษีนั้นลดลงต่ำจนอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้จากทางฝ่ายของสหรัฐอเมริกาเอง

แม้การปะทะในรอบแรกระหว่างไทยกับกัมพูชาจะจบลงด้วย “สันติภาพ” ที่ดูเหมือนจะไม่จีรังเสียเท่าไร แต่ผลพวงนั้นได้กระทบลากยาวในเชิงจิตวิทยา รายงานข่าวบางแห่งในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ยังระบุว่าพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ยังพบโดรนจำนวนมากบินอยู่เหนือท้องฟ้า เช่น พื้นที่ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ และพื้นที่ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพได้เกิดขึ้นในบริเวณแนวชายแดนทั้งในภาคตะวันออกและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้นเดือนตุลาคม 2568 มีความพยายามสร้างรั้วกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทยแถลงถึงความคืบหน้าว่าได้มีการอนุมัติในหลักการเรียบร้อย ในเบื้องต้นจะเริ่มสร้างในบริเวณที่ไม่มีปัญหาเสียก่อน เป็นระยะทาง 5.1 กิโลเมตร ในบริเวณตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ลักษณะเป็นรั้วชั่วคราว เสาคอนกรีต ขึงลวดหนาม มีความสูง 2 เมตร 9 ระดับ 2 ชั้น

แนวรบ ‘รักชาติ’ เหตุการณ์ (เครียด) ไม่เปลี่ยนแปลง 

นักวิเคราะห์ดาวเทียม ไล่ไทม์ไลน์ ชี้ กัมพูชา เริ่มก่อน เสริมกำลังหลายส่วนก่อนปะทะ

25 กรกฎาคม 2568 นายนาธาน รูเซอร์ (Nathan Ruser) ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมจาก สถาบันวิเคราะห์นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของออสเตรเลีย (Australian Strategic Policy Institute : ASPI) ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการวิเคราะห์สถานการณ์ในพื้นที่ขัดแย้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเอ็กซ์ เผยแผนที่ความร้อน (Heat Map) ก่อนวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 แสดงข้อมูลในพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา

ได้เปิดไทม์ไลน์โดยละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด ก่อนการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชา

ดูเหมือนว่า สถานการณ์ตึงเครียดส่วนใหญ่น่าจะมาจากกัมพูชา โดยกองกำลังของกัมพูชาได้เสริมกำลังในหลายภาคส่วน ก่อนการปะทะเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม และได้เพิ่มกำลังพลเชิงยุทธศาสตร์ทันทีหลังจากนั้น

(หมายเหตุ : แผนที่ความร้อน (อังกฤษ: heat map) เป็นเทคนิคการนำเสนอภาพข้อมูลแบบสองมิติที่ใช้สีเพื่อแสดงขนาดหรือค่าของแต่ละจุดข้อมูลในชุดข้อมูลนั้น ๆ โดยการเปลี่ยนแปลงของสีสามารถเกิดขึ้นได้จากสีสันหรือความเข้มของสีเพื่อให้สามารถสังเกตได้ว่าปรากฏการณ์นั้นมีการกระจายหรือรวมตัวกันอย่างไรในพื้นที่นั้น ๆ)

ไทม์ไลน์ดังกล่าวไล่เรียงย้อนเหตุการณ์ไปก่อนที่จะเกิดการปะทะวันที่ 24 กรกฎาคม 2568

13 กุมภาพันธ์ 2568 – ความตึงเครียดเกิดขึ้นเมื่อทหารกัมพูชากลุ่มหนึ่งนำพลเรือนไปเยี่ยมชมวัดโบราณแห่งหนึ่ง มีรายงานว่ากลุ่มดังกล่าวได้ร้องเพลงชาติกัมพูชา และต่อมาถูกเจ้าหน้าที่ของไทยเข้าระงับเหตุ

17 กุมภาพันธ์ 2568 – นายภูมิธรรม เวชยชัย รมว.กลาโหม ขณะนั้นแสดงความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ยั่วยุที่เกิดขึ้นที่ตาเมือนธม โดยระบุว่าไม่ต้องการให้เหตุการณ์ลุกลามเป็นความขัดแย้ง

28 กุมภาพันธ์ 2568 – ภาพถ่ายดาวเทียมได้แสดงให้เห็นว่า ระหว่างวันที่ 23-28 กุมภาพันธ์ กองทัพกัมพูชาได้เคลียร์และปรับปรุงถนนแนวหน้า บริเวณสามแยกลาว ช่องบก นับเป็นการปรับปรุงยุทธวิธีครั้งแรก ที่สามารถตรวจพบได้ตามแนวชายแดน

15 มีนาคม 2568 – กองทัพกัมพูชาเริ่มก่อสร้างถนนขึ้นสู่ยอดเขาพนมประสิทธิ์ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ตรงข้ามกับที่ตั้งไทยบนเขาสัตตะโสม โดยระว่าง 18-23 มีนาคม กองทัพกัมพูชาได้เสริมกำลังอย่างแข็งแกร่งที่ฐานทัพพนมประสิทธิ์ ก่อนที่เวลาต่อมา 20 มีนาคม นายภูมิธรรม จะได้เจอกับ พล.อ.เตีย เซยฮา รมว.กลางโหมของกัมพูชา

20 มีนาคม 2568 – ทหารได้รื้อกระท่อมหลังหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นที่พักสำหรับหน่วยลาดตระเวนของกัมพูชาตามแนวชายแดนใกล้บึงตระกูน ตามคำร้องของไทย ภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นว่าทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวและชี้นิ้วใส่ทหารไทย

25 มีนาคม 2568 – ระหว่างวันที่ 15-25 มีนาคม กองทัพกัมพูชาได้ตั้งฐานที่มั่นใหม่บนเนินเขาหมายเลข 641 ในเขตช่องบก ห่างจากชายแดน 300 เมตร

7 เมษายน 2568 – ระหว่างวันที่ 28 มีนาคม – 7 เมษายน กองทัพกัมพูชาได้จัดตั้งฐานที่มั่นสำรองขึ้นบนถนนไปยังฐานที่มั่นโพนกระสิทธิ ห่างจากที่ตั้งปราสาทดอนตวนของไทย ประมาณ 500 เมตร

ชาตินิยมสีเทา ในการเมืองไทย

28 เมษายน 2568- ระหว่าง 7-22 เมษายน กองทัพไทย กองทัพไทยได้เคลียร์และสร้างถนนสายใหม่ขนาดใหญ่ ที่ทอดข้ามพรมแดนใกล้ปราสาทตาเมือนธม จากบริเวณปราสาทไปจนถึงทางแยกถนนที่ 14.336, 103.229 นับเป็นการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชายแดนไทยครั้งแรก

18 พฤษภาคม 2568 – ทหารไทยในพื้นที่ช่องบก พบป้อมปราการที่ทหารกัมพูชาขุดไว้ในพื้นที่ทับซ้อน อ้างสิทธิใกล้เนิน 745 ทหารกัมพูชาจึงถอนกำลังกลับชั่วคราวตามคำขอของไทย

21 พฤษภาคม  2568 – ช่วงวันที่ 9-21 พฤษภาคม กองทัพกัมพูชาได้ตั้งฐานที่มั่นใหม่บนเนินเขาหมายเลข 745 ในเขตช่องบก , ระหว่างวันที่ 14-21 พฤษภาคม กองกำลังกัมชา ยังได้เสริมกำลังที่มั่นแห่งใหม่ที่เนิน 574

28 พฤษภาคม 2568 -เช้าตรู่ ทหารไทยได้เข้าโจมตีทหารกัมพูชา ที่กำลังขุดป้อมปราการบริเวณขอบดินแดนพิพาทที่ช่องบก และมีการยิงปะทะกันเล็กน้อย มีทหารกัมพูชา 1 คน เสียชีวิตในการปะทะครั้งนี้

29 พฤษภาคม 2568 -กองกำลังกัมพูชาเคลื่อนกำลังพลชั้นยอด และ กำลังพลเชิงยุทธศาสตร์ ไปยังชายแดนกัมพูชา โดยมีหน่วยรบพิเศษเคลื่อนที่เร็ว หน่วยรบพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย หน่วยปืนใหญ่จรวด หน่วยยานเกราะ และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศ เคลื่อนกำลังไปยังกองบัญชาการกองบัญชาการกองรักษาพระองค์พระวิหาร

คาดว่ามีกำลังพลประมาณ 800-1,000 นาย เคลื่อนกำลังเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ พร้อมด้วยกำลังสำรองเพิ่มเติมที่พร้อมสำหรับการวางกำลัง

30 พฤษภาคม 2568 – กองกำลังกัมพูชาได้เคลื่อนพลปืนใหญ่หลายกระบอก ไปยังชายแดน โดยมีรถปืนใหญ่อัตตาจร SH-1 ขนาด 155 มม. ประมาณ 12 คัน เคลื่อนตัวจากกองบัญชาการปืนใหญ่ ในพระวิหารไปยังชายแดน พร้อมด้วยรถลาดตระเวนและรถบังคับการ

30 พฤษภาคม 2568 – รถปืนใหญ่อัตตาจร 9 คัน เคลื่อนตัวไปทางเขตปราสาทตาเมือนธม อีก 3 คัน เคลื่อนตัวไปทางช่องบก

1 มิถุนายน 2568 – ยานเกราะล้อยาง หน่วยทหารราบไทย เคลื่อนขึ้นชายแดน อ.อรัญประเทศ เพื่อตรวจสอบความพร้อมปฏิบัติการ

3 มิถุนายน 2568 – ฮิง บุน เฮียง ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองรักษาพระองค์ส่วนพระองค์ ของประธานาธิบดีฮุนเซน นำกำลังทหารและปืนใหญ่เพิ่มเติมมุ่งหน้าสู่เขตสามเหลี่ยมมรกต

5 มิถุนายน 2568 – กองทัพบกไทยได้ระดมกำลังทหารราบ ทหารปืนใหญ่ และทหารม้า เข้าชายแดน , ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน กองกำลังกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง T-55 ประมาณ 30 คัน ไปยังพื้นที่ชายแดนปราสาทพระวิหาร โดยประจำการอยู่ที่จุดตัดระหว่างปราสาทพระวิหารและด่านพนมประสิทธิ์

12 มิถุนายน 2568 – สัปดาห์ก่อนการประชุม 12 มิถุนายน มีการประชุม ประสานงานร่วม 2 ครั้งและลาดตระเวนร่วม 1 ครั้ง

14 มิถุนายน 2568 – โฆษกกองทัพบกไทย ประกาศว่ากองกำลังกัมพูชาได้ส่งปืนใหญ่พิสัยไกลไปยังชายแดนและเล็งเป้าหมายมาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กันทรลักษ์

15 มิถุนายน 2568 – กองทัพไทยได้ปรับปรุงถนนที่เชื่อมระหว่างเนินเขาหมายเลข 469 กับเนินเขาหมายเลข 745 กัมพูชายังคงรักษาป้อมปราการที่เนินเขาหมายเลข 745 ไว้ และแนวแบ่งเขตลุ่มน้ำแบ่งแยกยอดเขา (เนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม จึงทำให้ภาพถ่ายดาวเทียมคมชัดได้ยาก)

19 มิถุนายน 2568 – หลังจากมีกรณีคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน กองร้อยทหารไทยได้เข้าสู่ดินแดนกัมพูชาและตั้งจุดประจำการชั่วคราวใกล้บึงโทมธม ก่อนจะถอนกำลังออกไป 90 นาทีต่อมา หลังจากหารือกับกองบัญชาการกัมพูชาแล้ว

20 มิถุนายน 2568 – กองทหารกัมพูชาภายใต้การบังคับบัญชาของกองทหารรักษาพระองค์ได้สร้างป้อมปราการลึกกว่า 300 เมตรเข้าไปในดินแดนที่ไทยอ้างสิทธิ์ ในบริเวณใกล้ป้อมปราการตำหนักชุม

25 มิถุนายน 2568 – จรวด BM-21 กว่า 500 นัด AK เกือบ 500,000 นัด และกระสุนต่อสู้อากาศยานและ RPG หลายพันนัด ถูกย้ายจากฐานทัพเรือ Ream ในสีหนุวิลล์ ไปยังหน่วยแนวหน้าในจังหวัดพระวิหารและ Oddar Meanchey ตามแนวชายแดน

1 กรกฎาคม 2568 – กองกำลังกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิด PMN-2 ประมาณ 120 ลูก บนเนินเขาหมายเลข 570 ด้านตะวันออก

3 กรกฎาคม 2568 – ระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 กรกฎาคม กองพันทหารช่างกัมพูชาที่ 392 ได้วางทุ่นระเบิดกว่า 300 ลูกบนเนินเขาหมายเลข 570 ทางทิศตะวันออก

4 กรกฎาคม 2568 -ยานยนต์ป้องกันภัยทางอากาศพิสัยใกล้ของกัมพูชาปรับการเล็งไปยังช่องบก

10 กรกฎาคม 2568 – กองกำลังกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดเพิ่มอีก 100 ลูกในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต

16 กรกฎาคม 2568 – หน่วยลาดตระเวนของกองทัพบกไทย เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ช่องบก พลทหารที่เหยียบกับระเบิดต้องถูกตัดเท้า โดยมีรายงานว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ได้ตรวจพบกับลูกระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 2 ลูกในช่องบก

23 กรกฎาคม 2568 – หน่วยลาดตระเวนของกองทัพบกไทย กองพันทหารราบที่ 14 เหยียบกับระเบิดในพื้นที่ห้วยบอน อำเภอช่องอานม้า จ.ส.อ. ได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องตัดขา ทหารอีก 4 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

24 กรกฎาคม 2568 – เกิดการปะทะกัน ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม โดยมีการโจมตีด้วยปืนใหญ่ ทำให้พลเรือนตาย 11 รายและทหารเสียชีวิต 1 นาย

เขาระบุว่า จากการคำนวณคร่าวๆ ได้นับเหตุการณ์ไปสู่ความขัดแย้งได้ประมาณ 33 เหตุการณ์ ที่กัมพูชาได้ก่อขึ้น ขณะที่ไทย 14 เหตุการณ์ ทั้งนี้มีเหตุการณ์ที่ร่วมกันลดความความตึงเครียด 9 เหตุการณ์

คุณภาพสื่อไทย | ธงชัย วินิจจะกูล

เศรษฐกิจอีสานทรุด จากที่แย่อยู่แล้ว

การปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ด่านชายแดนระหว่างไทยกัมพูชากับไทยต้องปิดลง ผลจากการปิดชายแดนของทั้งสองฝ่าย กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

4 พฤศจิกายน 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถลงแถลงข่าวภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไตรมาสที่ 3 ปี 2568 สรุปสาระสำคัญ ได้ว่าเศรษฐกิจอีสาน “หดตัวต่อเนื่อง” จากไตรมาสก่อน  แรงส่งภายในที่อ่อนแรงมากขึ้น โดยการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวต่อเนื่องในทุกหมวดสินค้า จากกำลังซื้อที่อ่อนแอมากขึ้น สอดคล้องกับภาคบริการท่องเที่ยวที่หดตัวตามกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ลดลงจากความกังวลด้านความปลอดภัย รายได้เกษตรกรหดตัวจากด้านราคา ขณะเดียวกันแรงส่งภายนอกเริ่มแผ่วลง จากภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่กลับมาหดตัว ทั้งการผลิตแป้งมันสำปะหลัง จากข้อจำกัดด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้าน

สอดคล้องกับสิ่งที่ นายสมชาติ พงคพนาไกร ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย กล่าวในช่วงวันแรกๆของการสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 4 จังหวัด ว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจภาคอีสาน ไตรมาส 1/2568 ที่ผ่านมา พบว่า หดตัวลงอยู่แล้วเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยิ่งเกิดการสู้รบ ทำให้มีความกังวลว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป จะทำให้เศรษฐกิจภาคอีสานครึ่งปีหลังของปี 2568 หดตัวลงยิ่งกว่าเดิม

โดยเฉพาะภาคการเกษตรถือเป็นรายได้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักสำคัญของภาคอีสาน และประเทศไทย รวมถึงพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ล้วนทำเกษตร เช่น การปลูกข้าว อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลทั้งสองฝ่ายเร่งเจรจากันด้วยสันติวิธีเพื่อคลี่คลายปัญหา

ในช่วงเดียวกันนั้น Krungthai COMPASS ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจะส่งผลกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และการลงทุน ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าความเสียหายอย่างน้อยราว 17,000 ล้านบาทต่อเดือน

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุรุนแรงขึ้น  ฝ่ายไทยดำเนินมาตรการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมดรวม 18 จุด ทั้งจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนการค้า และจุดผ่อนปรนการท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2568 เป็นต้นไป รวมทั้งปิดสถานที่ท่องเที่ยวปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2568 เป็นต้นไป

ในช่วงเดียวกันนั้น Krungthai COMPASS ศูนย์วิเคราะห์และคาดการณ์เศรษฐกิจ ของ ธนาคารกรุงไทย ได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาผ่าน 3 ช่องทางหลัก ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายอย่างน้อยราว 17,000 ล้านบาทต่อเดือน รายละเอียด ดังนี้

สแกมเมอร์พันลึก : โยงพันท่วมหัว ถึงตัวใครได้? 

  1. ผลกระทบต่อการค้าชายแดน

การค้าชายแดนถือเป็นช่องทางที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชามากที่สุด เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48% ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้งหมด โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาอยู่ที่ 80,723 ล้านบาท  แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกชายแดนอยู่ที่ 63,078 ล้านบาท และมูลค่าการนำเข้าชายแดนอยู่ที่ 17,645 ล้านบาท

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชารุนแรงขึ้นจะทำให้มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหายไปราว 14,011 ล้านบาทต่อเดือน โดยมูลค่าการส่งออกชายแดนหายไปราว 11,410 ล้านบาทต่อเดือน และมูลค่าการนำเข้าชายแดนหายไปราว 2,601 ล้านบาทต่อเดือน

สำหรับด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูงมาก ได้แก่ ด่านอรัญประเทศจ.สระแก้ว โดยคาดว่าจะได้รับผลกระทบราว 8,663 ล้านบาทต่อเดือน เนื่องจากด่านอรัญประเทศเป็นด่านชายแดนไทย-กัมพูชาที่สำคัญในการส่งออกและนำเข้าสินค้า รวมทั้งเป็นเส้นทางสัญจรที่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านด่านอรัญประเทศอยู่ที่ 110,718 ล้านบาทหรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 63.4% ของมูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด ส่วนด่านการค้าชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบสูง ได้แก่ ด่านคลองใหญ่ จ.ตราด และด่านจันทบุรี จ.จันทบุรี โดยคาดว่า มูลค่าการค้าชายแดนจะหายไปราว 2,457 และ 2,159 ล้านบาทต่อเดือนตามลำดับ

กลุ่มสินค้าส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ เครื่องดื่มอื่นๆ น้ำแร่น้ำอัดลมที่ปรุงรส ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์อื่นๆ เครื่องยนต์สันดาปภายใน และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่นๆ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยส่งออกผ่านชายแดนไปกัมพูชาในปี 2567 มากกว่า 4 พันล้านบาทและมีสัดส่วนการส่งออกผ่านชายแดนสูงถึง 93%-100% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าแต่ละรายการไปกัมพูชากลุ่มสินค้านำเข้าที่จะได้รับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ ผักและของปรุงแต่งจากผัก เศษของอะลูมิเนียม ลวดและสายเคเบิลที่หุ้นฉนวน เนื่องจากเป็นสินค้าที่ไทยนำเข้าผ่านชายแดนจากกัมพูชาในปี 2567 มากกว่า 3 พันล้านบาท

โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ไทยนำเข้าจากกัมพูชาราว 1-2 ล้านตันต่อปี ซึ่งหากมีการปิดด่านหลายเดือน อาจทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบมันสำปะหลังในบางช่วง และต้องนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทน เช่น สปป.ลาว และเวียดนาม เป็นต้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย เช่นอาหารแปรรูป อาหารสัตว์ เป็นต้น

2.ผลกระทบต่อการท่องเที่ยว

ความเสียหายจากความไม่สงบที่เกิดขึ้นคาดว่าจะส่งผลลบต่อภาคการท่องเที่ยวราว 2,970 ล้านบาทต่อเดือน โดยแบ่งเป็น

2.1) ผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่เข้ามามีแนวโน้มลดลง คาดว่าจะได้รับผลกระทบราว 1,185 ล้านบาทต่อเดือน นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาจะมีสัดส่วนเพียง 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาในไทย คาดว่าผลกระทบจากการปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาจะทำให้นักท่องเที่ยวกัมพูชาลดลงในช่วงที่เหลือของปี 2568 ซึ่งเมื่อประเมินจากสถิติค่าใช้จ่ายของชาวกัมพูชาในปี 2565-2566 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด พบว่า ค่าเฉลี่ยของความเสียหายจากการขาดรายได้ของนักท่องเที่ยวกัมพูชาจะอยู่ที่ราว 1,185 ล้านบาทต่อเดือน

2.2) ความเสียหายด้านการท่องเที่ยวใน 4 จังหวัดที่มีการปะทะคาดมีมูลค่าอย่างน้อยราว 1,785 ล้านบาท ต่อเดือน โดยแบ่งเป็น 1) ความเสียหายจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 1,766 ล้านบาทต่อเดือนและ 2) ความเสียหายจากการขาดรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 19 ล้านบาทต่อเดือน โดยการประมาณการข้างต้นประเมินจากค่าเฉลี่ยย้อนหลังของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในปี 2565-67 ทั้งนี้ใน 4 จังหวัด ดังกล่าว จ.บุรีรัมย์ และจ. อุบลราชธานีเป็น 2 จังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวสำคัญเช่น ปราสาทตาเหมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายแดนสำคัญใน จ.สุรินทร์ ได้ถูกสั่งปิดแล้ว และการปะทะที่เกิดขึ้นคาดส่งผลลบต่อเทศกาล ท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.ค.2568 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์จะยุติ และนักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย เช่น งานเทศกาลผลไม้และของดีศรีขุนหาญ งานแข่งฟุตบอล งานดนตรี งานแสดงหุ่นยนต์ ใน จ. ศรีษะเกษ เป็นต้น

3. ผลกระทบต่อการลงทุน

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชาในพื้นที่นอกเหนือจากจุดปะทะยังไม่มากนัก เนื่องจากการปะทะยังจำกัดอยู่เฉพาะบางจุดตามแนวชายแดน อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ยกระดับความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปทำธุรกิจในกัมพูชา โดยในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 100 ราย มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 5 หมื่น ล้านบาท! โดยธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบสูง เช่น ธุรกิจเครื่องดื่ม และค้าปลีก เป็นต้น

ตัวอย่างผู้ประกอบการไทยที่เข้าไปลงทุนในพนมเปญ และเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

เศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา กระอักเลือด แค่ครึ่งปีเสียหายแล้วแสนล้านบาท  

การลงทุนในพนมเปญ

*เกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร

-กลุ่มบริษัท CP ลงทุนสร้างโรงเลี้ยงไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และผลิตลูกไก่ ลูกสุกร โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไก่ และสุกร นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารยี่ห้อซีพี จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข่วโพดศีพี สร้างโรงสีข้าวเพื่อส่งออกและจำหน่ายในนาม Royal Mongkut

– Betagro ลงทุนฟาร์มสุกร, โรงงานอาหารสัตว์, นำเข้าและเปิดร้านจำหน่ายอาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์

ก่อสร้างและอสังหาฯ

* ธุรกิจก่อสร้าง เช่น Italian Thai, SCG, TOA, MKC, MBA, CTEC, SMI, ABB

* ธุรกิจสิ่งกอและเครื่องมุ่งห่ม เช่น Trax Apparel, SP Brother, Lime Line International Garment

*โรงแรมและร้านอาหาร

-บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด ลงทุนสร้างโรงแรมในนาม Sofitel Phanom Penh Phokeethra

-บริษัท Royal Angkor จำกัด ลงทุนสร้างโรงแรมในนาม Regent Park

-กลุ่มบริษัท TK Garment ลงทุนร้านอาหาร Tonle Basssc I-II

-ร้านอาหารเช่น S&P, Black Canyon, Santa Fe,On The Table,Bar BQ Plaza,Fuji

*บริการด้านการเงินและการธนาคาร ธนาคารไทย จำนวน 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารกัมพูชาพาณิชย์ (บริษัทลูกของธนาคารไทยพาณิชย์), ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคาร tattha (บริษัทลูกของธนาคารกรุงศรีอยุธยา) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

*Logistics ธุรกิจขนส่งและคลังสินค้า เช่น JWD Asia Logistics, Logistics One,Amazing Logistics,CTLT,CTI ,Intra Co.,TKPM Logistics, Logistics Intelligence

การลงทุนในเสียมเรียบ

-กลุ่มบริษัท TCC Group และ BJC Group ลงทุนสร้างโรงแรมในนาม Le Meridien Angkor

-บริษัท ไทยนครพัฒนา จำกัด ลงทุนสร้างโรงแรมและสนามกอล์ฟนาม ในนาม Sofitel Angkor Phokeethra Golf & Spa Resort

-กลุ่มบริษัท TK Garment ลงทุนสร้างโรงแรม Tara Angkor Hotel, บริษัททัวร์ Angkor TK, ร้านอาหาร Tonle Mekong, Tonle Sap และ Tonle Chatoumouk

-กลุ่มบริษัท นารายร์ ฮอสพิทาลิตี้ ลงทุนสร้างโรงแรมในนาม Lub. D

-บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) ลงทุนสร้างโรงแรมในนาม  Anantare Vacation Club

-ร้านอาหาร เช่น Lelawadee

นอกจากนี้ไทยมีแรงงานกัมพูชารวมกว่า 1 ล้านคน (แรงงานถูกกฎหมายราว 5.1 แสนคน) หากมีการดึงแรงงานกัมพูชากลับประเทศอาจกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น ก่อสร้าง การขาย ส่งขายปลีก อสังหาริมทรัพย์ และประมง เป็นต้น

โดยแรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่อยู่ในกิจการก่อสร้างจำนวนอย่างน้อย 1.58 แสนคน รองลงมkคือกิจการต่อเนื่องการเกษตร จำนวนอย่างน้อย 31,958 คน และกิจการเกษตรและปศุสัตว์ จำนวนอย่างน้อย 2.64 หมื่นคน ซึ่งแรงงานทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่อาศัยในกรุงเทพฯ และชลบุรี

สถานการณ์ ‘ไม่ดี’ ที่ชายแดน กับการ ‘หลีกหนีความจริง’ ของสังคมไทย 

ความเคลื่อนไหวทางการทูตในวิกฤตชายแดนไทย-กัมพูชา

ภายหลังเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต ได้ดำเนินการประกาศจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงประเทศปากีสถาน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เนื้อหาในจดหมายได้เรียกร้องให้มีการจัดประชุมฉุกเฉินเพื่อหยุดยั้งสิ่งที่กัมพูชาเรียกว่า “การรุกรานอธิปไตยของกัมพูชาโดยไทย” การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์ของกัมพูชาในการนำข้อขัดแย้งชายแดนซึ่งเป็นปัญหาระดับทวิภาคีออกสู่เวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อไทย

การตอบโต้ของไทย

25 กรกฎาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ส่งบันทึกการทูตไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อชี้แจงจุดยืนของไทย โดยเอกสารดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนว่าไทยมีพยานหลักฐานที่แสดงว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดอธิปไตยของไทย พร้อมทั้งขอให้เผยแพร่จดหมายนี้ไปยังประเทศสมาชิกสหประชาชาติทุกประเทศ

แถลงการณ์ของไทยได้ประณามกัมพูชาอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นการกระทำผิดซ้ำๆ ตั้งแต่เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดในช่วงวันที่ 16-23 กรกฎาคม นอกจากนี้ ไทยยังเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการโจมตีทั้งเป้าหมายทางทหารและพลเรือนซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาหลายฉบับ

ความพยายามในการไกล่เกลี่ย

แม้ว่าหลายประเทศจะแสดงความพร้อมในการเป็นคนกลางเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมถึงสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และมาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน แต่ฝ่ายไทยได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนโดยปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ด้วยยืนยันว่าต้องการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างสองประเทศเท่านั้น

การเข้ามาของสหรัฐอเมริกา

26 กรกฎาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แถลงว่า ได้โทรศัพท์หารือกับรักษาการนายกรัฐมนตรีไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย และนายกรัฐมนตรีกัมพูชา นายฮุน มาเนต เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในหลักการเกี่ยวกับการหยุดยิง อย่างไรก็ตาม รักษาการนายกรัฐมนตรีไทยได้ย้ำว่าความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับ “ความจริงใจจากฝ่ายกัมพูชา”

ท่าทีของไทยต่อการไกล่เกลี่ยระหว่างประเทศ

27 กรกฎาคม 2568 รักษาการนายกรัฐมนตรีภูมิธรรมได้แถลงขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับความห่วงใยและการสนับสนุน แต่ได้ย้ำจุดยืนของไทยอีกครั้งว่าประเทศไทยยังคงประสงค์จะเจรจากับกัมพูชาในรูปแบบทวิภาคีโดยตรง และไม่ต้องการให้มีบุคคลที่สามเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการเจรจา ในเวลาเดียวกัน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยว่ามีการส่งผู้แทนพิเศษของสหรัฐอเมริกาเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียเพื่อติดตามและสังเกตการณ์การเจรจาสันติภาพอย่างใกล้ชิด

การเจรจาสันติภาพที่กรุงปูตราจายา

ช่วงเย็นของวันเดียวกัน นายโมฮามัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ได้ประกาศข่าวสำคัญว่าทั้งสองประเทศได้ตกลงเข้าร่วมการเจรจาเพื่อหยุดยิง โดยการประชุมจะจัดขึ้นที่กรุงปูตราจายา ประเทศมาเลเซีย ภายใต้การอำนวยความสะดวกของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม

การประชุมระดับสูงได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยคณะผู้แทนไทยประกอบด้วย รักษาการนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชยชัย, นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และพล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะที่ฝ่ายกัมพูชานำโดยนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเนื่องจากมีผู้แทนจากสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์

ข้อตกลงหยุดยิงและการรักษาสันติภาพ

การเจรจาได้บรรลุผลสำเร็จ โดยไทยและกัมพูชาตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00:00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นจุดสิ้นสุดของความตึงเครียดทางทหารตามแนวชายแดนอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ยังคงมีการกล่าวหาซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สาธารณรัฐประชาชนจีนได้จัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยมีผู้แทนระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วม การประชุมดังกล่าวได้สร้างความมั่นใจในการรักษาฉันทามติหยุดยิงและยืนยันความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนต่อไป

 เปลี่ยนนายฯ เปลี่ยนรัฐบาล  

ระหว่างไทยมีปัญหากับกัมพูชา รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้พยายามแก้ไขปัญหา และเกิดกรณี “คลิปหลุด” เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้มีสมาชิกวุฒิสภานำเรื่องส่งประธานวุฒิสภา ให้ไปร้องกล่าวหา น.ส.แพทองธาร กระทำขัดจริยธรรมต่อศาลรัฐธรรมนูญ

1 กรกฎาคม  2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9 ต่อ 0 รับคำร้องสมาชิกวุฒิสภาที่ยื่นถอดถอน น.ส.แพทองธาร  และมีมติ 7ต่อ 2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด

29  สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย น.ส.แพทองธาร  กรณีคลิปเสียงสนทนาสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา โดยวินิจฉัยให้  น.ส.แพทองธาร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหตุไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมและขาดคุณสมบัติ  และให้ นายกฯ และ ครม.พ้นจากตำแหน่งวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

หลังจากนั้น พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่างแย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ยังมีเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ ต้องพึ่งพาเสียง ส.ส.ของพรรคประชาชน  ขณะที่พรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขเพื่อพิจารณาว่าจะสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกฯของพรรคภูมิใจไทย หรือนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ

3 กันยายน 2568  นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นตัวแทนของพรรคประชาชนลงนามในเอ็มโอเอ สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนทุกข้อ

5 กันยายน 2568 มีการประชุมรัฐสภา ที่ประชุมลงมติเลือก นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียง 311 ต่อ 152 เสียง งดออกเสียง 27 คะแนน จากผู้ลงคะแนน 490 คน

19 กันยายน 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันที่ 29-30 กันยายน

รัฐบาลนายอนุทินเริ่มทำงานวันที่ 1 ตุลาคม 2568

ปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา

การแสวงหาทางยุติความบาดหมาง มุ่งสู่แนวทางสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชายังดำเนินต่อไป แต่ดูเหมือนยังไม่มีความคืบหน้า กระทั่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เสนอตัวมาเป็นพยานในการสงบศึกระหว่างไทยกับกัมพูชา

26 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ร่วมลงนามในถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์  โดยมีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมลงนาม มีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรี เป็นพยาน

กระทรวงการต่างประเทศได้เปิดเผยเนื้อหาในถ้อยแถลงที่มีการลงนาม 4 ฝ่ายในกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับสมเด็นฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ลงนามเป็นพยาน ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

พวกเรา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และโดยมีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเป็นสักขีพยาน ได้พบกันที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2568 ขอประกาศ ดังนี้

  1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2568 และย้ำความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง การแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และการเคารพต่อเขตแดนระหว่างประเทศ และต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค บนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกันต่อเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดนและอัตลักษณ์แห่งชาติของแต่ละประเทศ

 

  1. พวกเรายืนยันความมุ่งมั่นอย่างหนักแน่นในการยึดมั่น และดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

 

  1. พวกเราได้ลงนามในเอกสารขอบเขตการจัดตั ้งกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ซึ่งจะประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงหยุดยิงได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ พวกเราเรียกร้องให้รัฐสมาชิกอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสมเพื่อให้ AOT ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจให้บรรลุวัตถุประสงค์

 

  1. นอกจากนี้ พวกเราได้ให้คำมั่นที่จะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุและสนับสนุนเป้าหมายเหล่านี้ พวกเราได้ตกลงในขั้นตอนดังต่อไปนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อตกลงหยุดยิงจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน:

 

  • ดำเนินการลดความตึงเครียดทางการทหารภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยันตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักและทำลายล้างสูงออกจากแนวชายแดน และนำกลับไปยังที่ตั้งปกติของหน่วยทหารแต่ละประเทศ ในบริบทดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะมอบหมายให้คณะทำงานของแต่ละฝ่ายร่วมกันหารือเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปเรื่องการจัดทำแผนปฏิบัติการที่ปฏิบัติได้และเป็นขั้นตอนภายใต้การสังเกตการณ์โดยคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT ตามที่กำหนดในเอกสารขอบเขตการจัดตั้ง

 

  • ละเว้นการเผยแพร่หรือส่งเสริมการใช้ข้อมูลเท็จ การกล่าวอ้าง การกล่าวหา และวาทกรรมที่สร้างความเสียหาย ไม่ว่าจะผ่านช่องทางที่เป็นทางการของรัฐบาลหรือช่องทางไม่เป็นทางการ เพื่อลดความตึงเครียด บรรเทาความรู้สึกเชิงลบของสาธารณชน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารืออย่างสันติ

 

  • เห็นพ้องที่จะดำเนินมาตรการสร้างความเชื่อมั่นโดยทันทีและเต็มรูปแบบเพื่อฟื้นฟูและรักษาความเชื่อมั่นความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และสันติภาพตามแนวชายแดน และเพื่อแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติด้วยความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี มิตรภาพ และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และร่วมมือเพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

 

  • ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างสองประเทศ

 

  • ยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลัง หรือการกระทำที่เป็นการยั่วยุใด ๆ และตระหนักว่าคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกทวิภาคีสำหรับการทำงานร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชายแดนอย่างสันติ โดยให้เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละกลไก โดยให้มีการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดในระดับท้องถิ่น เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ให้เป็นไปโดยสันติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการรุกล้ำพื้นที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ตามแนวทางของผลการหารือในการประชุม JBC ตลอดจนจะยุติกิจกรรมทุกประเภทที่เป็นการขยายขอบเขตข้อพิพาทและเพิ่มความตึงเครียดมากขึ้น

 

  1. เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้นอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

 

  1. พวกเราตกลงที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือ การแบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของการตรวจสอบควบคุมตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองของเราทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ

 

  1. พวกเราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางแนวทางเพื่ออนาคตที่สดใสที่ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยืนยันความมุ่งมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพในกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่ สภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองประเทศมองไปข้างหน้าและเริ่มต้นพัฒนาความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน ตามเจตนารมณ์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการในกฎบัตรอาเซียนเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ ซึ่งจะเป็นการปูทางไปสู่บทใหม่ของสันติภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ

 

  1. พวกเราแสดงความเชื่อมั่นว่า การหารือครั้งนี้ ซึ่งมีประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย เข้าร่วมและให้การสนับสนุน เป็นรากฐานที่มั่นคงต่อความเคารพ ซึ่งกันและกันและการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค พวกเรารับทราบด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งต่อบทบาทสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในการเสริมสร้างการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีที่เป็นประโยชน์ระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชาและราชอาณาจักรไทย

ลงนาม ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2568 จำนวน 4 ฉบับ เป็นภาษาอังกฤษ

เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิด 7 ครั้ง

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นมา มีเหตุการณ์กำลังพลของกองทัพไทยเหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องรวม 7 ครั้ง ส่งผลให้ทหารได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยเฉพาะการบาดเจ็บสาหัสในลักษณะขาขาดหรือข้อเท้าขาด สิ่งที่น่าสนใจคือภายหลังจากที่ทั้งสองประเทศได้มีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเวลา 00:00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 แล้ว ยังคงมีเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเกิดขึ้นอีก 4 ครั้ง ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีการวางทุ่นระเบิดใหม่หลังข้อตกลงหยุดยิง

สรุปเหตุการณ์ 7 ครั้ง

ครั้งที่ วันที่ พื้นที่ ผู้ได้รับบาดเจ็บ
1 16 ก.ค. 68 เนิน 481 ช่องบก จ.อุบลราชธานี ขาขาด 1 ราย (พลทหาร ธนพัฒน์ หุยวัน) บาดเจ็บรวม 3 ราย
2 23 ก.ค. 68 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ขาขาด 1 ราย (จ.ส.อ.พิชิตชัย บุญชูหล้า)
3 28 ก.ค. 68 ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ขาขาด 1 ราย (ร.ต.เกียรติวงศ์ สถาวร) [หลังข้อตกลงหยุดยิง]
4 9 ส.ค. 68 รอยต่อโดนเอาว์-กฤษณา จ.ศรีสะเกษ ขาขาด 1 ราย (จ.ส.อ.ธานี พาหา) บาดเจ็บรวม 3 ราย [หลังข้อตกลงหยุดยิง]
5 12 ส.ค. 68 ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ ขาขาด 1 ราย (ส.อ.ธีรพล เพียขันที) [หลังข้อตกลงหยุดยิง]
6 27 ส.ค. 68 ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ขาขาด 1 ราย (พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง) [หลังข้อตกลงหยุดยิง]
7 10 พ.ย. 68 ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ ข้อเท้าขาด 1 ราย (จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ สมาพงษ์) บาดเจ็บ 3 ราย

 

หมายเหตุ: เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิง (00:00 น. วันที่ 28 กรกฎาคม 2568) มีทั้งหมด 4 ครั้ง แสดงด้วยพื้นสีเหลืองในตาราง

เหตุการณ์ครั้งที่ 7 : ห้วยตามาเรีย จังหวัดศรีสะเกษ

ข้อมูลเบื้องต้น

10 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทางตามปกติ ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 ราย ประกอบด้วย

  • จ.ส.อ.เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ – ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
  • พลทหาร วชิระ พันธนา – มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
  • พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย – ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
  • พลทหาร อนุชา สุจารี – มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ปัจจุบันผู้ได้รับบาดเจ็บทุกรายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว

ชาวบ้านชายแดนหลั่งน้ำตา หลังรู้ข่าวทหารเหยียบกับระเบิด ลั่นเขมรไว้ใจไม่ได้ หวั่นมีปะทะอีก 

ประวัติพื้นที่และการควบคุมพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่กำลังพลใช้เป็นประจำ โดยพื้นที่ห้วยตามาเรียนี้เคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

หลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไป ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 และได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การกวาดล้างทุ่นระเบิด การวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และการลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างสม่ำเสมอ

ลำดับเหตุการณ์

9 พฤศจิกายน 2568 – หน่วยในพื้นที่ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน

10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08:30 น. – หน่วยในพื้นที่จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย

10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15:50 น. – หน่วยในพื้นที่ร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบในจุดเกิดเหตุ

หลักฐานที่พบในจุดเกิดเหตุ

  • หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 เซนติเมตร ลึก 18 เซนติเมตร จำนวน 1 หลุม
  • ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  • ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

‘อนุทิน’ ลั่นเส้นทางสันติภาพจบแล้ว หนุนกองทัพเต็มที่ เลิกยึดปฏิญญากัมพูชา 4 ข้อ

 

การวิเคราะห์และข้อสรุปของกองทัพไทย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ให้การวิเคราะห์จากหลักฐานที่พบว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงแล้วถึง 4 ครั้ง

กองทัพไทยระบุว่าการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่องนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ ที่ได้ทำไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

การระงับปฏิญญาสันติภาพไทย-กัมพูชา

12 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์กำลังพลของกองทัพไทย 4 นาย ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาทเขาพระวิหาร ขณะที่กำลังปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดน

สายพิราบ ปรับโหมด เกมเขมร เปลี่ยน รัก เป็นรบ ‘บิ๊กเล็ก-บิ๊กหยอย’ นำทัพ ‘อนุทิน’ ไฟเขียวพร้อมทำศึก 

ผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงผลการประชุมต่อสื่อมวลชน โดยมีประเด็นสำคัญ 3 ประการ คือ

ประเด็นหลักจากการประชุม

  1. เหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
  2. การมีทุ่นระเบิดในพื้นที่ของไทยถือเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน
  3. รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยและชีวิตของทหารไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

มติที่สำคัญ

การระงับปฏิญญาร่วม (Joint Declaration): ที่ประชุมมีมติให้ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและกัมพูชาที่ได้ลงนามไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยไม่มีกำหนดเวลา

การยุติการส่งตัวเชลยศึก: รัฐบาลได้มีมติให้ยุติการส่งมอบเชลยศึก 18 นาย ให้แก่ฝ่ายกัมพูชา

มาตรการทางทหาร

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้เปิดเผยว่า กองทัพไทยได้ยกระดับมาตรการปฏิบัติการทางทหารในเขตอธิปไตยของประเทศไทย แม้จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงปฏิบัติการ แต่ได้ยืนยันว่าจากนี้ไปจะไม่มีการเจรจาในระดับกระทรวงกลาโหม หรือคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee – GBC) กับฝ่ายกัมพูชาอีกต่อไป

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด: ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (Thailand Mine Action Centre – TMAC) จะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการเก็บกู้เสร็จสิ้นแล้ว 4 พื้นที่จากทั้งหมด 5 พื้นที่ ส่วนพื้นที่สุดท้ายจะดำเนินการโดยฝ่ายไทยเอง

การดำเนินการทางการทูต

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ระบุว่า ไทยได้ส่งหนังสือประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งแจ้งให้ประชาคมระหว่างประเทศรับทราบผ่านสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศเป็นสักขีพยานในข้อตกลง โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการละเมิดถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างชัดเจน

ข้อเรียกร้องของไทยต่อกัมพูชา

  • แสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
  • จัดทำมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีกในอนาคต

การชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แจ้งว่า ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 กระทรวงการต่างประเทศจะจัดการบรรยายสรุปแก่คณะทูตต่างประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทย และจะส่งผลสรุปไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยทั่วโลก เพื่อให้ทุกประเทศเข้าใจจุดยืนของประเทศไทยในประเด็นนี้อย่างถูกต้องและตรงกัน

มาตรการเตรียมความพร้อมพื้นที่ชายแดน

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องทบทวนมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับกัมพูชา พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อมในจังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

แผนเตรียมความพร้อมพื้นที่

  • จัดทำแผนอพยพประชาชนในกรณีฉุกเฉิน
  • ป้องกันผลกระทบต่อโรงพยาบาลและสถานศึกษาในพื้นที่
  • เตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

แผนฉุกเฉินด้านสาธารณสุข

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้โรงพยาบาลทุกแห่งในพื้นที่ชายแดนเตรียมแผนปฏิบัติการ 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับเฝ้าระวัง ระดับฉุกเฉิน การตั้งศูนย์อพยพ และการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์

ความพร้อมด้านโรงพยาบาล

  • โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง: 22 แห่ง
  • โรงพยาบาลรับส่งต่อ: 54 แห่ง
  • ความสามารถรองรับผู้ป่วยวิกฤต: 268 เตียง
  • ความสามารถรองรับผู้ป่วยทั่วไป: มากกว่า 3,000 เตียง

การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเพื่อตรวจเยี่ยมฐานปฏิบัติการห้วยตามาเรียและภูมะเขือ พร้อมทั้งเยี่ยมกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่าทุ่นระเบิดที่พบในพื้นที่เป็นทุ่นระเบิดใหม่ และมีหลักฐานชี้ว่าถูกฝังลงไปภายใน 1 วันก่อนเหตุการณ์เกิดขึ้น

เจตนารมณ์ของรัฐบาล

รัฐบาลไทยได้ยืนยันเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าจะปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งจะดำเนินการทุกช่องทางทั้งทางการทหารและการทูตเพื่อให้ข้อตกลงระหว่างประเทศได้รับความเคารพและมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด รัฐบาลมีความมุ่งมั่นในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนอย่างเต็มความสามารถ

จวบจนถึงขณะนี้ความพยายามที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นยังคงมีอยู่ แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จยังคงอยู่ห่างไกล

เส้นทางสู่สันติภาพ จึงเป็นเส้นทางวิบาก ท่ามกลางความบอบช้ำทางเศรษฐกิจชายแดนต่อไป จนกว่าทั้งไทยและกัมพูชาจะแสวงหาหนทางที่ทั้งสองฝ่ายพอใจได้