เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ
ทุกบ่อยที่ขึ้นเวทีบอกเล่าถึงภาวะเศรษฐกิจประเทศเรา “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะย้ำว่า “การลงทุนภาครัฐเหลือเพียงเครื่องยนต์เดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เป็นเครื่องที่น้ำมันใกล้หมดเพราะมีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้ จากหนี้ครัวเรือน และหนีเสียเอสเอ็มอี”
ขณะมีความพยายามที่จะนำเสนอกันว่า “ต้องขยายตลาดนักท่องเที่ยว เปิดให้มาเที่ยวไทยกันมากขึ้น หนึ่งในเป้าหมายที่พูดถึงคือแอฟริกา”
แล้วเป็นไง? ข่าวที่กระฉ่อนไปทั่วโลกคือนักเที่ยวจากหลายประเทศในแอฟริกาถูกหลอกให้เดินทางเข้าไทย ก่อนถูกส่งข้ามเดนไป “เมียนมา-กัมพูชา” กักขังทรมาน “ตกนรก” อยู่ในธุรกิจทุนเทาที่บังคับให้หลอกลวง ต้มตุ๋นข้ามชาติ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและความเดือดร้อนให้ประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เหมือนที่เคยเกิดกับนักท่องเที่ยว “จีน ฟิลิปปินส์-อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ”
จนทูตจากประเทศในแอฟริกาต้องขอให้ “รัฐบาลไทย” เข้มงวดในเรื่องการออกวีซ่า
ปรากฏการณ์ “โครงข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ” ที่ประกอบ “ธุรกิจไร้มนุษยธรรม” กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวของรัฐบาลประเทศต่างๆ ที่ร่วมกันลงมือปราบปรามอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น “สหรัฐ-อังกฤษ-เกาหลีใต้-สิงคโปร์” ที่ยึดทรัพย์และจับกุมธุรกิจทุนเทาเหล่านี้ที่ไปประกอบกิจการในแต่ละประเทศแบบล้างบาง
และในขณะเดียวกันนี้ เสียงเรียกร้องให้ “รัฐบาลไทย” เร่งลงมือปราบปราม และเล่นงานกับ “นักธุรกิจทุนมหันตภัย” ซึ่งมีข้อมูลโยงใย เกี่ยวพันชัดเจนว่าใช้ “ไทย” เป็นแหล่งกบดาน เสพสุข และฟอกเงินในกิจการทั้งเล็ก กลางใหญ่ เลยเถิดไปถึงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
กระทั่งมีเสียงเตือนให้ระวังการขยายกิจการมาซื้อ “อำนาจรัฐ” ผ่านกลไก “ข้าราชการ” และ “นักการเมือง”
การเปิดโปงธุรกิจเถื่อน พฤติกรรมถ่อยของ “นักธุรกิจเทาดำ” อยู่ในแคมเปญ “ปกป้องความมั่นคงของชาติ” เพื่อขยายฐานคะแนน “กระแสนิยม” ของ “พรรคประชาชน” ที่มี “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”-รังสิมันต์ โรม-รักชนก ศรีนอก และ ส.ส.อีกจำนวนหนึ่ง นำทีมไล่รุกนักการเมือง และนายทุนพรรคคู่แข่งอย่างเอาตาย ซึ่งถึงขณะนี้มีรายชื่อทั้งตัวบุคคล บริษัท เครือข่ายถูกเปิดเผยพฤติกรรมมาให้รับรู้นำนวนมาก
ขณะที่ในอีกทางหนึ่ง “นักขุดคุ้ยอิสระ- Freelance”ที่ “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” และระดับ “อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ-เดอะโจ๊ก-พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล” ออกมายืนแถวหน้าเป็นตัวเล่นหลักที่พุ่งเป้าโดยตรงไปที่นักการเมืองกลุ่ม “วัยรุ่นสร้างตัว” ซึ่งโยงถึงเครือข่ายที่เหนือขึ้นไป และขบวนการที่กล่าวหาบุคคลสำคัญระดับ “อดีต ผบ.ตร.” เรียกว่าเป็นเครือข่าย “พญาอีลิต” แบบไม่มีอ้อมค้อมปิดบัง หรือเกรงกังวลกับการถูกฟ้องร้อง
อย่างที่เรียกว่า “บ้า! กันไปแล้ว”
มีผู้คนหลากหลาย บริษัทมากมาย เครือข่ายอำนาจบางเส้นบางสาย ทั้งที่คนทั่วไม่คุ้นชื่อคุ้นหน้า และที่ได้ยิน ได้เห็นก็ “ว้าว!” ด้วยความตื่นตะลึงว่า “ไปกันถึงขนาดนั้นเลยหรือนี่!”
สรุปรวมความก็คือ เครือข่ายที่ผู้คน ธุรกิจ ข้าราชการ นักการเมืองและผู้ควบคุมอำนาจซ้อนอำนาจซึ่งถูกส่งไปให้นานาชาติรับรู้ว่าเกี่ยวพัน โยงใยกับอาชญากรรมไซเบอร์ทุนเทาข้ามชาติ และหมกตัวใช้ไทยเป็นแหล่งฟอกเงินและเสพสุขเป็นใครต่อใครกันบ้าง
หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของไทยต่างรู้ที่เท่าๆ กับที่นานาชาติรู้
เพียงแต่เสียงเรียกร้องให้ “อำนาจรัฐไทย” ปราบปราม และกำจัดเครือข่ายเหล่านี้ ไม่ได้รับการตอบรับจาก “รัฐบาลไทย” เท่าที่ควรจะเป็น
จนเกิดคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับ “รัฐบาลไทย” ซึ่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกตั้งคำถามให้ต้องตอบทุกครั้งที่เจอหน้าที่ผู้สื่อข่าว ในฐานะ “นายกรัฐมนตรี” ผู้ที่ตามหน้าฉากต้องรับผิดชอบการบริหารประเทศในเวลานี้
เพียงหากมองให้ลึกลงไป
การบริหารอำนาจของประเทศไทยเรา เป็นที่รับรู้ว่าอยู่ในสภาพ “รัฐซ้อนรัฐ” เรามีรัฐบาลรับผิดชอบหน้าฉาก แต่มีที่เรียกว่า “รัฐพันลึก” มีอำนาจซ้อนอยู่
ความเป็นประเทศที่มีโครงสร้างอำนาจแบบ “พีระมิดปลายแหลม” ที่สะสม “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้สูงยิ่ง มีคนเพียง 1% เท่านั้นที่คุมอำนาจและผลประโยชน์เกือบทั้งหมดของประเทศไว้ โดยสามารถจัดการให้ประเทศเป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ยิ่งในหลายปีมานี้ “ยุทธศาสตร์แช่แข็งประเทศ” ประสบความสำเร็จ พรรคและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่มีอำนาจที่จะเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการประเทศได้ หากไม่ได้รับฉันทานุมัติจาก “รัฐพันลึก” ที่สถาปนาอำนาจไว้ใน “รัฐธรรมนูญ 2560”
จนไม่เพียงสามารถทำให้ “พรรคการเมืองที่จะเข้าไปบริหารประเทศ” ต้องได้รับความเห็นชอบก่อนเท่านั้น
แต่แม้จะเข้าไปเป็นรัฐบาลแล้วยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด เลิกอนุญาตและสร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ต้องการได้ทันที ทุกเมื่อ ด้วยกลไกที่สถาปนาไว้
และเป็นที่รู้กันว่ายังมี เครื่องมือการควบคุมที่เด็ดขาดอีกหลายรูปแบบที่ยังไม่ได้หยิบขึ้นมาใช้งาน แต่มีความพร้อมใช้อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และแม้แต่ “รัฐประหาร” ที่พร้อมกลับมาทุกเมื่อ
ด้วยเหตุนี้เอง รัฐบาลจากที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แม้หน้าฉากจะแสดงบทบาทได้เต็มที่ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า “รัฐพันลึก” ที่ซ้อนอยู่นั้น ดูจะมีอำนาจเหนือกว่าในทุกมิติ
จนเป็นที่รับรู้กันว่า ถึงที่สุดแล้ว “รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคใด ล้วนแต่ง่ายดายที่จะถูกทำให้เป็น “รัฐบาลเป็ดง่อย” คือมีหน้าที่บริหารจัดการประเทศ แต่ไม่สามารถสร้างผลงานนอกกรอบของ “รัฐพันลึก” ที่ซ้อนอยู่นั้นได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเกิดสถานการณ์ “สแกมเมอร์” และ “ธุรกิจสีเทา สีดำ” มาวางโครงข่ายควบคุมธุรกิจปกติภายในประเทศในทุกระดับ ทุกขนาด แล้วเกิดคำถามว่า “ทำไมรู้ทั้งรู้ เห็นทั้งเห็น แต่รัฐบาลไทยจัดการอะไรไม่ได้”
เหมือนกับ “นายกรัฐมนตรี” ได้แค่พล่ามสั่งการด้วยคำพูดในสิ่ง และมาตรการที่ควรจะทำไปเรื่อย
แต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ เพราะกลไกที่จะใช้ปฏิบัติการตามมีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีนั้น เหมือนไม่เต็มที่ เต็มใจในการทำงานตามที่ได้รับคำสั่ง
จะต้องถามหรือไม่ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับการใช้อำนาจรัฐของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”
หาก “อาชญากรรมสแกมเมอร์ซื้ออำนาจรัฐ” อย่างที่เล่าลือให้รับรู้กัน
เราจะต้องตั้งคำถามหรือไม่ว่า “อำนาจรัฐ” ที่ “แก๊งอาชญากรไร้จริยธรรม” เลือกซื้ออย่างหวังผลมากกว่า เป็น “อำนาจรัฐในส่วนไหน”
“รัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกเข้ามา” มีราคาให้ต้องลงทุนซื้อแค่ไหน ?
ใครจะตอบคำถามเหล่านี้ ได้ตรงกับความเป็นจริง
