One Matichon  เกาะติดมหาอุทกภัยหาดใหญ่ โลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

1.12.25 | 15:43 น.

One Matichon  เกาะติดมหาอุทกภัยหาดใหญ่ โลกเปลี่ยนไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม 

จากธงเขียวสู่ธงแดง

ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568  สถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เริ่มคลี่คลาย แต่มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายวัน ได้คร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมากนั้น ได้สร้างความเศร้าสลดให้เกิดขึ้น และกลายเป็นเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ต้องถอดบทเรียน

ย้อนกลับไป ระหว่างวันที่ 15-20 พฤศจิกายน 2568  ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ออกประกาศเตือน เนื้อหาวนเวียนอยู่กับเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568  นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอหาดใหญ่ เปิดกองอำนวยการร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยอำเภอหาดใหญ่ เตรียมความพร้อมช่วยเหลือประชาชน รับมือน้ำท่วมพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่รอบนอก 13 ตำบล แจ้งประชาชนติดตามระดับน้ำในคลองอู่ตะเภา ชลประทานสงขลาพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสะเดา อ่างเก็บน้ำคลองหลา และอ่างเก็บน้ำคลองจำไหร เหลือ 30-40% เพื่อเตรียมรับน้ำฝน

Advertisement

เทศบาลนครหาดใหญ่ เปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย  ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ติดตั้งธงสัญลักษณ์เตือนภัยริมคลอง ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงเกิดน้ำท่วม 15 จุด

โดยติด “ธงสีเขียว” สถานการณ์ยังปกติ หมายถึง “ยังปลอดภัย” 

เทศบาลนครหาดใหญ่ สรุปสถานการณ์ฝนตกเฉลี่ย 4 มิลลิเมตร ความเข้มฝนสูงสุดวัดที่ สถานีแก้มลิงคลองเรียน 10 มิลลิเมตร สถานการณ์น้ำประจำทุกสถานี ทั้งสถานีบ้านม่วง สถานีบ้านบางศาลา สถานีบ้านหาดใหญ่ คลองภูมินารถดำริ สถานีเทศาพัฒนา คลองหวะ คลองเตย สถานีปลายคลองเตย แก้มลิงคลองเรียน ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง และ ระดับเตือนภัยต่ำ

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา

มอบหมายนายอำเภอ อปท. ปภ. รับมือสถานการณ์  4 อำเภอของคาบสมุทรสทิงพระ อ.จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย อ.เมืองสงขลา และ หาดใหญ่

และหลังจากนั้น ฝนตกอย่างต่อเนื่อง หลายพื้นที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูงและเริ่มมีน้ำท่วมขังในหลายจุด

ขณะนั้นมีรายงานปริมาณน้ำฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง อ.รัตภูมิ  รับปริมาณน้ำฝนสูงสุด วัดได้ 396.0 มิลลิเมตร รองลงมา อ.หาดใหญ่ 215.0 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำคลอง และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเกิดน้ำท่วมขังหลายจุด

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ส่งสัญญาณแจ้งเตือนฝนตกหนักผ่านระบบ Cell Broadcast ไปยังพื้นที่ฝนตกหนัก อ.เมืองสงขลา รัตภูมิ จะนะ สะบ้าย้อย เทพา นาหม่อม สิงหนคร สะเดา นาทวี และ อ.หาดใหญ่

แจ้งประชาชนเตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

สำนักงาน ปภ. จ.สงขลา แจ้งเตือนประชาชน หลังฝนตก มีน้ำจาก จ.พัทลุง ไหลลงทะเลสาบสงขลา ทำให้ระดับน้ำริมทะเลสาบสงขลาใน อ.สิงหนคร สทิงพระ กระแสสินธุ์ ระโนด ควนเนียงและ หาดใหญ่ อ.รัตภูมิ สูงขึ้น

ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ เริ่มมีน้ำท่วมผิวจราจรหลายเส้นทาง และ พื้นที่หลายซอย

ปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำ ลำคลองหลายสายระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคลอง ร.1 ชลประทานสงขลาเปิดบานประตูระบายน้ำทุกช่องเพื่อเร่งระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา ยืนยัน ปริมาณน้ำในคลองยังอยู่ในระดับสมดุล สามารถรองรับมวลน้ำก้อนใหม่ได้อีกมาก

หลังจากนั้นน้ำป่าจากน้ำตกโตนเรือ ป่าต้นน้ำเขาวังพาไหลลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เริ่มมีน้ำท่วมถนน บ้านเรือนประชาชน สถานที่ราชการ โรงเรียน ใน ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่

รายงานปริมาณน้ำฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมง วัดได้สูงสุด  อ.รัตภูมิ 396.0 มิลลิเมตร รองลงมา อ.หาดใหญ่ 215.0 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำคลอง และพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเกิดน้ำท่วมขังหลายจุด

ขณะที่ฝนได้ตกต่อเนื่อง  ตกในลักษณะแช่ตลอดคืนและวัน ทำให้เกิดน้ำท่วมเส้นทางเชื่อมระหว่าง อ.หาดใหญ – อ.เมืองสงขลา

ด้าน นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 แจ้งสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่เทศบาล

ะบุว่าระดับน้ำในคลองต่างๆต่ำกว่าตลิ่ง น้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ อยู่ใน “สภาวะปกติ ธงเขียว”

 แกะรอยนาทีท่วมหาดใหญ่

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568  ฝนยังคงตกต่อเนื่อง  ระดับน้ำในคลองหลายแห่งในเขตเทศบาลเมืองคอหงส์ อ.หาดใหญ่ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนต้องติดธงแดงแจ้งเตือน บริเวณสะพานคลองหวะ และสะพานหน้าโรงเรียนเทศบาล 1  ยกธงเหลืองที่สะพานคลองร.5 เพื่อแจ้งเตือนประชาชน บางจุดบริเวณริมคลองร.6 มีน้ำล้นตลิ่งท่วมเส้นทางต้องปิดกั้นการจราจรชั่วคราว

จังหวัดสงขลาประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน อำเภอรัตภูมิ และ เตรียมประกาศเพิ่ม 12 อำเภอในวันเดียวกัน คือ อ.เมือง ควนเนียง นาทวี กระแสสินธุ์ สิงหนคร คลองหอยโข่ง นาหม่อม ระโนด บางกล่ำ จะนะ สทิงพระ และ หาดใหญ่

ปภ.สงขลา รายงานสถานการณ์พื้นที่ได้รับผลกระทบ พบว่า อำเภอที่มีปริมาณน้ำฝนสะสมสูง อันดับ 1 อ.รัตภูมิ 396.0 มม. รองลงมา อ.หาดใหญ่ 215.0  มม.

เทศบาลนครหาดใหญ่เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเข้มข้น เครื่องสูบน้ำ 16 เครื่องในพื้นที่คลองเตยเพื่อเร่งระบายน้อแต่ยังยืนยันปริมาณน้ำใน คลองภูมินาถดำริ หรือ คลอง ร.1 ว่า ยังไม่น่ากังวล

“ยกธงเขียว ยืนยันว่ายังปลอดภัย”

น้ำป่าทะลักอย่างรุนแรง-หาดใหญ่ยกธงแดง         

ขณะนั้น นายประสิทธิ์ สถิรวณิชย์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง อ.หาดใหญ่ รายงานว่า เกิดน้ำป่าไหลหลากลงจากน้ำตกโตนงาช้างอย่างรุนแรง  เริ่มส่งผลกระทบต่อชุมชน ต.ฉลุง ต.ทุ่งตำเสา พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 20–21 พฤศจิกายน 68

รวมทั้งพื้นที่ปลายน้ำ(เทศบาลนครหาดใหญ่) เตรียมรับมือมวลน้ำไหลลงมาเร็วและต่อเนื่อง โดยมวลน้ำจะไหลมารวมกันที่ คลองวาด ต.ควนลัง ก่อนระบายไปยังสำนักงานชลประทานที่ 16 ผ่านประตูระบายน้ำลงสู่คลอง ร.1 และไหลเข้าเขตเทศบาลนครหาดใหญ่

เวลา 21.30น. มีฝนตกต่อเนื่อง และเกิดน้ำท่วมพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่เข้าขั้นวิกฤตหลายจุด โดยเฉพาะเส้นทางจราจร   การสัญจรของประชาชนเป็นไปด้วยความยากลำบาก ใจกลางเมืองหลายจุดมีน้ำสูงขึ้นต่อเนื่อง

เทศบาลนครหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 3 “ยกธงเหลือง” 12 พื้นที่เฝ้าระวัง  แจ้งเตือนประชาชน ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และหลีกเลี่ยงการสัญจรในเส้นทางที่มีน้ำท่วมสูง

ต่อมา เทศบาลนครหาดใหญ่ ออกแถลงการณ์สถานการณ์อุทกภัย  “ยกธงแดง 12 พื้นที่” ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่

 หลังจากวันนั้นอำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลาก็จมน้ำ

สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์    เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ลงพื้นที่ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568

ภาพรวมระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน  น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ เกิดจากสถานการณ์ฝนตกสะสมจำนวนมาก โดยฝนตกหนักตลอดทั้งวัน รวมทั้งมีน้ำไหลหลายทิศทางจากพื้นที่ข้างเคียง อาทิ พื้นที่  ต.คอหงส์  พื้นที่ อ.คลองหอยโข่ง เป็นน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองหลา อ่างคลองจำไหร ล้นอ่างไหลลงคลองอู่ตะเภา, น้ำจาก ต.ควนลัง ไหลลงไปสมทบคลองอู่ตะเภา

บทความ : น้ำลดตอผุด พรรคใหญ่ใกล้จบ 

น้ำจากแก้มลิงคลองเรียน บริเวณเทศบาลเมืองคอหงส์ ใกล้ มอ.หาดใหญ่ ไหลมาเติม  รวมน้ำจากคลองสาขาของคลองอู่ตะเภา ก่อนไหลเข้าพื้นที่ชั้นในเมืองหาดใหญ่

เกิดน้ำท่วมสูง 1-3 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชน เขต 8 ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่ม มีอาคารพาณิชย์ ย่านการค้า สถานบันเทิง บ้านตึกแถว อาคารสูง 2-3 ชั้น ถูกน้ำท่วมสูงถึงชั้น 1 ประชาชนต้องขึ้นไปอาศัยบนชั้น 2 ใน บางจุดน้ำลึก ประชาชนต้องขึ้นไปอาศัยบนหลังคาบ้าน หรือบนชั้น 3 ของตัวอาคาร

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 ระดับน้ำยังสูง มีรายงานว่า พื้นที่ได้รับผลกระทบ 16 อำเภอ 100 ตำบล 637 หมู่บ้าน กระทบประชาชนกว่า 465,000 คน ต้องอพยพ 235 คน โดยอำเภอหาดใหญ่ รัตภูมิ และนาหม่อม เป็นพื้นที่รุนแรง“ระดับหนักมาก”

อำเภอหาดใหญ่ มีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 243,000 คน

ปริมาณน้ำฝนสะสมกว่า900มิลลิเมตร

นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระบุ  สถานการณ์ฝนตกรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยพื้นที่มีปริมาณฝนสะสม กว่า 900 มิลลิเมตรภายใน 3–4 วัน และมีฝนตกหนักถึง 305 มิลลิเมตรในคืนเดียว พื้นที่เขตเมืองชั้นใน ระดับน้ำเริ่มลดลงของระดับน้ำ แต่จุดรองรับน้ำจากคลองอู่ตะเภายังมีน้ำท่วมขัง หากไม่มีฝนตกหนักเพิ่มเติม สถานการณ์จะทกลับสู่ภาวะปกติภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน

ปภ. สงขลา รายงาน สถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำจากคลองอู่ตะเภาและคลองสาขาต่าง ๆ เอ่อล้นท่วมพื้นที่  โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำที่เป็นเส้นทางน้ำ พื้นที่รอบนอกมีระดับน้ำเพิ่มขึ้น จังหวัดสงขลา ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 10 อำเภอ มี อ.หาดใหญ่ เมือง ระโนด รัตภูมิ ควนเนียง บางกล่ำ นาหม่อม คลองหอยโข่ง จะนะ และ อ.สิงหนคร

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัย ที่ศูนย์อพยพผู้ประสบภัย โรงเรียนเทศบาล 4 วัดคลองเรียน เขตเทศบาลนครหาดใหญ่    พร้อมยืนยันจะกลับไปพิจารณาอนุมัติเงินเยียวยาช่วยเหลือกรณีประสบอุทกภัย ครัวเรือนละ 9,000 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ปภ.แจ้งเตือนระดับน้ำคลองอู่ตะเภาและคลอง ร.1 เริ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีน้ำจากพื้นที่ด้านเหนือไหลลงมาสมทบ จะทำให้ระดับน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่สูงขึ้นในช่วงเย็น ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือน้ำเพิ่มสูงและขยายวงกว้าง ชาร์จโทรศัพท์ให้เต็ม เตรียมแบตเตอรี่สำรอง เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปยังพื้นที่ปลอดภัย

ฝนถล่มไม่หยุด คนติดในบ้าน อดอาหาร ไร้ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต

ดูเหมือนว่า ดินฟ้าอากาศจะไม่เป็นใจ เพราะวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 เกิดฝนตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนประชาชนอยู่ในภาวะวิกฤต  โดยเฉพาะบ้านเรือนพื้นที่ลุ่มต่ำและติดคลองอู่ตะเภา ระดับน้ำสูง 2 เมตร

ประชาชน ผู้ป่วยติดเตียง เด็กเล็กติดอยู่ในบ้านอยู่ในสภาพอดอาหาร ไม่มีกระแสไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำไม่สามารถติดต่อกับหน่วยงานให้การช่วยเหลือได้  -บริเวณถนนหน้าวิทยาลัยเทคโนหาดใหญ่-ท่าช้าง พื้นที่บ้านหัวสะพานท่าไทร หมู่ 11 ต.ท่าช้าง น้ำสูงขึ้นใกล้ท่วมที่จอดรถที่ชาวบ้านนำมาจอดหนีน้ำ ประชาชนจำนวนมากนำรถมาจอดน้ำท่วมบนสะพานคู่ลพบุรีราเมศ์ ทั้งสองฝั่งสะพาน

ตอนนั้น ปภ.ออกประกาศด่วนผ่านระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนระดับน้ำในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากน้ำจากคลองอู่ตะเภาไหลลงมาสมทบ และมีฝนตกเพิ่มเติม คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดประมาณ 1.25 – 1.45 เมตร ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงเตรียมพร้อมรับมือ

บทความ : มหาอุทกภัยหาดใหญ่ในรัฐล้มเหลว 

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าฯสงขลา แถลงสถานการณ์น้ำในตัวเมืองหาดใหญ่ เริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตน้ำ อาจสูงกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2553 การนำรถและเรือเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัยเป็นไปด้วยความลำบาก  ประเมินสถานการณ์ให้ประชาชนในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่บริเวณชั้นใน “อพยพออกทั้งหมด” เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ขอให้ ลำเลียง”กลุ่มเปราะบาง” ออกมาในพื้นที่ปลอดภัยก่อน โดยจุดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักและต้องอพยพเร่งด่วน คือ พื้นที่ เขต 4  ย่านเขต 8, และบริเวณรอยต่อเทศบาลนครหาดใหญ่กับเทศบาลใกล้เคียง มีจุดอพยพที่เตรียมไว้ ได้แก่ ศูนย์ประชุมนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

ประชาชนโพสต์ขอความช่วยเหลือ

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่รอบนอกตัวเมืองหาดใหญ่ทวีความรุนแรง  บริเวณแยกบิ๊กซีคลองแห เส้นทางสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองหาดใหญ่ น้ำท่วมผิวจราจร, ถนนคึกฤทธิ์ ระดับน้ำสูงและไหลเชี่ยวรุนแรง รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรผ่านได้ , ถนนลพบุรีราเมศวร์ เส้นทางสายหลักถูกน้ำท่วมสูง บางจุดน้ำสูงกว่า 2 เมตร มีเพียงรถบรรทุกของทหาร รถบรรทุก 6 ล้อ และรถยกสูงเท่านั้นที่สัญจรได้ พบรถยนต์จำนวนมากจมอยู่ใต้น้ำ บางคันถูกกระแสน้ำพัดกีดขวางทางจราจร

ฝนยังตกหนักและต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำในชุมชนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บ้านเรือนประชาชนจมอยู่ใต้น้ำ ไม่สามารถพักอาศัยได้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายมูลนิธิ ลงพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ ช่วยเหลืออพยพประชาชน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และสัตว์เลี้ยง ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปพักพิงที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์

พื้นที่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ ระดับน้ำสูง บ้านชั้นเดียวถูกน้ำท่วมสูงถึงหลังคาบ้าน พบสมาชิกในครอบครัว 4 ราย มีทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วย หนีน้ำขึ้นไปนอนบนหลังคาบ้านในสภาพขาดอาหารนาน 4 วัน เนื่องจากไม่สามารถโทรติดต่อหน่วยงานได้ อีกทั้งโทรศัพท์ไม่มีแบตเตอรี่

ประชาชนจำนวนมากโพสต์ข้อความขอช่วยเหลือทางโซเชียลมีเดีย แจ้งข้อมูลประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมสูงถึงระดับคอ ไม่สามารถอพยพได้ เนื่องจากมีเรือหรือเจ็ตสกีเข้ามาถึงพื้นที่น้อยมาก พบประชาชนในหอพักและคอนโดมีเนียน อาคารสูงหลายแห่ง ไม่สามารถประกอบอาหารได้ บางรายอดอาหารมา 3 วันแล้ว เนื่องจากกระแสไฟฟ้าถูกตัด น้ำประปาไม่ไหล และไม่มีแบตเตอรีสำรองชาร์จโทรศัพท์ ทำให้ไม่ทราบคำสั่งอพยพ

โรงพยาบาลหาดใหญ่ ร้องขอความช่วยเหลือ เพราะไม่มีกระแสไฟฟ้า ขณะที่มีผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 130 ราย จึงขอน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟ

สถานการณ์วิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งฝนหยุดตก ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่อีกครั้ง พร้อมประกาศปักหลักไม่กลับกรุงเทพจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

วันเดียวกันนั้นดูเหมือนสถานการณ์จะค่อย ๆ บรรเทาลงหลังจากฝนหยุดตก

แต่สิ่งที่เหลือให้เห็นหลังน้ำลดกลับสร้างความสลดใจ เพราะนอกจากบ้าน ร้านค้า รถ และทรัพย์สินอื่น ๆ ย่อยยับเพราะน้ำท่วมแล้ว

 ยังพบอีกว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวทะลุร้อยราย  พร้อม ๆ กับคำถามที่ว่า เหตุใดน้ำท่วมครั้งนี้จึงรุนแรงเกินคาด

ต่อไปนี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม

ปรากฏการณ์ฝนตกแบบถล่มทลาย ที่เรียกว่า ห่าฝน หรือ บ้างก็บอกว่า เป็นเรนบอมบ์ เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เป็นสาเหตุให้ พื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เกิดน้ำท่วมทั้งเมือง ท่วมแบบหลายพื้นที่จมมิดหลังคาสำหรับบ้านชั้นเดียว กระทั่งบ้านสองชั้น ชั้นที่ 2 น้ำสูงถึงเข่า ส่วนตามท้องถนนไม่ต้องพูดถึง ทุกหัวระแหงเต็มไปด้วยน้ำ

ให้นึกภาพออกอีกนิดคือ น้ำท่วมสูงถึงไฟจราจร(ไฟเขียวไฟแดง)

ไม่ต้องพูดถึงโรงพยาบาล สถานพยาบาลหลายสิบแห่ง ต้องอพยพคนไข้อย่างโกลาหล น้ำประปา และไฟฟ้าถูกตัด ทั้งเพื่อความปลอดภัย และความขัดข้องอันเกิดมาจากน้ำท่วมครั้งนี้

จะใช้คำว่าเป็นความ วินาศสันตะโร สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กับศูนย์กลางการค้าและเศรษฐกิจของภาคใต้ อย่าง อ.หาดใหญ่ ก็ไม่ผิดสัดนิดเดียว

นอกเหนือจาก อ.หาดใหญ่แล้ว พื้นที่อื่นๆ อย่าง นราธิวาส สตูล พัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ก็ไม่ต่างกันมากนัก

บทความ : ‘ความโกรธของคนไทย’ (ภาคสอง)   

นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศกลาง กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ฝนตกหนักสะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายนเป็นต้นมา ปริมาณน้ำฝนที่ถือว่าตกหนักมากในภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นั้น  วันที่ 19 พฤศจิกายน ตก 155 มิลลิเมตร(มม.) วันที่ 20 พฤศจิกายน 146.8 มม. แต่วันที่ 21 พฤศจิกายน ตกหนักอีก 370.2 มม. วันที่ 22 พฤศจิกายน 139.6 มม. วันที่ 23 พฤศจิกายน 143.8 มม. วันที่ 24 พฤศจิกายน 262.0 มม. รวมปริมาณน้ำฝนวันที่ 17-24 พฤศจิกายน 1,120.6 มม.

กรมอุตุนิยมวิทยานั้นมีสถิติการเก็บข้อมูลน้ำฝนตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 หรือเมื่อ 83 ปีก่อน โดยสถิติน้ำฝนสูงสุดที่วัดได้ตอนนั้นคือ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2518 วัดได้ 247.1  มม.

พื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้ที่ปริมาณน้ำฝนสูงเช่นเดียวกันนั้น ฝนเริ่มไล่ตกมาตั้งแต่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ที่ตก 4 วันติดกัน ปริมาณน้ำฝน 212.6 มม. พัทลุง 245.3 มม. แล้วมาถึง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

สาเหตุของฝนตกหนักภาคใต้ ช่วงปลายปีต่อต้นปีนั้น ปกติแล้วเกิดจากลมมรสุมกำลังค่อนข้างแรง บวกกับหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่คราวนี้มีปัจจัยเสริมเข้ามาคือ ประเทศไทยเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญา ที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักปริมาณมากกว่าปกติ เกิดเป็นฝนตกสุดขั้ว หรือเอ็กซ์ตรีม

ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศกลาง กรมอุตุนิยมวิทยา บอกว่า ส่วนที่มีข่าวออกมาว่า กรมชลประทานระบุว่า ฝนตกหนักครั้งนี้เป็นฝนที่ตกหนักในรอบ 300 ปี ก็ไม่แน่ใจว่ามีการเก็บข้อมูลจากไหน ซึ่งกรมชลประทานอธิบาย ความหมายของ ฝนในรอบ 300 ปี ว่า ฝนรอบ 300 ปี ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ฝนที่เคยเกิดขึ้นจริงเมื่อ 300 ปีก่อน แต่เป็นคำศัพท์ทางเทคนิคในสถิติอุทกวิทยา (Hydrological statistics) ที่ใช้อธิบายถึงความรุนแรงและความน่าจะเป็นของการเกิดฝนตกหนัก ความหมายตามหลักสถิติอุทกวิทยา คือปริมาณฝนที่มีคาบอุบัติซ้ำ (Return Period) เฉลี่ย 300 ปี ซึ่งหมายความว่า เหตุการณ์ฝนตกหนักในระดับนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากมาก โดย ในแต่ละปี มีความน่าจะเป็นที่จะเกิดฝนตกหนักในระดับนี้อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 300 หรือคิดเป็นร้อยละ 0.33 สะท้อนว่าปริมาณฝนที่ตกลงมาในพื้นที่นั้นๆ มีความรุนแรงและผิดปกติอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต

สาเหตุของการเกิดฝนตกหนักระดับนี้ การเกิดฝนตกหนักที่รุนแรงจนเข้าข่าย “รอบหลายร้อยปี” มักมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางธรรมชาติหลายประการร่วมกัน กับ    หย่อมความกดอากาศต่ำหรือร่องมรสุมมีกำลังแรง และพาดผ่านพื้นที่เป็นเวลานาน พายุหมุนเขตร้อน เช่น พายุดีเปรสชัน หรือพายุโซนร้อน เคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่และสลายตัวบริเวณนั้น ทำให้เกิดฝนตกต่อเนื่อง ลักษณะภูมิประเทศ เช่น พื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ หรือมีภูเขากั้นขวางทิศทางลม ทำให้เมฆฝนถูกกักไว้และตกในพื้นที่จำกัด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งอาจทำให้เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (extreme weather events) เกิดขึ้นได้บ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

โดยสรุป ฝนรอบ 300 ปี ไม่ได้มาจากแหล่งกำเนิดเฉพาะเจาะจง แต่เป็นผลรวมของสภาวะอากาศที่ผิดปกติอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นได้ยากมากตามหลักสถิติ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกในปัจจุบัน

ด้าน นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน และโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในภาคใต้เวลานี้ คือ ความผิดปกติ และเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับรู้ร่วมกันว่า เรื่องของภูมิอากาศนั้นจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับทั่วโลก

เมื่อถามว่า อธิบดีกรมลดโลกร้อน กล่าวว่า ปรากฏการณ์ฝนตกหนักจนทำให้น้ำท่วมทั้งเมืองแบบที่หาดใหญ่ มีโอกาสจะเกิดขึ้นที่กรุงเทพหรือไม่ นายพิรุณ กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่มีใครรู้ได้ 100% ว่าอะไรจะเกิดบ้าง ดังนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งทำคือ แผนการรับมือกับปรากฏการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

“อย่างที่เราเคยพูดกันเรื่องปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ หรือปรากฏการณ์โลกร้อน เมื่อหลายๆปีก่อน และพูดถึงเสมอมา จนวันนี้ ปรากฏการณ์นั้น ได้แสดงออกมาแล้ว ในเรื่องของ ฤดูกาลที่จะเปลี่ยนไป แล้งจัด ร้อนจัด ฤดูหนาวฝนตกหนัก ฤดูฝน ฝนก็จะตกหนักมากกว่าปกติ หรือ ไม่ตกเลย ฤดูร้อนเกิดน้ำท่วม เป็นต้น”นายพิรุณ กล่าว

“ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”อธิบดีกรมลดโลกร้อน กล่าว         

ความไม่เหมือนเดิมนั้น นอกเหนือจาก ความแปรปรวน ปั่นป่วน ในเรื่องของภูมิอากาศแล้ว ข้อมูล และเครื่องมือรองรับสำหรับบรรเทา และป้องกันภัยทางธรรมชาติเหล่านี้ต้องเปลี่ยนไปด้วย สำคัญคือ ประชาชนเองต้องยอมรับกับสิ่งที่เปลี่ยนไปนี้ด้วย สำหคัญคือ การปรับตัว ทั้งในส่วนของประชาชน และหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการวางงานที่จะรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งฝนหนัก น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม

“สำหรับกรมการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น แผนระยะยาวที่เราทำอยู่คือ รวบรวมข้อมูล สถิติต่างๆจากทั่วโลก มาประมวล เพื่อทำเป็นแบบจำลองสำหรับประเทศไทย ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จำเป็นต้องทำ ซึ่งตอนนี้เร่งทำกันอยู่ พยายามให้เสร็จภายในปี 2569 เมื่อได้มาแล้ว จะให้หน่วยงานต่างๆเอาไปประยุกต์ใช้ตามหน้าที่ ซึ่งเราคิดว่า แผนการ และเครื่องมือที่จะรองรับ ที่มีอยู่ในขณะนี้ จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะของเก่า รองรับไม่ได้แล้ว”นายพิรุณ กล่าว

 

มหาอุทกภัยสั่นสะเทือนถึงเรตติ้ง”อนุทิน”

หาดใหญ่เผชิญกับมหาภัยพิบัติอุทกภัยช่วงพีคสุดระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายน 2568 ประชาชนนับแสนต่างหนีตาย โดยตั้งแต่วันที่  23 พฤศจิกายน ตัวเมืองกลายเป็นทะเลกว้างใหญ่ในพริบตา ธงแดงถูกยกขึ้นใน 103 ชุมชน กระแสไฟถูกตัดทิ้งเกือบทั้งหมด

ไม่มีใครบอกได้ว่าฝนจะหยุดตกเมื่อไหร่ ระดับน้ำยังจะสูงขึ้นไปอีกเท่าไหร่

กรมชลประทานระบุว่า เกิดฝนหนักสุดในรอบ 300 ปี เป็นโอกาสที่เกิดขึ้นน้อยมาก แต่ไม่ใช่ว่าปีหน้าจะไม่เกิดอีก

ในช่วงคาบเกี่ยวเวลาเดียวกัน บรรยากาศของพรรคภูมิใจไทยมีความคึกคักอย่างยิ่ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เปิดอ้าแขนรับ ส.ส.ต่างขั้ว บ้านเล็ก บ้านใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น “ท้อป วราวุธ” กลุ่ม “คุณปลื้ม” และ “ปิตุเตชะ” ที่ขอเข้ามาเป็นลูกบ้าน

ท่ามกลางกระแสข่าววันนั้น เจ้าบ้านได้แจ้งสมาชิกให้เตรียมรอฟังสัญญาณในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ อาจจะลั่นฆ้อง”ยุบสภา” นำเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง

แต่เย็นวันเดียวกัน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด  ภายหลังนายกฯ บินลงไปหาดใหญ่ ไปตรวจสถานการณ์น้ำท่วมเมือง และได้ลงพื้นที่ประสบภัย ไปรับรู้หน้างานถึงความทุกข์แสนสาหัสของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ใหญ่กว่าที่ได้รับรายงานหลายเท่าตัว

จึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่ใครจะมาพูดเรื่องยุบสภาและเลือกตั้งอีกต่อไป

บทความ : น้ำ (เงิน) ‘ลด’ ฟ้า-แดง ‘ผุด’

แน่นอนว่า หากไม่มีอุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้น ใครๆหรือเสียงส่วนใหญ่ต่างก็คุยกันต่อว่า อนุทินน่าจะได้เป็นนายกฯอีกสมัย จำนวนสส.ทั้งสองระบบที่คาดว่าจะได้มา มีลุ้นถึง 150 เสียงอัพขึ้นไป

แต่เมื่อขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของความเป็นจริง  กลายเป็นว่า นายกฯและรัฐบาลเจอ”เสียงสวด” ดังขึ้นเป็นระยะ ประชาชนต่างไม่พอใจการแก้ไขน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในสถานการณ์หรือประชาชนทั่วประเทศที่ติดตามข่าว ถูกติฉินหนักว่า “ทำงานล่าช้า” หรือ “มาช้ากว่าวิกฤต”

แม้ว่าการเกิดมหาอุทกภัยเป็นเรื่องภัยธรรมชาติไม่เกี่ยวข้องกับคนชื่อ”อนุทิน” กับ “พรรคภูมิใจไทย” แต่ในฐานะที่ขันอาสาขอมาเป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มบริหารงานตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2568 ภารกิจหลักของนายกฯและรัฐบาลคือการนำพาและบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

เดิมพรรคภูมิใจไทยประเมิน ส.ส.ภาคใต้ในการเลือกตั้งครั้งถัดไป น่าจะเข้าวินให้เห็นไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ด้วยนักการเมืองที่ย้ายค่ายมา ทั้ง พัทลุง ภูเก็ต  สงขลา ชุมพร ตรัง เป็นต้น ส่วนปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีการคัดตัวอย่างหนักบางเขตเพื่อขอให้มีสักคนไปล้มแชมป์เก่า

แต่จังหวัดข้างต้นเหล่านั้นนั้นล้วนเป็นพื้นที่น้ำท่วมหนักๆ ทั้งสิ้น ปภ.ระบุไว้ 9 จังหวัด ประกอบด้วย สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

บทความ : น้ำทุกสายไหลลงรู ‘หนู’ 

ท่ามกลางความคาใจและข้อกังขาของพี่น้องน้ำท่วมชาวใต้เหล่านี้ว่า ผู้สมัคร สส.ที่เคยกาบัตรให้ ในยามนี้หายหน้าไปไหนกันหมด  เงาบนน้ำก็ไม่เห็น

ขณะที่กระแสวิจารณ์โลกออนไลน์มุมหนึ่งก็ช่างโหดร้าย มองว่า นักการเมืองบางคนลงลุยน้ำ แจกข้าวของด้วยมุมกล้อง เน้นภาพลักษณ์มากกว่าเนื้อหา ราวกับอินฟลูเอนเซอร์สร้างคอนเทนต์ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าการให้ความสำคัญกับความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ยิ่งผลนิด้าโพลระบุเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนว่า กลุ่มตัวอย่างภาคใต้สนับสนุนผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี โดยอันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ 32.25%  อันดับ 2 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 25.68 % อันดับ 3  นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย 15.40 %  อันดับ 4 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน 12.85 % อันดับ 5 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2.50 %

ส่วนพรรคการเมืองอันดับ 1 คือ ประชาธิปัตย์  28.60 % อันดับ 2 ยังหาพรรคที่เหมาะสมไม่ได้ 28.45 % อันดับ 3 พรรคประชาชน 17.80 %  อันดับ 4 พรรคภูมิใจไทย  11.65 % อันดับ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ 3.90 % ด้วยแล้ว

ขณะที่รัฐบาลเหลือเวลาอีกไม่นานก่อนยุบสภา  เรตติ้งที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่ว่ม  หากยังไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้  สิ่งที่เคยหวังไว้อาจจะไม่เหมือนเดิม

เรื่องที่เกี่ยวข้อง 

เทียบน้ำท่วม 2568 ย้อนรอย สึนามิ 2547 :ช่วยฉับไว ไม่สับสน