bg-single

น้ำ (เงิน) ‘ลด’ ฟ้า-แดง ‘ผุด’

08.12.2025

อาจจะด้วยเพราะมีประสบการณ์ทางการเมือง “ระดับสูง”

แม้จะเพิ่งเป็นนายกฯ ชั่วคราวแค่ 2 เดือน หากเทียบกับนายกฯ คนก่อนๆ ที่ผ่านมา ในเรื่องลีลาก็ต้องบอกว่า “ไม่แพ้ใคร”

ยอมรับว่าสไตล์นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล “เก่งระดับหนึ่ง” ในการบริหาร “ทางการเมือง” ในเหตุน้ำท่วมที่ผ่านมา

ตัวอย่างก็คือ นายอนุทินลงพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา หลายรอบมาก แม้รอบแรกๆ จะโดนแซวเรื่อง “วัฒนธรรมผัดข้าว”

แต่หลังเกิดเหตุน้ำท่วมหนัก นายอนุทินก็ยังลงพื้นที่ถี่ยิบ ไปให้กำลังใจคน สั่งให้ขบวนรถหยุดฟังเสียงประชาชนด่าโดยไม่ตอบโต้

ไม่ว่าจะเป็นภาพการก้มหัวไหว้ทหารเกณฑ์ที่มาช่วยน้ำท่วม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องติดตลกอย่างคลิปหยิบกล้วยทอดตกพื้นมากินอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นกล้วยทอดที่ประชาชนน้ำท่วมวิ่งเอามาให้

ไม่ว่าจะเป็นคลิปนั่งคุยอย่างเป็นกันเองให้กำลังใจคนเก็บของเก่าเนื้อตัวมอมแมม คุยเสร็จยกมือไหว้กำลังจะลา แต่ก็หันเดินกลับมา ล้วงกระเป๋าหยิบบางอย่าง (คาดว่าเป็นค่าข้าวเล็กๆ น้อยๆ)

หรืออารมณ์ “ช็อตฟีล” เดินเยี่ยมผู้ประสบภัยอยู่ดีๆ ก็โดนคนด่าแต่นายอนุทินก็ยืนนิ่งไม่เดินหนี เผชิญหน้าเสียงกร่นด่าอย่างสงบ ก่อนเอยวาจาขอโทษ และขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

นั่นคือสไตล์การเมืองแบบบ้านๆ ติดดินของนายอนุทิน ซึ่งหากใครติดตามนายอนุทินในเฟซบุ๊กคุ้นชิน สไตล์กินง่ายอยู่ง่าย พอจะเข้าใจความยากลำบากของคน

เรื่องการเยียวยา ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องยอมรับว่า รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา ชดเชยต่างๆ ไม่ได้ชักช้า มาตรการฟื้นฟูก็ค่อนข้างครอบคลุม แม้จะมีตะกุกตะกักบ้างตามสไตล์ระบบราชการไทย แต่ภาพรวมอยู่ในระดับพอรับได้ คนส่วนใหญ่ยังได้ประโยชน์

จากกระแสพื้นที่ที่เคยโกรธรัฐบาล กดดันอย่างหนักช่วงแรก มาถึงวันนี้ก็เบาลง

คนไทยเราก็เป็นแบบนี้แหละ ใครทำผิดมา ถ้าขอโทษ แอ่นอกสู้ขอรับผิดชอบไม่หลบหน้าหนีหาย โทษก็ลดลงครึ่งหนึ่งแล้ว

นั่นคือ นายอนุทิน “เก่ง” ในการบริหาร “การเมือง” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต

เพราะไม่ว่าอย่างไร ก็หนีไม่พ้นความจริงที่ว่า มหาภัยพิบัติที่หาดใหญ่สะท้อนภาวะรัฐล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการป้องกันสาธารณภัย

กระทั่งการรับมือเบื้องต้น การแจ้งเตือน การอพยพ ยังทำได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภาพการจัดการ 3-4 วันแรก ที่ชุลมุนสุดๆ ยังไงคนก็ไม่ลืม

ยิ่งจำนวนยอดคนตายหลักร้อย ความเสียหายใหญ่หลวง ผิดปกติกับสถานการณ์น้ำท่วมในไทย คนยิ่งจดจำ

หากมองจากภูมิทัศน์การเมืองไทยปัจจุบัน นั่นทำให้อนาคตทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเดินมาสะดุดกึกเพราะน้ำท่วมหาดใหญ่

นักวิเคราะห์การเมืองมองตรงกัน นี่คือหมุดหมายของปรากฏการณ์สีน้ำเงิน “กระแสลด” จากที่เคยหวังจะได้เก้าอี้ผู้แทนเป็นกอบเป็นกำจากพื้นที่ภาคใต้

ต้องไม่ลืมว่า ภูมิใจไทยคือพรรคการเมืองที่แม้จะมีฐานเสียงในจังหวัดอีสานใต้ แต่การเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุดที่ผ่านมากลับสามารถยึดเอาเก้าอี้ ส.ส.มาจากเจ้าถิ่นเดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้หลายจังหวัด ด้วยยุทธศาสตร์เดียวกับนายทักษิณ ชินวัตร เคยใช้ตอนพรรคไทยรักไทยเฟื่องฟู

เป็นที่รู้กันว่า พรรคสีน้ำเงินภายใต้การนำของนายอนุทินและครูใหญ่เนวิน โดดเด่นด้านการดึงกลุ่มก๊วนมุ้งบ้านใหญ่ต่างๆ เข้าร่วมตลอดหลายปีที่ผ่านมา

จนการสะสมทรัพยากรทางการเมือง อำนาจ ของเครือข่ายสีน้ำเงินพุ่งถึงขีดสุดใน พ.ศ.นี้

ไม่ต้องเป็นนักรัฐศาสตร์ก็พยากรณ์ได้ทันทีว่า เลือกตั้งปี 2569 จะเป็นการเลือกตั้งที่พรรคสีน้ำเงินได้เก้าอี้ ส.ส.มากที่สุดนับแต่ตั้งพรรคมา

แต่สุดท้ายก็มาพลาด เจอวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ฉุดคะแนนนิยมลงต่ำ แถมเป็นช่วงใกล้เลือกตั้งด้วย ยิ่งน่าจับตาว่าความไม่พออกพอใจ จะกระเพื่อมไปทั่วประเทศหรือไม่? มากแค่ไหน?

เริ่มตั้งแต่ผลสำรวจของนิด้าโพลที่เปิดเผยผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองและพรรคการเมืองหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

พบว่า บุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี คะแนนสูงสุด ร้อยละ 25.65 คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองลงมาคือ ร้อยละ 15.40 คือ นายอนุทิน และร้อยละ 12.85 คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ขณะที่พรรคการเมืองที่คนใต้จะเลือก คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ร้อยละ 28.60 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 2 ร้อยละ 28.45 ยังหาที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 3 ร้อยละ 17.80 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน

จากผลโพลคนใต้เลือกใคร ชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นำโด่ง ทิ้งขาดคนอื่น แม้แต่นายอนุทิน และเท้ง-ณัฐพงษ์ ทั้งๆ ที่นายอภิสิทธิ์หลุดจากวงโคจรอำนาจไปนาน ตรงกันข้ามกับนายอนุทินที่ยังถืออำนาจเต็มในฐานะเบอร์หนึ่งตึกไทยคู่ฟ้า

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์รอบใหม่นี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะศึกเลือกตั้งต้นปี 2569 เห็นชัดว่าคู่ต่อสู้หลักๆ มีอยู่ 2 พรรค คือสีน้ำเงินกับสีส้ม

โดยสีน้ำเงินก็ต้องเผชิญวิบากกรรมจากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ และเรื่องทุนเทายึดประเทศ ที่ล่าสุด ปปง.เพิ่งแถลงยึดทรัพย์หลักหมื่นล้าน

ด้านสีส้มก็อยู่ในอาการทรงตัว หลังจากแกนนำตัวตึงโดนประหารชีวิตทางการเมืองกันหมดไปแล้ว 2 เจน วันนี้ก็ยังกังวลอยู่ว่าจะเจอนิติสงครามกวาดล้างระลอกใหม่ เจนที่ 3 อีกหน

สัปดาห์ก่อนเพิ่งเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ กระแสก็ยังไม่กระเตื้องขึ้น ขณะที่ผู้สมัครหน้าใหม่ที่จะสู้ศึกเลือกตั้งก็ยังเห็นไม่ชัด ที่มีก็แต่ดราม่ากระบวนการคัดเลือกผู้สมัครรายวัน

ไม่ต้องแปลกใจว่าโพลคนใต้รอบนี้ อภิสิทธิ์ที่หายเงียบไปนาน จะกลับสู่สมรภูมิการเมืองแบบมาเหนือคนอื่นอย่างรวดเร็ว

เพราะโดยพื้นฐาน นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์คือเจ้าของพื้นที่เดิม คว้าชัยสนามภาคใต้มาเป็นเวลานาน

แต่การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ “ขยับออก” จากวาระทางการเมืองแบบขวามากไปหน่อย คนเลยหันไปเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ออกจากวงจรการเมืองไปแล้ว ใครจะมาเป็นตัวแทนทางการเมืองแบบ พล.อ.ประยุทธ์ได้ดีที่สุด? เป็นคนที่กระแสขวา ไว้ใจได้?

อนุทินและเนวินแห่งค่ายสีน้ำเงินก็ยังไว้ใจไม่ได้ แม้พยายามจะสร้างภาพการเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมในการเมืองไทย แต่จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ก็ยังมีคำถามเรื่องความไว้ใจ

พรรครวมไทยสร้างชาติก็ยังไม่แกร่งพอ พรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตรยิ่งไปกันใหญ่

ที่สุดก็เหลือนายอภิสิทธิ์และทีมประชาธิปัตย์นั่นแหละ

แต่ในจังหวะชุลมุน ไม่ได้มีแค่ฟ้าที่ผุด

สัปดาห์เดียวกัน “แดง” ก็ผุดของใหม่ด้วย ด้วยการเปิดตัวบุคคลนามสกุลคุ้นๆ “เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” บุตรชายเจ๊แดง หนึ่งผู้ทรงอิทธิพลค่ายสีแดง

รอบนี้มาสไตล์ใหม่ โชว์วิสัยทัศน์ดี ดีกรีระดับศาสตราจารย์จากมหิดล แหลมคมในมุมมองสังคมและการศึกษา

ดูจากประวัติของเชน-ยศชนันไม่ได้น่าสนใจแค่เรื่องการศึกษา แต่น่าจะมีแพสชั่นทางการเมืองไม่น้อย ดูจากเขาเคยลงสมัคร ส.ส. และเกือบจะได้เป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเมื่อหลายปีก่อน

พร้อมกันนั้น ก็ยังมีข่าวอีกหนึ่งแคนดิเดตนายกฯ ค่ายแดงอีกคนที่อาจจะเป็นระดับเขยชินวัตร เก่งธุรกิจ เข้ามารันวงการการเมืองอีกคน

ในสถานการณ์นี้ แม้จะรู้ตัวดีว่าตลอดสองปีที่ครองอำนาจยังสร้างผลงานเศรษฐกิจไม่เข้าตาคน ยิ่งผลงานนโยบายการเมือง-การผลักดันวาระทางการเมือง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่เพื่อไทยก็พยายาม “ผุด” คนรุ่นใหม่ออกมาให้เห็น เพื่อประคองกระแส

ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าเพื่อไทยยังมีทรัพยากรสำคัญในมือนั่นคือ ส.ส.เขต ซึ่งคนเหล่านี้หลายคนยังมีศักยภาพทางพื้นที่ระดับสูง เป็นกลุ่มก้อนใหญ่พอที่จะต่อรองกับใครก็ได้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

เป้าหมายที่เพื่อไทยทำได้ด้วยเงื่อนไขที่พอมีวันนี้ จึงเป็นการชิงเก้าอี้ ส.ส.อันดับ 3 และ สู้กับพรรคส้ม-น้ำเงิน ให้ได้มากสุด

อันดับ 1 ไม่ได้แน่ อันดับ 2 ก็ยังยาก จะทำยังไงให้ตรึงเก้าอี้ ส.ส.เดิมให้ได้มากสุดเพื่อเป็น “ตัวแปรสำคัญในเกม”

นั่นคือโจทย์การเมืองเพื่อไทยวันนี้

น้ำ (เงิน) ลด “ฟ้า” จึงผุด และ “แดง” ก็ผุดด้วย เช่นนี้แล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.