บทความพิเศษ | ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
หลังจากพรรคประชาชนเปิดโปงขบวนการสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงกับผู้นำการเมืองไทยและกัมพูชามานาน ในที่สุดรัฐบาลไทยก็อายัดทรัพย์สินเกือบหมื่นล้านของเฉินจื้อ, ก๊กอาน, ยิมเลียก ซึ่งมีความสัมพันธ์ไปถึง “เบน สมิธ” และผู้นำการเมืองอย่างน้อย 2 พรรคใหญ่ในประเทศไทย
เครือข่ายพรรคที่เสียอำนาจมักปล่อยข่าวว่าการที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกฯ แทน “แพทองธาร ชินวัตร” แสดงว่ารัฐบาลนี้เป็นพวกฮุน เซน แต่ด้วยการอายัดทรัพย์สินเครือข่ายฮุน เซน กลุ่มนี้ รัฐบาลได้ปลดเปลื้องตัวเองจากข้อหา “พวกฮุน เซน” จนฝ่ายเสียอำนาจไม่มีทางโจมตีคุณอนุทินเรื่องนี้ได้อีกเลย
คำถามที่ต้องคิดต่อไปคือทำไมมีแค่ 3 พรรคที่พูดเรื่องปราบสแกมเมอร์ชัดๆ
พรรคแรกคือพรรคประชาชน ซึ่ง “โรม” และ “วิโรจน์” พูดเป็นปีตั้งแต่ยังไม่มีใครพูด,
พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเพิ่งอ้างว่า ปปง.ทำเพราะข้อมูลคุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล
พรรคอื่นไปอยู่ไหนในเวลาที่คนไทยโกรธเรื่องนี้ทั้งประเทศ?
นักการเมืองพรรคอื่นอมสากนานขนาดนี้เพราะอะไร? ทำไม ส.ส.พรรคอื่น “แกล้งตาย” จนไม่แสดงความเห็นนี้แม้แต่นิดเดียว?
ในแง่การเมืองระหว่างประเทศ ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่ฮุน เซน จะยิงตอบโต้เพื่อล้างแค้นที่พวกตัวเองโดนอายัดระดับหมื่นล้าน
แต่แหล่งข่าวจากฝ่ายทหารบอกผมว่าไทยเตรียมความพร้อมตอบโต้กัมพูชาไว้แล้ว การโจมตีของฮุนเซนจึงเป็นบัตรเชิญให้ไทยโจมตีกลับอย่างหนักหน่วงทันที
น้ำท่วมหาดใหญ่ทำให้คะแนนนิยมคุณอนุทินตกต่ำที่สุดตั้งแต่เป็นนายกฯ ความล้มเหลวของรัฐชัดจนไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลาย คุณชาดา ไทยเศรษฐ์ ถึงกับพูดว่า “รัฐล้มเหลว” ซึ่งเป็นคำที่คนไทยเคยวิจารณ์รัฐบาลแพทองธาร และที่ชัดกว่านั้นคือความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลทรุดจนคะแนนนิยมคุณอนุทินทรุดตามไป
คนใต้ระแวงว่าคนตายเป็นพันเหมือนคนท้้งประเทศ และถ้าประเทศไหนประชาชนถึงขั้นระแวงว่ารัฐบาลเอาศพไปซ่อน ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลย่อมลงต่ำจนไม่มีอะไรต้องพูดกัน
การอายัดทรัพย์สินสแกมเมอร์ลดโอกาสที่การเมืองหลังน้ำท่วมหาดใหญ่จะขยายผลเป็นการไล่รัฐบาล ยิ่งหากการอายัดถูกขยายผลสู่นักการเมืองใหญ่ที่เชื่อมโยงกับ “เบน สมิธ” การเมืองเรื่องไล่รัฐบาลหลังน้ำท่วมจะเป็นการเมืองเรื่องการไล่ล่าพรรคที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้เอง
โจทย์ของคุณอนุทินตอนนี้คือฟื้นฟูหาดใหญ่ให้ดีที่สุดเพื่อไม่ให้หาดใหญ่เป็นอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวของคุณอนุทิน แต่เมืองที่โครงสร้างพื้นฐานย่อยยับต้องทำมากกว่าบริจาคไม้กวาด รัฐบาลยังทำไม่ได้แม้ทำให้หาดใหญ่มีไฟ มีน้ำ มีเน็ต ไม่ต้องพูดถึงเรื่องยากๆ อย่างการฟื้นเศรษฐกิจของเมือง
นายกเทศมนตรีหาดใหญ่-นายกฯ แป้นควรถูกลงโทษแน่ แต่ลำพังนายกฯ แป้นไม่มีปัญญาทำให้หาดใหญ่ล่มขนาดนี้ ผู้เกี่ยวข้องกับความห่วยของการกู้ภัยและฟื้นฟูมีมากกว่านายกฯ แป้นเยอะ ผู้ว่าฯ สงขลาหายไปเฉยๆ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดไม่รู้อยู่ไหน แม้แต่รัฐมนตรีมหาดไทยกับคุณอนุทินก็มีเรื่องที่ต้องวิจารณ์เยอะเช่นกัน
ควรมีคนฟ้องเอาผิดทางกฎหมายกับนายกฯ แป้น, ผู้ว่าฯ, รัฐมนตรีมหาดไทย, นายกรัฐมนตรี และแม้แต่รัฐมนตรีสาธารณสุขที่ปล่อยให้บุคลากรการแพทย์สู้อย่างโดดเดี่ยว รัฐมนตรี DE ที่ไม่มีปัญญาตั้งฐานข้อมูลกลางเพื่อบริหารการช่วยเหลือประชาชน ฯลฯ
ต่อให้ในวันที่หาดใหญ่น้ำยังไม่ท่วมระดับ “วันสิ้นโลก” อย่างที่ ส.ส.บางคนพูด นิด้าโพลระหว่างวันที่ 18-24 พฤศจิกายนก็พบว่า คะแนนนิยมของคนใต้ต่อคุณอนุทินและภูมิใจไทยลดไปเยอะ และหากสำรวจหลังน้ำถล่มหาดใหญ่ย่อยยับหลังวันที่ 24 เรตติ้งของภูมิใจไทยและคุณอนุทินคงพินาศไม่มีชิ้นดี
“ฝนถล่มหาดใหญ่” เป็น “ภัยธรรมชาติ” ที่ซับซ้อนตามที่นักวิชาการพูดเรื่อง “ฝนแช่” และ “แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ” (Atmospheric River) ซึ่งต้องป้องกันระยะยาว แต่ “น้ำท่วม” หาดใหญ่เป็น “ภัยพิบัติ” ที่ “รัฐล้มเหลว” ทำให้คนตายเป็นร้อยซึ่งต้องมีคนรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายทันที
สำหรับคนที่อยากเลือกตั้งใหม่จนอยากให้ยุบสภา น้ำท่วมหาดใหญ่ทำให้คุณอนุทินยุบสภายากขึ้นเยอะ เพราะยุบก็โดนถล่มเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ย่อยยับ เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น การจัดทำ รัฐธรรมนูญยังไม่เกิด ปัญหาสแกมเมอร์ยังไม่จบ ฯลฯ ผลคือแผนเป็นนายกฯ 4 เดือนเพื่อเป็นต่ออีก 4 ปีพังทันที
สาเหตุเดียวที่จะทำให้คุณอนุทินยุบสภาคือพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ เพราะพรรคประชาชนไม่มีทางโหวตไว้วางใจคุณอนุทิน คุณอนุทินจึงต้องยุบสภาเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นนายกฯ คนแรกที่หลุดจากตำแหน่งเพราะแพ้โหวตในสภาอย่างที่ทุกคนทราบกัน
ผมเคยพูดและเขียนไว้นับครั้งไม่ถ้วนว่าจะไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันที่ 12 ธันวาคม เพราะพรรคเพื่อไทยจะไม่ยื่นญัตติอภิปราย และในคำสัมภาษณ์ล่าสุดของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ก็ประกาศว่าเพื่อไทยจะ “ยังไม่ยื่น” อภิปรายตรงตามที่ผมบอกไว้จริงๆ
อะไรทำให้เพื่อไทยไม่ยื่นอภิปรายเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน แต่ทันทีที่คุณจุลพันธ์พูดว่าไม่ยื่น คำโจมตีที่เพื่อไทยและเครือข่ายมีต่อพรรคประชาชนว่า “อุ้มรัฐบาล” ก็หายไปหมด
คำพูดคุณจุลพันธ์ว่าอยากให้รัฐบาลมีสมาธิแก้น้ำท่วมเป็น “ข้ออ้าง” แน่ๆ เพราะไม่ใช่หน้าที่เพื่อไทยที่ต้องห่วงสมาธิรัฐบาล
ผมเห็นด้วยกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ไม่เห็นด้วยที่เพื่อไทยจะยื่นจนรัฐบาลยุบสภาในวันที่ 12 เพราะการอภิปรายจะไม่เกิดและการแก้รัฐธรรมนูญก็จะจบไปด้วย
คุณจุลพันธ์จึงทำถูกที่ประกาศว่าเพื่อไทยเปลี่ยนท่าทีเป็น “ยังไม่ยื่น” ซี่งทำให้การแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าวาระ 3 ได้ทันที
ไม่มีใครเสียหายที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดหลังประชุมรัฐธรรมนูญวาระ 3 นอกจากอดีตรองนายกฯ และพวกที่เคียดแค้นการสูญเสียอำนาจในทำเนียบ คนกลุ่มนี้อยากล้างแค้นโดยให้เพื่อไทยยื่นอภิปรายจนรัฐบาลอนุทินล้มไปเลย ต่อให้จะเป็นการต่ออายุรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แสนห่วยก็ตาม
ต้องขอบคุณคุณจาตุรนต์ ฉายแสง, คุณสุทิน คลังแสง, หมอชลน่าน ศรีแก้ว ฯลฯ ที่กล้ายืนยันกับกลุ่มอดีตรองนายกฯ ว่าไม่ควรเล่นเกมจนประเทศต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป
แต่ก็ต้องระบุไว้ด้วยเช่นกันว่าสาเหตุที่ทำให้เพื่อไทยเปลี่ยนท่าทีเป็นไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจคือความไม่พร้อมเลือกตั้งของเพื่อไทยเอง
เพื่อไทยวันนี้อยู่ในสภาพคนป่วยที่ ส.ส.หลายคนลาออกไปพรรคคู่แข่ง หลายคนรอย้ายพรรคทันทีที่ยุบสภา หลายคนถูกกล่าวหาว่าตกลงรับผลประโยชน์จากพรรคคู่แข่งแล้ว ราคาเปิด ส.ส.เก่าอยู่ที่ 50 ล้าน บางคนพุ่งเป็น 60 ล้าน หากเป็นคนมีแบรนด์ที่มีศักยภาพดึง ส.ส.คนอื่นให้ย้ายพรรคตามมาจนชนะยกจังหวัด
ส.ส.เพื่อไทยย้ายพรรคด้วยเหตุผลที่ต่างกัน เงินเป็นปัจจัยว่าจะย้ายไปพรรคไหน แต่การออกจากเพื่อไทยเป็น “วาระ” ที่ ส.ส.หลายคนคิดว่าไปต่อยากด้วยเหตุผลเรื่องการบริหารพรรค ความล้มเหลวของรัฐบาลเพื่อไทยเอง ปัญหาคลิปอังเคิล และปัญหาจากคำพิพากษาศาลฎีกาคดีคุณทักษิณเอง
ส.ส.อีสานเกรดรัฐมนตรีคนหนึ่งบอกผมว่า รัฐบาลเพื่อไทยไม่มีผลงานที่จับต้องได้เลย ราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ขาใหญ่ทำเนียบขัดขวางแผนรัฐมนตรีเรื่องแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร นโยบายที่หาเสียงทำไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงขั้นต่ำ, แจกบล็อกเชน 10,000, เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 ฯลฯ
ส.ส.อีสานเกรดรัฐมนตรีอีกคนเล่าว่า คดีคุณทักษิณ ชินวัตร ทำให้พรรคหาเสียงยาก เพราะศาลฎีกาตัดสินให้คุณทักษิณจ่ายภาษี 1.7 หมื่นล้านจากการตั้งบริษัทโอนหุ้นให้ลูกตัวละ 1 บาท แล้วลูกไปขายเลี่ยงภาษีในวันเดียวกัน 49 บาท ซึ่งทั้งหมดเป็นการถูกกล่าวหาว่าเป็นการโกงภาษีที่จะถูกพรรคคู่แข่งโจมตีอย่างแน่นอน
ความกังวลของ ส.ส.เพื่อไทยคือจะหาเสียงด้วยนโยบายไหนก็ยากหมด ตัวอย่างง่ายๆ ชูค่าแรง 600 ปุ๊บคนด่าปั๊บ ขยับไป 700 ก็เละ จะลดเป็น 500 ก็เลอะ คุณณัฐวุฒิจะปราศรัยเรียกคะแนนอีกก็ยาก อดีตนายกฯ ทั้งคุณเศรษฐา ทวีสิน และคุณแพทองธารช่วยดึงคะแนนไม่ได้ เผลอๆ พรรคจะดึงคะแนน ส.ส.ลง
ทั้งหมดนี้ เป็น “สาเหตุทางโครงสร้าง” ที่ ส.ส.ต้องย้ายพรรคจนเรื่องที่ต้องคิดมีแค่จะไปพรรคไหนดี
อุปสรรคเดียวที่ทำให้ ส.ส.ไม่ย้ายพรรคคือความกังวลต่อคะแนนเสียง “คนเสื้อแดง” แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยชะลอการย้ายพรรคให้ช้า บอกแกนนำว่าอยู่พรรคต่อ ทำให้พรรคไว้ใจจนไม่เตรียมผู้สมัครหน้าใหม่เอาไว้ ฯลฯ ผลคือเมื่อย้ายก็จะทำให้เพื่อไทยไม่มีผู้สมัครที่แข็งพอจะชนะเลือกตั้งได้เลย
การเมืองไทยกำลังเข้าสู่สถานการณ์ “น้ำลดตอผุด” ที่เรื่องผิดพลาดและอื้อฉาวของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดเกมว่าใครจะเผชิญมรสุมเรื่องไหนในการช่วงชิงอำนาจทันทีที่ยุบสภาตามที่กำหนดไว้กับพรรคประชาชน
