วงเสวนาผู้บริโภค ฟันธง กสทช. มีอำนาจพิจารณาดีลควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ หากไม่พิจารณาระวังเข้าข่ายใช้อำนาจไม่ชอบ
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ “กสทช. กับหลักนิติธรรม และเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญในการกำกับดูแลคลื่นความถี่สาธารณะ ไม่ใช่นิติ (เพื่อ) ทุน” โดยในงานได้พูดถึงแง่มุมของกฎหมายและการพัฒนางานสาธารณะ ตามหลักนิติธรรมของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการ สภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) กล่าวว่า ปัจจุบัน กสทช. ไม่ได้ดำเนินการตามหลักนิติธรรม โดยจากกรณีการควบรวมกิจการของดีแทค-ทรู พบว่ากฤษฎีกาและผู้เชี่ยวชาญได้ตัดสินแล้วมีความเห็นตรงกันว่า กสทช. ควรใช้อำนาจตนเองในการตัดสินไม่ควบรวมดีแทค – ทรู เนื่องจากปัญหาของประชาชนหลังจากควบรวม คือการที่ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์แพงมากขึ้นประมาณ 244.5% หากเกิดการควบรวมแล้วก็อาจจะส่งผลทำให้การแข่งขันน้อยลง หรือไม่มีเลยก็ได้ ฉะนั้น กสทช. ควรใช้อำนาจของตนเองที่ทำให้ไม่เกิดการผูกขาดและสนับสนุนให้เกิดการแข่งขันของกิจการโทรคมนาคมนั่นเอง ซึ่งถ้าหากไม่ใช้อำนาจทางฝั่งผู้บริโภคก็จะดำเนินการตามหลักนิติธรรมต่อไป แน่นอนว่า กสทช. ไม่ได้มีหน้าที่ในการพัฒนาเทคโนโลยี แต่มีหน้าที่ที่จะรักษาสิทธิของผู้บริโภคและทำให้เกิดการแข่งขัน เพื่อให้ประชาชนมีตัวเลือกในการใช้บริการต่อไป
“ขอให้ กสทช. ทำหน้าที่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และรักษาประโยชน์สูงสุดของประชาชน เราขอแค่นี้หาก กสทช.ไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าทีของตัวเองระวังเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยไม่ชอบตามกฎหมาย” น.ส.สารี กล่าว
ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ถ้าหากพูดถึงการก่อตั้งของ กสทช. นั้นก็ต้องคงพูดถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ที่ทำให้เกิดองค์กรอิสระที่ไม่ใช่ของรัฐออกมา และ กสทช. ก็ได้รับสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในช่วงปี 2561 มีความพยายามแก้ไขเพื่อทำให้อำนาจของ กสทช. ในการกำกับดูแลสิทธิ์และบริหารจัดการ รวมถึงการลดการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรมนั้นลดน้อยถอยลงไป ซึ่งล้วนเป็นเจตนารมณ์ที่เขียนไว้ในพระราชบัญญัติของ กสทช. และถ้าหากดูแผนแม่บทของ กสทช. ฉบับที่ 2 ก็จะพบว่า มีการพูดถึงการแข่งขันที่เป็นธรรม และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นที่ครบถ้วน รวมไปถึงการมีอำนาจในการไม่ทำให้ตลาดเกิดการผูกขาด ซึ่งถ้าหาก กสทช. ไม่ทำก็อาจจะถูกตั้งข้อสงสัยว่าองค์กรทำงานครบถ้วนหรือไม่ จุดอ่อนตรงนี้อาจจะทำให้ถูกฟ้องได้เลยหรือไม่? สิ่งนี้ควรเป็นสิ่งที่รัดกุมและทำตามหลักนิติธรรมมากที่สุด
นอกเหนือจากนี้ กสทช. ต้องอย่าลืมสองเรื่อง คือสัญญากับรัฐที่เกิดจากการได้รับใบอนุญาต ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะส่งผลต่อการทำงานของ กสทช. เองได้ รวมถึงการรวมกิจการทั้งของดีแทค – ทรู และของเอไอเอส – 3BB ก็เป็นการรวมกิจการประเภทเดียวกัน กสทช. ไม่สามารถใช้วิธีการศรีธนญชัยในการตัดสิน เพราะประชาชนเข้าใจว่านี่คือการควบรวมกิจการแบบเดียวกัน กสทช. คือตัวแทนรัฐและสังคมในการทำสัญญากับเอกชน และเอกชนถ้าหากต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาก็ต้องมาขออนุญาต กสทช. ซึ่ง กสทช. ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ใช่เป็นนายทะเบียนเพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้กระทบต่อรัฐและสังคม
ส่วน รศ.ดร.ณรงค์เดช สุรโฆษิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติโทรคมนาคม กล่าวตอนหนึ่งให้ กสทช. ทำหน้าที่ที่ไม่ให้ผู้ประกอบการทำให้เกิดการผูกขาดหรือลดการแข่งขันในกิจการ รวมถึงยังมีกฎหมายที่ให้ กสทช. ดูแลการควบรวมกิจการ ซึ่งปัญหาหลักๆ คือ ในแง่ของกฎหมายที่อยู่ในปี 2549 หรือต้องใช้ของปี 2561 แต่สิ่งสำคัญคือการควบรวมกิจการต้องเกิดจากการอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น สิ่งที่ กสทช. จะต้องทำจากดีลดีแทค – ทรู คือดีลนี้อยู่ในกฎหมายไหน กสทช. ต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง และหลังจากนั้นก็ดำเนินการตามขั้นตอนและทำให้เกิดการแข่งขัน
ปัญหาอีกสิ่งหนึ่งที่เกิดการตั้งคำถามคือ กสทช. มีอำนาจจริงๆ หรือไม่? ซึ่งพอไปดูกฎหมายแล้ว กสทช. มีอำนาจทั้งการอนุญาต หรือควบคุมการควบรวม ซึ่งตามกฎหมายของปี 2549 กำหนดว่าการเข้าซื้อหุ้นหรือถือหุ้นมากกว่า 10% ของผู้ได้รับใบอนุญาตรายอื่น หรือเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมด เพื่อให้มีสิทธิ์กำหนดนโยบาย ต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. ก่อนเท่านั้น จะกระทำก่อนไม่ได้ ฉะนั้นถ้าตีความตามกฎหมายปี 2549 กสทช. ต้องทำหน้าที่ในการอนุญาตตั้งแต่ต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตีความของ กสทช. เอง แต่ทั้งนี้ ตามแผนแม่บทและตามกฎหมาย กสทช. ยังคงมีสิทธิ์ในการพิจารณาและสั่งการอยู่ และจากการดีลของดีแทค-ทรู จากการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็เข้าข่ายควบรวมในกิจการเดียวกัน ซึ่ง กสทช. ต้องใช้อำนาจในการสั่งการด้วยเช่นกัน
ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กสทช. จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชนในการถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ใช่การทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนเพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้าหากไม่ฟังก็ควรจะไปอยู่กำกับดูแลของรัฐแทน แต่ กสทช. คือองค์กรอิสระที่มีสิทธิในการกำกับดูแล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ฉะนั้น พอเกิดการทักท้วงถึงปัญหาการควบรวมกิจการ กสทช. ต้องฟังและนำไปพิจารณา
ปัญหาคือทำไม กสทช. ไม่ยอมไปพิจารณา พยายามไม่อยากตีความ ทั้ง ๆ ที่ตนเองมีหน้าที่ในการทำ ซึ่งพอได้อ่านคำชี้แจงของโฆษก กสทช. จากข่าวก็พบว่าข้อมูลเป็นหนังคนละม้วนมากๆ และจากการตรวจสอบข้อมูลของคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้มีการตีความให้ กสทช. สั่งการให้ตัดสินในการให้หรือไม่อนุญาตให้ควบรวมก็ได้ด้วยซ้ำ การพยายามไม่ตัดสินใจก็ถือว่าเป็นการทำเป็นไม่รู้ว่ามีข้อกฎหมาย และเสมือนอนุญาตโดยนัยแล้ว
“ผมว่าการตีความของ กสทช. มันเหลือทน คือมันเกินไป เพราะว่าศาลปกครอง และกฤษฎีกาก็วินิจฉัยแล้วว่ามีอำนาจแต่ กสทช.กลัวอะไร กลัวว่าเมื่อนำเข้าพิจารณาแล้วจะควบรวมไม่ได้หรือไม่ สิ่งที่เราขอก็ไม่ได้มากเกินไปแค่ขอให้ทำตามกฎหมายคือนำเข้ามาพิจารณาใน กสทช.เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้า หากวันที่ 12 ตุลาคม กรรมการ กสทช. ยังพิจารณาว่าเดินหน้าในการควบรวมไม่สะดุดก็ขอให้รับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำด้วย” ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว
ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวด้วยว่า การที่ กสทช.บอกว่า การควบรวมดีแทค-ทรู เป็นแต่วาระแจ้งให้ทราบ เท่ากับว่าเป็นการพิจารณาอนุญาตให้ควบรวมซึ่งไม่ใช่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งอาจจะเข้าข่ายการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยเช่นกัน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ‘ศิริกัญญา’ ปลุก ‘กสทช.’ เคาะดีลทรู-ดีแทค อย่าผิดทิศ เชื่อ ผลอย่างไรโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง
- ‘สุภิญญา’ โวย ‘กสทช.’ โบ้ยหน้าที่ ชง ‘กฤษฎีกา’ หวังตีความตนเองไม่มีอำนาจเคาะดีลทรู-ดีแทค
- 29 ส.ค. กลุ่มพลเมืองเพื่อเสรีภาพในการสื่อสาร นัดบุก ‘กสทช.-กขค.’ ค้านดีลทรู-ดีแทค
- นักวิชาการ ขำก๊าก ‘กสทช.’ ยกเคสทรู-ดีแทค เทียบตปท. ผูกขาด แต่บอกค่าโทรไม่เพิ่ม
- บอร์ด กสทช.ขอประเมินผลกระทบและแนวทางป้องกันผูกขาด ปมควบรวมทรู-ดีแทค ก่อนเคาะขั้นสุดท้าย
- นักวิชาการ ชี้ ควบรวม ‘ทรู-ดีแทค’ สู่เทคคอมปานี แค่ขายฝัน หวั่น กสทช. เซ็นเช็คเปล่า
- ‘สภาฯผู้บริโภค’ ถกเดือด ดีล ‘ทรู-ดีแทค’ ซ้ำชะตากรรมผู้บริโภค หาเงิน-จ่ายค่าโทรแพงขึ้น 120%
- ‘หมอลี่’ แง้ม ดีลทรู-ดีแทค จบชัวร์ที่ศาล จวกผลการศึกษาจุฬาฯ จริงครึ่งเดียว

