‘สุพัฒนพงษ์’ ชี้พลังงานโลกเจอวิกฤตซ้ำซ้อน รบ.จ่อกู้แสนล.โปะกองทุน-เร่งหาเชื้อเพลิงสำรอง

26.10.22 | 14:51 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ ชี้พลังงานโลกเจอวิกฤตซ้ำซ้อน รบ.จ่อกู้แสนล.โปะกองทุน-เร่งหาเชื้อเพลิงสำรอง ขอคนไทยช่วยกันประหยัดหากทำได้20% คิดเป็นวงเงินถึงแสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เวลา 13.30 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “Energy for Tomorrow วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” โดย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษ “พลังงาน : วาระโลก-วาระประเทศไทย 2023” ว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาได้เกิดสิ่งที่เราไม่เคยเจอ คือเรื่องโควิด -19 ซึ่งในยามที่เกิดโควิด กำลังการผลิตก็ลดลง การใช้ใช้ก็ลดลง การเคลื่อนย้ายการหายไป และพลังงานก็ใช้น้อยลง ราคาก็ลดลงไปเป็นธรรมดา พอปลายปี 2564 เศรษฐกิจก็เริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในประเทศภาคตะวันตกมีวัคซีน

ในขณะที่กลุ่มประเทศในเอเชีย ยังติดปัญหาเรื่องวัคซีน แต่สถานการณ์ก็ค่อยปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ดีมานด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ซัพพลายที่ลดลงไปในระหว่างโควิด กว่าจะผลิตได้และกลับมาปกตินั้น ราคาสินค้าก็ต้องขึ้นเป็นปกติ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป

ซึ่งตอนนั้นประเทศไทยยังไม่ฟื้นดี แต่ก็เริ่มรู้ตัว ว่าราคาพลังงานเริ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลก็เข้าไปควบคุมดูแล โดยคาดว่าจะขึ้นไม่นาน คิดว่าถ้าซัพพลายกลับมาเท่ากับดีมานด์ ก็กลับสู่สภาพเดิม หรือสมดุล ดังนั้น ราคาก็ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมาก ไทยเราจะได้ก้าวข้ามผ่านพ้นโควิด และสู่สภาพเดิมได้อย่างรวดเร็ว

Advertisement

อย่างไรก็ดี เมื่อต้นปี 2565 มีสัญญาณของวาระโลกขึ้นมา คือ เรื่องรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดแซงชั่น และแยกขั้วกัน นำไปสู่การไม่สมดุลในการผลิตต่างๆ ประเทศรัสเซียเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานรายใหญ่ และส่งซัพพลายให้ยุโรปตลอดเวลา นานเป็นหลายสิบปี แต่วันดีคืนดีก็ตัดสัมพันธ์ทางการค้า ทำให้เลิกส่งพลังงานให้กัน จึงเกิดวิกฤตพลังงานทันที ซ้ำเติมที่กำลังรอการผลิตให้กลับมาปกติ ทำให้ราคาพลังงานโดดขึ้นมา ส่งผลให้เกิดความกังวล

รัฐบาลก็พยามยามมาตรการต่างๆ และการช่วยเหลือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าไปตรึงราคาไม่ให้สูง และรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย แน่นอนว่า การมีมาตรการเข้าไปตรึงราคาน้ำมัน ก็มีภาระจำนวนเงินนับแสนล้านบาท ทั้งนี้ก็จะต้องมีการกู้เงิน และกองทุนน้ำมันฯก็ทยอยคืน เพื่อเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ

แม้ว่าคนไทยจะเคยชินกับการมีไฟฟ้า และพลังงานใช้อย่างไม่ขาดแคลน แต่โดยข้อเท็จจริงไทยต้องนำเข้าพลังงานประมาณ 80% ของทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนได้รับผลกระทบ ส่วนก๊าซธรรมชาติ นำเข้า 20-30% โดยที่ราคาก็เพิ่มขึ้น 5 เท่า มีผลสำคัญต่อราคาก๊าซธรรมชาติในไทยบ้าง

“สิ่งเหล่าเป็นสิ่งที่ไม่เคยเจอ เพราะต่างก็หวังว่าจะดีขึ้นหลังโควิด แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะมีวิกฤตซ้ำ วิกฤตซ้อนขึ้นมา และก็ไม่เคยเห็นมาหลายชั่วชีวิต หลังจากสงครามเย็นมา ที่ไปไหนมาไหนรู้สึกไม่มีพรมแดน แต่ตอนนี้จะเริ่มกลับมามีพรมแดน จากการที่ช่วงนี้เกิดวิกฤต” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว

รัฐบาลก็พยามยามทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะหาพลังงานทดแทน พลังงานสำรอง เพื่อลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ จากเดิมที่ต้องนำเข้า 30% ส่วนน้ำมัน รัฐบาลก็จะดูแลในส่วนของดีเซล เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ส่วนเบนซิน ราคาก็เริ่มกลับมาสมดุล แต่หากใครปรับตัวใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือกึ่งไฟฟ้าก็จะช่วยประหยัดได้มาก

รัฐบาลก็พยายามประคับประคองเศรษฐกิจให้ฟื้นตัว จนทุกวันนี้ดีขึ้นแล้ว แต่เรื่องพลังงานงานโลกยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะสองขั้วอำนาจมีความคิดที่ต่างกัน ฝั่งหนึ่งก็พยายามลดเงินเฟ้อ และความร้อนแรงเศรษฐกิจในการใช้จ่าย ด้วยการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเห็นผลให้เกิดการลดใช้พลังงาน จนทำให้ราคาลง ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งก็โอเปกพลัส หรือ กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน และพันธมิตร เห็นว่าใช้พลังงานลดลง จึงปรับลดการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคากลับขึ้นมา ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียไปยุโรปก็แตก ทำให้ราคาก๊าซเพิ่มอีก จึงกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้ง

“ดังนั้นจำเป็นต้องอดทนกัน รัฐบาลก็ทำเต็มที่ เดินหน้าและทำมาตรการทุกอย่าง แต่สิ่งที่ขอ คือขอให้คนไทยประหยัด ลดใช้พลังงานลง หรือ เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ก็สามารถช่วยกันได้แล้ว หากสามารถประหยัดลดลงได้ 20% จะสามารถช่วยประเทศชาติประหยัดได้ถึงหลักแสนล้านบาท” นายสุพัฒนพงษ์ กล่าว