One Matichon เกาะติดรัฐบาลอนุทินประกาศสงครามแก๊งสแกมเมอร์
ความเดือดร้อนจากอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพิ่มทวีความรุนแรงจนถือเป็นภัยคุกคามต่อคนไทยมาหลายปี ยิ่งกับปี 2568 การเติบโตของศูนย์สแกมมิ่งในพื้นที่ประเทศเมียนมาอย่างผิดสังเกต
โดยเฉพาะ KK Park ในเมืองเมียวดี รัฐกะยิน เมียนมา ถือเป็นหนึ่งในจุดที่มีการหลอกแรงงานต่างชาติ เข้าไปทำงาน แล้วบังคับให้กระทำร่วมขบวนการสแกมจำนวนมาก
รายงานข่าวระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2564–2565 โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นบางกลุ่ม และปี 2568 นี่เอง ที่กลายเป็นข่าวใหญ่สะเทือนโลก
ต้นปี 2568 แฟนสาว ของ “ซิงซิง” นักแสดงชาวจีน ได้โพสต์ขอให้ช่วยตามหาแฟนหนุ่มที่หายตัวไปบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2568
ซิงซิง นักแสดงหนุ่มเข้าวงการตั้งแต่ 2558 มีชื่อเสียงจากการร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Ip Man 3 และร่วมแสดงในซีรีส์หลายเรื่อง การหายตัวของเขา เป็นที่ติดตามของชาวจีนจนขึ้นฮอตเสิร์ช ในเว่ยป๋อของจีน
เขาถูกติดต่อให้มาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อกลับพบว่าเส้นทางที่รถเก๋งพาเขาไปนั้น ดูเหมือนจะไกลออกไป ที่สุดท้ายที่ ซิงซิง ขาดการติดต่อกับแฟนสาว คือ ที่ แม่สอด จ.ตาก เรื่องร้อนถึง สถานทูตจีนประจำประเทศไทย ที่ได้รับการติดต่อขอความช่วยเหลือจากครอบครัว
เจียเจีย แฟนสาวของเขาบินมาไทยเพื่อติดตามตัวแฟนหนุ่ม ข้อมูลจาก ผบก.จ.ตาก ยืนยันว่า การหายตัวไปของซิงซิงนั้น ไม่ใช่การลักพาตัว หลังจากนั้นไม่นาน พ.ต.หม่องวิน รองผู้บัญชาการ BGF ก็ออกมาบอกว่า ได้ตัว “ซิงซิง” แล้ว และ ได้ข้ามกลับมาประเทศไทยในวันที่ 7 มกราคม
ครั้งนั้น ซิงซิง ได้อัดคลิปวิดีโอ บอกว่าที่ๆเขาไป มีคนในตึกประมาณ 50 คน คนออกไปนอกตึกไม่ได้เลย ขณะที่ตึกอีกตึกที่เห็น ใหญ่มาก และมีกฎให้ทุกคนต้องโกนหัว
และยัง ขอบคุณประเทศไทย พร้อมฝากให้ทุกคนระวังตัว
อาจเป็นเพียงไม่กี่วัน ที่ ซิงซิง หายตัวไป จากการถูกหลอกให้มาเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และ ช่วยเหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัย แต่กรณีดังกล่าว ก็ถูกติดตาม ไม่เฉพาะกับ ชาวไทยและจีน แต่ยังมีคนทั่วโลก ที่จับตามอง และยิ่งทำให้เห็นความอันตรายของแก๊งคอลเซ็นเตอร์พื้นที่ชายแดน
วันที่ 9 มกราคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ หยิบกรณีของ “ซิงซิง” เข้าขึ้นหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทันที รวมทั้งนำเรื่องดังกล่าวไปตรวจสอบในคณะกรรมาธิการความมั่นคง เพื่อหาทางการป้องกันและปราบปราม รวมทั้งเสนอมาตรการต่อรัฐบาล
นายรังสิมันต์ โรม เชิญตัวแทนกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งปมการการขายไฟฟ้าให้กับบริษัทนอมินี ของกลุ่มแก๊งคอลเซนเตอร์ ที่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงของไทย ทั้งที่มีคำสั่งทบทวนการขายไฟฟ้าตั้งแต่รัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมขอให้เพิ่มเน้นความเข้มข้นในมาตรการต่าง ๆ โดยเฉพาะ 59 ท่าข้ามตามแนวชายแดน
ขณะที่ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองไทย ก็ผลักดันส่งผู้ต้องหาชาวจีนจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา และเกี่ยวข้องกับกรณีการหลอกลวง นายหวังซิง หรือ ซิงซิง นักแสดงชาวจีน เพื่อส่งให้ทางการจีนรับตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ในเวลาต่อมา
จังหวะเดียวกันนั้น ฝ่ายไทยและจีนได้ร่วมตั้งศูนย์ประสานงานร่วมเพื่อปราบเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ผิดกฎหมายที่ชายแดนไทย-เมียนมา-กัมพูชา
สิ้นเดือนมกราคม 2568 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เริ่มมาตรการออกปราบปรามการหลอกลวงผ่านแก๊งคอลเซนเตอร์ มีมาตรการ “ปิดปากม้า” ให้ทุกสถาบันการเงินห้ามทำธุรกรรมหรือโอนเงินเข้าบัญชีผู้ต้องสงสัยเป็นบัญชีม้าและแจ้งเตือนถึงผู้ใช้บริการทางการเงิน
ขณะที่รัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศกร้าวให้ตัดไฟชายแดนไทย-เมียนมาทันที พร้อมให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ด่วน กระทั่งมีมติตัดไฟเมียนมา 5 จุด ตั้งแต่เวลา 09.00 น.ของวันที่ 5 ก.พ. ครอบคลุมฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก อ.เชียงราย และกาญจนบุรี
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ดำเนินการตัดไฟชายแดนไทย-เมียนมา รวม 5 จุด ได้แก่
จุดที่ 1: บริเวณริมฝั่งแม่น้ำแม่สาย เขตแดนฝั่งประเทศไทย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา
จุดที่ 2: บริเวณบ้านเหมืองแดง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึงเมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมา
จุดที่ 3: บริเวณบ้านห้วยม่วง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถึงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา
จุดที่ 4: บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถึงเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา
จุดที่ 5: บริเวณพรมแดนบ้านพระเจดีย์สามองค์ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ถึงเมืองพญาตองซู รัฐมอญ ประเทศเมียนมา
การตัดไฟทั้ง 5 จุด คิดเป็นปริมาณไฟที่ 20.37 เมกะวัตต์ โดยมีรายงานพบการตัดไฟฝั่งท่าขี้เหล็กกระทบ 7,000 ครัวเรือน และโรงพยาบาล 5 แห่ง และโรงเรียน 45 แห่ง

ดูเหมือนในระยะนั้นรัฐบาลจีนจะจริงจังกับการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ระหว่างวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2568 น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี และคณะเยือนจีนพบ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณัฐประชาชนจีน มีข้อสรุปในการสนับสนุนแก้ปัญหาขบวนการลวงออนไลน์แก๊งคอลเซนเตอร์
เมื่อ น.ส.แพทองธาร กลับมาไทย ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลฯ หน่วยงานความมั่นคง เร่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติออนไลน์ โดยประสานกับทางการจีนในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ไม่นานหลังจากนั้นก็ปรากฎ รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เข้าพบพนักงานอัยการ สำนักคดีค้ามนุษย์ เพื่อหารือในประเด็นข้อกฎหมายในการขอออกหมายจับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นผู้นำกองกำลัง BGF หรือ ผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง กองกำลังสำคัญที่ปกครองเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ตามที่ปรากฏหลักฐานภายหลังการช่วยเหลือเหยื่อคดีค้ามนุษย์ ชาวอินเดีย ซึ่งถูกนำตัวไปบังคับทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์
มีรายงานอีกว่า ผู้นำกองกำลัง BGF ที่ถูกเสนอให้ออกหมายจับ คือ พันเอก ซอชิตตู่ (Colonel Saw Chit Thu) หรือ หม่องชิตตู กับพวก
การป้องกันและปราบปรามขยายผล จากฟากฝั่งที่ชายแดนไทยติดกับประเทศเมียนมามาสู่ฟากฝั่งที่ชายแดนไทยติดกับประเทศกัมพูชา
วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจังหวัดสระแก้ว
มีข้อเสนอสร้างรั้วกั้นด่านชายแดนในพื้นที่ทับซ้อน ควบคุมการเข้า-ออกป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกว่า 55 กม.จัดสรรงบ 286 ล้านบาท โดยคาดการณ์ว่า 6 เดือนเห็นผล
ขณะที่ฟากฝั่งประเทศเมียนมา มีการปล่อยตัวเหยื่อแก๊งคอลเซนเตอร์ในเมียนมา 261 คน และอีก 7,000 คน ที่กำลังรออยู่ออกมา โดยไทยจะประสานประเทศปลายทางให้มารับตัวกลับได้โดยตรงไม่ต้องตกค้างอยู่ที่จ.ตาก
ขณะนั้นประเมินกันว่า อาจมีคนอยู่ในศูนย์สแกมฯที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา ถึง 50,000 – 100,000 คน
- DSI ส่งมติเห็นชอบออกหมายจับ หม่องชิต ตู่ พร้อมพวก ค้ามนุษย์ ถึงมืออัยการสูงสุดแล้ว
- หม่องชิตตู่ ถาม ทำผิดอะไร ไทยถึงออกหมายจับ ยันไม่เกี่ยวแก๊งคอล แค่ได้ค่าเช่า 1 แสนบ.ต่อ 2.5 ไร่
ขณะที่ ทางการจีน ก็ได้เริ่มขยับต่อ ส่ง นายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของประเทศจีน นายตำรวจฝีมือดี เดินทางผ่านไทย ไปเมียวดี เพื่อติดตามปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ด้วยตัวเอง รุดคุยกับ หม่องชิตตู่ เลขาฯ BGF ผู้บัญชาการกองทัพกะเหรี่ยงในพื้นที่ จ.เมียวดี ในการปราบแก๊งคอลให้เด็ดขาด
หลิวจงอี้ ยังได้รุดดูจีนเทา ที่ BGF ช่วยออกมาอยู่ในมือนั้น ประมาณถึง 1,000 คน ซึ่งถูกรวมไว้ที่สนามฟุตบอลในเมียวดี มีข้อเสนอ 4 ข้อ ให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทยขณะนั้น ภูมิธรรม เวชยชัย พิจารณา ได้แก่ ให้ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ตคอลเซนเตอร์ เจรจาชนกลุ่มน้อยปล่อยชาวจีน 3,000-4,000 คน ที่ถูกลวงไปทำงาน และจับกุมชาวจีนเทาในเมียนมาทำธุรกิจคอลเซนเตอร์
ไม่นานหลังจากนั้น จีนก็ส่งเครื่องบิน มารับชาวจีน กลับประเทศไป
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 น.ส.แพทองธาร พบ นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว หารือแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ประสานงานร่วมกับศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย
และก่อนจะสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ น.ส.แพทองธารประกาศยุทธการปิดจ๊อบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “ไม่จบ ไม่เลิก”
ดูเหมือนว่าประเด็นการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลายเป็นหัวข้อที่นานาชาติให้ความสนใจ
วันที่ 23 มิถุนายน 2568 น.ส.แพทองธาร นายกฯ ประกาศภายหลัง เป็นประธานการประชุมติดตามมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ว่า รัฐบาลไทยประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยไทยอาสาเป็นเจ้าภาพในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในการหาความร่วมมือกับนานาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน
จากข้อมูลของ UN หรือ สหประชาชาติที่ได้มีข้อมูลว่า กัมพูชา ถือเป็นแหล่งศูนย์รวมอาชญากรรมระดับโลก เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ มีมูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท/ปี มาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการฟอกเงิน ซึ่ง 40-60% ของจีดีพีกัมพูชามาจากคอลเซนเตอร์
ทั้งนี้ให้ทุกภาคส่วนกำหนดไทม์ไลน์ และเคพีไอในการดำเนินมาตรการชัดเจน ภายใน 3 เดือน สถิติการแจ้งความ ความเสียหายของคนไทย การยึดทรัพย์ ตัวเลขความเสียหาย และการดำเนินคดีเครือข่าย จะต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม

โลกมองอาเซียน ศูนย์กลางสแกมเมอร์
การหลอกลวงออนไลน์เป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ั เนื่องมาจากพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ทำให้โลกไร้พรมแดน เทคโนโลยีทุกชนิดมาพร้อมกับด้านดีและด้านลบ โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผู้คนหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีต่างๆ ในการดำรงชีวิตมากขึ้น การติดต่อกับผู้คนผ่านโลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ลุกลามไปทั่วโลกอยู่ในเวลานี้ ที่ไม่ว่าใครและไม่ว่าจะอยู่ในส่วนไหนของโลกก็ยากจะเลี่ยงพ้น
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเชียงใต้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงออนไลน์ สแกมเมอร์ รวมถึงการค้ามนุษย์ที่ถูกดึงเข้าสู่ขบวนการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งติดกับประเทศไทย ลาว เมียนมา และกัมพูชา ที่มักมีจุดเริ่มต้นมาจากธุรกิจคาสิโนซึ่งเชื่อมโยงกับการฟอกเงินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดและอาชญากรรมประเภทอื่นๆ
จากข้อมูลของ ตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล พบว่าผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกนำตัวเข้ามาสู่ขบวนการหลอกลวงออนไลน์มาจากประเทศต่างๆ มากถึง 66 ประเทศ โดยข้อมูลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาของอินเตอร์โพลชี้ว่า 74% ของเหยื่อการค้ามนุษย์ถูกพาตัวมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ประมาณ 90% ของผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือจากขบวนการค้ามนุษย์ที่พัวพันกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์มาจากประเทศในเอเชีย ราว 11% มาจากประเทศในอเมริกาใต้หรือแอฟริกา ในกลุ่มคนที่ถูกหลอกลวงและได้รับการช่วยเหลือออกมา 80% เป็นผู้ชาย และ 61% มีอายุระหว่าง 20-39 ปี
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ : 5 จุดอ่อนฮุน เซน
แม้ว่าการหลอกลวงผู้คนจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่อุตสาหกรรมฉ้อโกงออนไลน์ได้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วและทำรายได้มากที่สุดในโลกในเวลาเพียงไม่นานนัก เพราะอาศัยเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถหลอกลวงผู้คนที่อยู่ห่างไปยังประเทศอื่น โดยไม่สามารถสืบค้นหรือติดตามร่องรอยได้ง่าย ขณะเดียวกันก็สามารถทำเงินได้อย่างง่ายดายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
ตั้งแต่ปี 2566 อินเตอร์โพลชี้ว่า แนวโน้มของอาชญากรรมออนไลน์ได้แปลงสภาพจากภัยคุกคามระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก โดยมีการประกาศเตือนภัยสีส้มซึ่งเป็นการส่งสัญญานเตือนว่า มันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงและส่งผลต่อความปลอดภัยสาธารณะ
รูปแบบของการหลอกลวงก็ถูกปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่การหลอกลวงโดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ กล่าวอ้างว่าเหยื่อทำผิดหรือพัวพันกับสิ่งผิดกฎหมายและกำลังถูกตรวจสอบ การหลอกให้รัก หลอกให้ลงทุนในโครงการต่างๆ หรือสกุลเงินดิจิทัล ไปจนถึงซื้อขายสิ่งต่างๆ ที่ไม่มีอยู่จริง ขณะที่เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็ยิ่งสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมหลอกลวงนี้
สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็น “ผู้ให้บริการด้านอาชญากรรม” ที่ทำกิจกรรมผิดกฎหมายหลากหลายรูปแบบ และมีการย้ายฐานปฏิบัติการไปเรื่อยๆ ในภูมิภาคนี้ โดยยึดเอาความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ เป็นเกณฑ์ตัดสินใจในการย้ายฐานไปยังพื้นที่ที่มีกฎระเบียบที่ผ่อนปรน มีการกำกับดูแลที่อ่อนแอและมีการเลือกปฏิบัติ

หนังสือ “Scam: Inside Southeast Asia’s Cybercrime Compounds” ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกที่เขียนขึ้นโดย ไอแวน ฟรานเชสชินี, หลิง ลี่ และมาร์ก โบ ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ ได้ระบุถึงการแฝงตัวของอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในประเทศอย่างกัมพูชา ลาว เมียนมา และฟิลิปปินส์ว่ามีบริบทที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับเงื่อนไขในแต่ละประเทศนั้นๆ
ในกัมพูชา มักจะมีส่วนเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับคาสิโน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การประกอบธุรกิจและนิคมอุตสาหกรรม ขณะที่ในลาว อุตสาหกรรมหลอกลวงส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นเขตอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนโดยจีน เพราะมีการกำกับดูแลในด้านกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎหมายน้อย
ในเมียนมา ธุรกิจเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ที่เห็นได้มากที่สุดคือในบริเวณพื้นที่ชายแดนที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ และกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ต่อต้านและกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประวัติเกี่ยวกับการค้าขายสิ่งผิดกฎหมายมาอย่างยาวนาน
ส่วนฟิลิปปินส์ ขบวนการเหล่านี้เติบโตไปควบคู่กับธุรกิจการพนันที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ โดยอาศัยช่องโหว่จากระบบการออกใบอนุญาตที่ซับซ้อนและเครือข่ายนายหน้าท้องถิ่นเพื่อหาช่องในการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ก่อนที่รัฐบาลกลางจะเริ่มเข้มงวดมากขึ้นและทำการปราบปรามในภายหลัง
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจสแกมเมอร์สามารถฝังรากได้ดีที่สุดในประเทศ หรือพื้นที่ที่มีช่องว่างของกฎระเบียบ ที่การบังคับใช้กฎหมายหรือการควบคุมไม่รัดกุม เชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการยินยอมให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น จนนำมาซึ่งคำถามที่ว่า เหตุใดบางประเทศ อุตสาหกรรมหลอกลวงนี้จึงฝังรากลึกได้มากกว่าประเทศอื่น และปัจจัยทางการเมืองในแต่ละพื้นที่มีบทบาทอย่างไรที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้คงอยู่ได้ แม้ว่ามันจะมีผลกระทบทางสังคมมากมาย
อย่างในกรณีของ เสอจื้อเจียง ชาวจีนสัญชาติกัมพูชา ที่ถูกจับในกรุงเทพฯ ตามหมายอินเตอร์โพล เจ้าพ่อเมืองบาป ชเวก๊กโก ก็เริ่มก่อร่างสร้างตัวที่ฟิลิปปินส์จากธุรกิจพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมายในจีน
โดยระหว่างอยู่ฟิลิปปินส์ เขาเคยทำงานร่วมกับ อลิซ กัว หรือ กัวหัวผิง อดีตนายกเทศมนตรีฟิลิปปินส์ ก่อนจะถูกปลดจากตำแหน่งเพราะประพฤติตนไม่เหมาะสม และถูกวุฒิสภาฟิลิปปินส์สอบสวน ในความผิดเกี่ยวกับการพนันชายฝั่งที่กำหนดเป้าหมายลูกค้าชาวจีน
การดำรงอยู่ของฐานที่มั่นสำหรับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้ มักจะอยู่ในพื้นที่ปิดที่ผู้ปฏิบัติงานตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวด โดยทั่วไปแล้วมันจะอยู่ได้เพราะมีการให้ความคุ้มครองทางการเมืองหรือเป็นเขตพิเศษ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนในระดับท้องถิ่น จนกลายเป็นส่วนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผู้ให้บริการด้านต่างๆ และนายหน้าที่หลอกลวงคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ ซึ่งมักเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่เจ้าของที่ดิน ธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ ไปจนถึงชุมชนรอบข้างที่ต่างก็ได้กำไรจากกิจกรรมเหล่านี้
จึงเป็นที่มาของคำอธิบายว่า เหตุใดอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้จึงฝังรากลึกและมีความมั่นคงในพื้นที่ แม้จะเป็นเรื่องเปิดเผยที่รับรู้กันโดยทั่วไปก็ตาม
การบังคับใช้กฎหมายโดยรัฐบาลในพื้นที่เหล่านี้ มักจะมีลักษณะเชิงตั้งรับ ไม่สม่ำเสมอ และฉาบฉวย ในบางกรณี การกวาดล้างมักจะเกิดขึ้นเพราะแรงกดดันจากนานาชาติหรือแรงกดดันทางการทูต หลายครั้งการดำเนินงานของกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ถูกยุติลงอย่างแท้จริง แต่ย้ายฐานไปยังพื้นที่หรือประเทศที่มีกฎระเบียบหรือการกำกับดูแลอ่อนแอกว่า ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับบทบาทเกี่ยวกับความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย เจตจำนงทางการเมือง และความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่มีส่วนสำคัญต่อการฟื้นตัว และความคงอยู่ของอุตสาหกรรมเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ไม่ได้หยุดนิ่ง การกวาดล้างในบางประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในบางพื้นที่ก็เป็นเพียงปัจจัยผลักดันให้มีการย้ายฐานดำเนินงานไปยังสถานที่ใหม่ๆ ซึ่งได้รับการยืนยันจากรายงานล่าสุดของ UNODC ที่พบว่ามีการแพร่ขยายของกิจกรรมหลอกลวงเหล่านี้ไปยังภูมิภาคแปซิฟิก แอฟริกา และภูมิภาคอื่นๆ
ขณะที่อินเตอร์โพล ก็พบการเพิ่มขึ้นของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ ในตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก และอเมริกากลาง ซึ่งกำลังค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางในระดับภูมิภาคแห่งใหม่
ข้อมูลเหล่านี้ สะท้อนออกมาได้ว่า อุตสาหกรรมผิดกฎหมายเช่นนี้ สามารถแพร่กระจายและผสมผสานเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ง่ายเพียงใด ทั้งยังตอกย้ำบทบาทของสภาพการทุจริตในท้องถิ่น ความล้มเหลวของการกำกับดูแลระหว่างประเทศ ช่องโหว่ของการควบคุมทางการเงิน และกลไกการฟอกเงินที่เปิดทางให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างง่ายดาย
นอกจากปัจจัยในพื้นที่แล้ว ช่องว่างระหว่างความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ ที่ถูกกลุ่มอาชญากรรมนำไปใช้งาน กับการตอบสนองของรัฐบาลในภูมิภาคต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน โดย อินเตอร์โพลย้ำว่า พบการใช้เอไอในคดีหลอกลวงออนไลน์เพิ่มมากขึ้น อย่างการทำโฆษณาปลอมที่ดูน่าเชื่อถือเพื่อดึงดูดเหยื่อ ขณะที่เส้นทางที่ใช้ในการหลอกเหยื่อไปยังศูนย์หลอกลวงในพื้นที่ต่างๆ ก็ถูกนำไปใช้กับการค้ายาเสพติด อาวุธ และการค้าสัตว์ป่าคุ้มครองได้ด้วยเช่นกัน
และแม้ว่าฐานที่มั่นของอุตสาหกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้จะตั้งอยู่ในภูมิภาคแต่มันก็เป็นปัญหาที่มีผลกระทบระดับโลก มันเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และยากที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ไขได้เพียงลำพัง เพราะเมื่อจะจัดการปัญหานี้ได้ในพื้นที่หนึ่ง มันก็เพียงแต่ย้ายฐานไปยังอีกประเทศหนึ่งที่มีการบังคับใช้กฎหมายน้อยกว่าเท่านั้น
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ชาวอเมริกันสูญเงินไปอย่างน้อย 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3.25 แสนล้านบาทจากการหลอกลวงออนไลน์ที่มีศูนย์กลางอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเมินว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายนี้สูงกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.95 ล้านล้านบาทต่อปี แต่ความเสียหายที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก
และเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ประกาศยึดทรัพย์ นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ วัย 37 ปี ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือ ปรินซ์ กรุ๊ป กลุ่มบริษัทข้ามชาติที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกัมพูชาในข้อหาสมรู้ร่วมคิด คบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน
ทั้งยังระบุว่าเป็นผู้ดำเนินการศูนย์สแกมเมอร์โดยใช้แรงงานบังคับทั่วประเทศกัมพูชา โดยมีการยึดทรัพย์เป็นบิตคอยน์มูลค่าราว 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ
ในรายงานยังระบุว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวโดยไม่สมัครใจในศูนย์เหล่านี้ เกี่ยวข้องกับแผนลงทุนในเงินดิจิทัลที่เรียกว่า กลโกงเชือดหมู โกงเงินหลายพันล้านเหรียญจากเหยื่อในสหรัฐ
ทั้งระบุว่า ปรินซ์ กรุ๊ป ของจำเลยเฉินจื้อนั้น ดำเนินงานเหล่านี้โดยการค้ามนุษย์แรงงานหลายร้อยคน และบังคับให้พวกเขาทำงานในสถานที่ต่างๆ ถูกข่มขู่ มีหอพักที่มีกำแพงสูงและลวดหนาม มีศูนย์รับสายอัตโนมัติที่ใช้โทรศัพท์หลายพันเครื่อง และ เบอร์มือถือหลายล้านเลขหมาย จำเลยได้สื่อสารกับลูกน้องโดยตรง ในการตีคนที่ก่อให้เกิดปัญหา โดยกรณีหนึ่งระบุว่าเหยื่อไม่ควรได้รับการ “ตีจนตาย”
ขณะที่ เฉินจื้อ นำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม ไปเที่ยวและใช้เพื่อความบันเทิงสุดหรู และซื้อของฟุ่มเฟือย เช่น นาฬิกา เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว บ้านพักตากอากาศ ของสะสมไฮเอนด์ และงานศิลปะหายาก ซึ่งรวมถึง ภาพวาดของปิกัสโซที่ซื้อผ่านบริษัทประมูลในนิวยอร์ก
หลังจากนั้นไม่นานอังกฤษก็ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายของเขาตามมา พร้อมกับยึดทรัพย์ที่มีทั้งคฤหาสน์ สำนักงาน และอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ มูลค่ากว่า 100 ล้านปอนด์ในลอนดอน ล่าสุดฮ่องกงและไต้หวัน ก็เพิ่งอายัดทรัพย์มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์ที่เกี่ยวข้องกับปรินซ์ กรุ๊ปของเขาอีกด้วย
ตามมาด้วยอีกหลายชาติ ทั้งสิงคโปร์ที่ออกมายึดทรัพย์ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง บัญชีธนาคาร เงินสด เรือยอชต์ รวมไปถึง ไต้หวัน ฮ่องกง และ เกาหลีใต้ ที่ออกมาอายัดทรัพย์ของเฉินจื้อ ด้วยเช่นกัน
ขณะที่ไทยเรา ดีเอสไอได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตึกชิโน-ไทย สอบพยานบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยข้อมูลพบว่า ยังไม่มีความเชื่อมโยง เป็นเพียงตั้งชื่อหวังร่วมธุรกิจกัน แต่ยังไม่มีความตกลงร่วมทุนใด
ส่วนการยึดทรัยพ์นั้น ป.ป.ง.ก็ออกมาแจงขั้นตอนว่า ต้องเป็นคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสียก่อน

อีกหนึ่งกรณีที่กลายเป็นตัวอย่างให้คนทั้งโลก จดจ้องการปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกพบเป็นศพในกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะถูกหลอกไปทำสแกมเมอร์ จากพิรุธที่ครอบครัวของเขา ได้รับโทรศัพท์เรียกค่าไถ่ ด้วยภาษาเกาหลีสำเนียงจีน
ร้อนถึงรัฐบาลส่งคิมจีนา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้คนที่ 2 บินข้ามทะเลมาตรวจสอบด้วยตัวเอง เข้าหารือกับ นายกฯ ฮุนมาเนต ของกัมพูชา ถึงเหยื่อเกาหลีใต้ที่ถูกหลอกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางรายเสียชีวิต โดยได้หารือถึงการส่งชาวเกาหลี 61 คน ที่กัมพูชาคุมตัวไว้ ด้วยเกี่ยวอาชญากรรมนี้โดยตรง กลับประเทศ
ครั้งนี้ คิมจีนา ยังได้พาสื่อเกาหลี และ คณะทำงาน ลงพื้นที่ฐานสแกมเมอร์ ของปรินซ์ กรุ๊ป ที่ห่างกรุงพนมเปญเพียง 40 กิโลเมตร ที่แม้จะไม่ทัน พบเพียงสถานที่ แต่ก็เห็นร่องรอยของการหลอกลวง
ฐานปฏิบัติการไท่จื่อประกอบไปด้วยอาคารสูง 4 ชั้น จำนวน 11 แห่ง สามารถรองรับอาชญากรสแกมเมอร์ได้มากกว่า 5 พันคน มีสายอินเตอร์เนตที่ถูกถอดทิ้งไว้ กล้องวงจรปิดในพื้นที่ต่างๆ อาคารที่พัก และรั้วลวดหนาม กำแพงสูง

ขณะที่ฟากฝั่ง เมียนมา รัฐบาลเมียนมา ก็พยายามอย่างหนัก ที่จะปราบ เคเคปาร์ค ให้หนัก มีการทิ้งระเบิดหลายครั้ง ตัดอินเตอร์เน็ต ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปลายปีนี้ ทำให้มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทะลักเข้าไทย จำนวนไม่น้อย
พัฒนาการเหล่านี้ สะท้อนถึงการดำเนินการอย่างจริงจังของโลก ที่จะเร่งเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายจำนวนมหาศาลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้อยู่เบื้องหลังที่กำลังถูกไล่ล่าเท่านั้น
ในการประชุมระหว่างประเทศหลายเวที อาทิ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ครั้งที่ 47 และการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้าร่วม ก็มีการหารือถึงปัญหานี้และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยไทยได้หยิบยกประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติมาพูดถึงในทุกกรอบการหารือข้างต้น พร้อมกับเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การเสริมสร้างขีดความสามารถในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้
เช่นเดียวกับในการประชุม สมัชชาสหภาพรัฐสภาโลกครั้งที่ 151 (IPU151) ที่นครเจนีวา ที่ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ผลักดันให้ “ปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ” กลายเป็นวาระเร่งด่วนของโลก (Emergency Item) ได้สำเร็จ
ข้อมติลักษณะนี้ในเวที IPU ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ และผ่านการพิจารณาหลายระดับ
ความพยายามของไทยที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสแกมเมอร์นั้น สอดคล้องกับที่ ไซริล กูต์ รักษาการผู้อำนวยการบริหารฝ่ายบริการตำรวจของอินเตอร์โพลกล่าวไว้ว่า เครือข่ายของศูนย์สแกมออนไลน์นั้นแผ่ขยายไปทั่วโลก และเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และยังคงเป็นความท้าทายระดับโลกอย่างต่อเนื่อง การรับมือกับภัยคุกคามที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วนี้
จำเป็นต้องอาศัยการประสานความร่วมมือในระดับนานาชาติ เราต้องเพิ่มการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยบังคับใช้กฎหมายในประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึง เสริมสร้างความร่วมมือกับองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ที่ให้ความช่วยเหลือเหยื่อของการหลอกลวง และกับบริษัทเทคโนโลยี ซึ่งแพลตฟอร์มของพวกเขากำลังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือโดยกลุ่มอาชญากรเหล่านี้
ถึงจะรู้ว่าไม่ใช่งานง่าย แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องบูรณาการความร่วมมือกัน เพื่อจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง
สำหรับขบวนการสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา ตามรายงานข่าวระบุว่า หลังสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาด ที่ประเทศกัมพูชาเริ่มมีการตั้ง ศูนย์คอลเซ็นเตอร์ และ ศูนย์เทรดคริปโตปลอม ในเมืองปอยเปต สีหนุวิลล์ และบาเวต
แรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานจากจีนและเวียดนาม
ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากฝีมือของขบวนการสแกมเมอร์ที่อยู่ในพื้นที่ประเทศเมียนมาและกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง
ตำรวจเริ่มพบว่า เงินจากคดีหลอกลงทุน รวมทั้งโรแมนซ์สแกมในไทยถูกโอนต่อไปยังบัญชีในประเทศกัมพูชาและเมียนมา
ทางการจีนได้ประกาศร่วมมือกับไทย-กัมพูชา-ลาว เพื่อปราบเครือข่ายสแกมข้ามชาติ และช่วยเหลือแรงงานไทยกว่า 1,000 คนที่ถูกหลอกให้ไปทำงานใน สีหนุวิลล์ และเมียวดี
จากนั้นปฏิบัติการปราบปรามแก๊งสแกมชายแดนที่ไทยและจีนร่วมมือกันดำเนินการก็เกิดขึ้น จากเดิมเมื่อปี 2567 เป็นปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และสถานทูตจีน ต่อมาในปี 2568 หลังจากไทยกับจีนตั้ง “ศูนย์ประสานงานปราบสแกมข้ามชาติ” ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ข่าวคราวการกวาดล้างก็แพร่กระจาย
วันที่ 26 มิถุนายน 2568 องค์กร Amnesty International ออกแถลงการณ์ว่า กัมพูชาอาจเพิกเฉยต่ออุตสาหกรรมสแกมที่โหดร้ายและละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากนั้นรัฐบาลกัมพูชาได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ จับผู้ต้องสงสัยได้กว่า 2 พันคน
วันที่ 8 กรกฎาคม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. สั่งการให้ พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ พล.ต.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 สนธิกำลังปิดล้อมตรวจค้น 19 จุด ในพื้นที่กทม สมุทรปราการ ชลบุรี ตามยุทธการปิดตึกบัญชีม้า ล่านายทุนเขมร
มีหมายค้นของศาลอาญาตรวจค้น เพื่อหาเพื่อหลักฐานและจับกุม นายก๊กอาน หรือ MR. Kok An เจ้าของ เครือ crown casino resort ตึก 25 ชั้น ตึก 18 ชั้น ซึ่งเป็น ฐานปฏิบัติ แก๊งคอลเซนเตอร์ขนาดใหญ่ เมืองปอยเปต คนสนิท ฮุน เซน ในข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แหล่งฟอกเงิน
จากการสืบสวนสอบสวนพบว่า ผู้ต้องหาบุคคลสัญชาติกัมพูชา เป็นเจ้าของสถานที่อาคารให้ขบวนการกลุ่มคนร้ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ในการก่อเหตุ อันมีส่วนร่วมกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจกรรมหรือการดำเนินการขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์ และการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนาที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการจัดการ สั่งการ ช่วยเหลือ ยุยง อำนวยความสะดวก หรือให้คำปรึกษาในการกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยรู้ถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินกิจกรรมหรือโดยรู้ถึงเจตนา ที่จะกระทำความผิดร้ายแรงขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติด้วย อันมีพยานหลักฐานเพียงพอว่าผู้ต้องหาน่าจะได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา ศาลอาญาอนุญาตให้ออกหมายจับผู้ต้องหา ตามคำร้องหมายจับที่ 3924/2568 ลง 7 ก.ค.68 เพื่อให้สืบสวนจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ได้เปิดข้อมูลอภิปรายเรื่องขบวนการสแกมเมอร์ไว้อย่างดุเดือด เจาะจงถึง นายก๊กอาน ราคาแห่งปอยเปต เจ้าของตึก 18 ชั้น ตึก 25 ชั้น หัวขบวนคนสำคัญแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่ถูกออกหมายจับโดยทางการไทย แต่ก็ยังจับไม่ได้
ทั้งยังระบุถึง นายลียงพัด ราชาเกาะกง ผู้ก่อตั้ง YYP กรุ๊ป และ โอร์เสม็ดรีสอร์ท รวมถึงถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจของกัมพูชาอย่างแนบแน่น รวมไปถึงนายฮุนโต ลูกพี่ลูกน้อง กับนายฮุนมาเนต ที่พัวพันกับ ฮุยวัน กรุ๊ป ที่ถูกสหรัฐ กำหนดให้เป็นสถาบันที่น่ากังวลต่อการฟอกเงิน ผ่าน ฮุยวัน เพย์
ซึ่งรังสิมันต์ โรม ฝากรัฐบาลเอาจริง กรณีดังกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีตัวละครสำคัญอย่างธนาคาร BIC Bank ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบีไอซีกรุ๊ป มีประธานบริษัทชื่อว่า ยิม เลียก ซึ่งเป็นบุตรชายของยิมไซลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา
ที่มีข้อมูลสำคัญที่นายรังสิมันต์เปิดต่อสภาว่า ผู้ถือหุ้นคือ นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ เบน สมิธ เป็นชาวแอฟริกาใต้ มีภรรยาเป็นคนไทยชื่อ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ โดยนายเบนจามิน มีประวัติเคยทำธุรกิจหลอกลวงเป็นคอลเซ็นเตอร์รุ่นดั้งเดิม และยังมีข้อมูลอีกว่า นายเบนจามินมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงที่ชื่อว่า เทียนเทียนเวนเจอร์ ที่ในอดีตเคยหลอกให้คนไทยไปลงทุน
รังสิมันต์ โรม ยังว่า มีภาพของรัฐมนตรีคนสำคัญ ปรากฏภาพกับนายเบนจามิน อีกด้วย
ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็ได้เปิดข้อมูลอีกด้านว่า เครือข่ายนายเบนจามิน ได้เข้าซื้อหุ้นพลังงาน จาหลายบริษัทในไทย และเปิดข้อสงสัยที่ ธนาคาร BIC Group ยังเคยแอบอ้างชื่อนายวรภัค ธัญวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ
รวมไปถึง นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังไทย เคยเป็นประธานกรรมการคนแรกของ BIC Bank
กระแสยังคงถาโถมในประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ต่อมา นายวรภัคจะออกมาแถลงลาออก ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวง (สแกมเมอร์) ในกัมพูชา การฟอกเงิน หรือธุรกิจผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ย้ำไม่เคยเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของ BIC Bank Cambodia และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเป็นตัวแทน (Nominee) ในการซื้อหุ้น บล.ฟินันเซีย ไซรัส
สแกมเมอร์เขย่ารัฐบาล วรภัค รมช.คลัง ชิงลาออก วัดใจอนุทินชิงเกมยุบสภา? ผมรู้ว่าวันสุดท้ายวันไหน
เช่นเดียวกับ นายสถิตย์ที่ก็ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่าไม่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เช่นกัน
ไม่นานหลังจากนั้น นายอนุทิน ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็ลงนาม ถอนสัญชาติ นายพัด สุภาภา หรือลียง พัด โดยระบุว่า นายลียงพัด ผู้ได้รับสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติมีพฤติการณ์ยังคงใช้สัญชาติกัมพูชา ประกอบกับได้รับรายงานข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ที่แสดงว่ามีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ฉ้อโกงประชาชน จนถูกสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติแห่งสหรัฐอเมริกา คว่ำบาตร
“หลอกเชือดหมู” ทั้งโลกเสียหาย 14.14 ล้านล้าน ไทยสูญ 1.5 แสนล้าน
ในปี 2567 ที่ผ่านมา การหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scam) ได้ทำให้คนบนโลกนี้สูญเสียเงินรวมกันประมาณ 442 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยตกประมาณ 14.14 ล้านล้านบาท ส่วนคนไทยสูญเงินไปกับมิจฉาชีพเหล่านี้ 3.2 พันล้านเหรียญ หรือ 115,300 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นตัวเลขจากรายงานของของ Global Anti-Scam Alliance (GASA) ซึ่งเป็นองค์กรพันธมิตรเพื่อการต่อต้านการหลอกลวงระดับโลก
จะเห็นได้ว่า ยอดเงินคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ เมื่อเทียบกับจีดีพีของไทยปี 2567 จำนวน 18.58 ล้านล้านบาท ก็จะมีสัดส่วนความเสียหาย 0.62 % ของจีดีพี แต่ถ้าเทียบกับงบประมาณแผ่นดิน 2567 จำนวน 3.48 ล้านล้านบาท จะมีสัดส่วนถึง 3.31 % และมียอดใกล้เคียงงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข 165,726 ล้านบาท และยังเป็นที่น่าสังเกตอีกว่า ความสูญเสียของคนทั้งโลก 14.14 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับขนาดของจีดีพีประเทศไทยทีเดียว
ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์สูง โดยเทียบจีดีพี ได้แก่ ไนจีเรีย(11.3%) เคนยา( 10.9%) ปากีสถาน (2.5 %) มาเลเซีย(2.1 %) อินเดีย (1.3 %) ฟิลิปปินส์ (1%) ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วจะตกเป็นเหยื่อในสัดส่วนที่ต่ำ ได้แก่ สวีเดน(0.02 %) ไต้หวัน 0.1 % ฮ่องกง 0.2 % สหรัฐฯ 0.2 % และเป็นที่น่าสังเกตว่า อินโดนีเซีย เป็นประเทศเดียวในกลุ่มอาเซียนที่มียอดความสูญเสียต่ำเพียง 0.1 % ของจีดีพี
ข้อมูลของ GASA มาจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 46,000 คนใน 42 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยแต่ละประเทศส่วนใหญ่จะใช้กลุ่มตัวอย่างประเทศละ 1,000 คน เมื่อเปรียบเทียบ การหลอกลวงในระดับโลก และไทย จะเห็นความหมือนและความต่างดังนี้
23 % ของชาวโลกตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ส่วนในประเทศไทยจะอยู่ที่ 14 %
ในระดับโลก 53 % ของการหลอกลวงมาทางโทรศัพท์ ส่วนของไทยขึ้นไปแตะ 68 %
ในระดับโลก 53 % ของการหลอกลงอยู่บนแพลต์ฟอร์ม WhatsApp มาอันดับ 1 ในขณะที่ประเทศไทยอันดับ 1ของการหลอกลงอยู่ คือบน Facebook 66 %
ในระดับโลก 29 % ของเงินที่ถูกหลอก จะโอนผ่านระบบธนาคาร ส่วนในประเทศไทย การโอนเงินผ่านธนาคารสูงถึง 73 %
ในระดับโลก การหลอกลวงให้ช้อปปิ้งมีจำนวนมากที่สุดและ 54% ตกเป็นเหยื่อ เทียบกับประเทศไทย การหลอกลวงให้ลงทุนมีจำนวนมากที่สุดและ 66% ตกเป็นเหยื่อ
การหลอกลวงให้ลงทุน (Investment Scam) จึงเป็นการหลอกลวงที่คนไทยเจอมากที่สุด และเมื่อติดตามจากข่าวความเสียหายมักมียอดตัวเลขสูงเสมอ เป็นที่มาของคำเรียกการฉ้อโกงแบบนี้ว่า การฉ้อโกงแบบเชือดหมู (Pig Butchering Scam) เป็นรูปแบบการหลอกลวงการลงทุนออนไลน์ที่ซับซ้อนและโหดร้าย โดยใช้ชื่อเรียกนี้เปรียบเทียบกับกระบวนการเลี้ยงหมูให้อ้วนก่อนนำไปเชือด
กลวิธีการดำเนินการ
ขั้นตอนที่ 1: การสร้างความสัมพันธ์ มิจฉาชีพจะติดต่อเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย แอปหาคู่ หรือข้อความสุ่ม โดยจะสร้างตัวตนปลอมที่ดูน่าเชื่อถือ (มักเป็นคนรวย ประสบความสำเร็จ) จากนั้นก็ใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจ อาจนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน สนทนาเป็นมิตร มีการแสดงความเอาใจใส่ บางครั้งพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ทางโรแมนติก
ขั้นตอนที่ 2: การแนะนำโอกาสการลงทุน เริ่มพูดถึงการลงทุนที่ตนเองทำและได้กำไรมาก แล้วแนะนำแพลตฟอร์มการลงทุน (ปลอม) เช่น คริปโตเคอร์เรนซี, forex, หุ้น โดยอ้างว่ามี “ข้อมูลวงใน” หรือ “กลยุทธ์พิเศษ” ที่ทำกำไรได้แน่นอน
ขั้นตอนที่ 3: การขุนเลี้ยง (Fattening the Pig) ชักชวนให้เหยื่อลงทุนครั้งแรกด้วยจำนวนเงินเล็กน้อย แล้วแสดงผลตอบแทนที่สูงมากในบัญชีปลอม พร้อมทั้งให้เหยื่อถอนเงินกำไรเล็กน้อยได้จริงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นนำไปสู่การชักจูงให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยข้ออ้างว่า “โอกาสดีมาไม่บ่อย” โดยในบางครั้งให้ยืมเงินหรือกู้เงินเพื่อลงทุนเพิ่ม
ขั้นตอนที่ 4: การสังหาร (The Slaughter) เมื่อเหยื่อลงทุนเงินก้อนใหญ่แล้ว นี่คือจังหวะที่มิจฉาชีพจะหายตัวไป หรือ อ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียม/ภาษีก่อนถอนเงิน ปิดจ็อบด้วยบล็อกการติดต่อ ปิดเว็บไซต์ มาถึงขั้นนี้เหยื่อสูญเสียเงินทั้งหมด
จุดเด่นของการฉ้อโกงแบบนี้
มิจฉาชีพจะใช้เวลานาน – ไม่เร่งรีบ สร้างความไว้วางใจอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา – เข้าใจจิตใจมนุษย์ เล่นกับอารมณ์ เนื่องจากมีสคริปต์ที่ชำนาญ มีบทสนทนาที่เตรียมไว้อย่างดี สร้างความน่าเชื่อถือดูเป็นมืออาชีพ – มีเว็บไซต์ แอปที่ดูจริง มีระบบที่ซับซ้อน เป้าหมายคือเงินก้อนใหญ่
กลุ่มเป้าหมาย
-คนโสด หาความสัมพันธ์
-ผู้สูงอายุที่มีเงินเก็บ
-คนที่มองหารายได้เสริม
-คนที่สนใจการลงทุนแต่ขาดประสบการณ์
ความเสียหาย
ขาดทุนทางการเงินสูงมาก เหยื่อบางรายสูญเสียเงินเป็นล้านบาท
ผลกระทบทางจิตใจ – ความอับอาย ซึมเศร้า ซึ่งจากการสำรวจของ GASA คนไทยคิดอันดับ 1 ใน 15 ประเทศที่เหยื่อได้รับผลกระทบทางจิตใจสูง
ภาระหนี้สิน เนื่องจากหลายคนกู้เงินมาลงทุน
ความสัมพันธ์แตกร้าว กระทบครอบครัว
การป้องกัน
✓ ระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาพูดคุยและพูดถึงการลงทุน
✓ ไม่เชื่อโอกาสลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ
✓ ตรวจสอบแพลตฟอร์มการลงทุนว่าถูกกฎหมายหรือไม่
✓ ไม่โอนเงินให้คนที่ไม่เคยพบหน้า
✓ ปรึกษาคนในครอบครัวหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุน
การฉ้อโกงแบบเชือดหมู (Pig Butchering Scam) เป็นหนึ่งในรูปแบบการฉ้อโกงออนไลน์ที่อันตรายและทำความเสียหายมากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีกลุ่มอาชญากรข้ามชาติดำเนินการอย่างเป็นระบบ
ขณะที่ตำรวจสากล (Interpol) และเอฟบีไอ เริ่มไล่เส้นทางการเงิน
หลังจากสหรัฐอเมริกาตั้งข้อหาเฉินจื้อ ในข้อหาสมคบคิดฟอกเงินและบังคับใช้แรงงานในศูนย์สแกม และ ยึดบิตคอยน์มูลค่ามหาศาล ด้านกองทัพเมียนมาก็เริ่มเปิดเกมรุก ส่งกองทัพบุก KK Park จับผู้ต้องสงสัยกว่า 2,000 คน ไล่ถล่มอาคารก่อสร้าง แรงสั่นสะเทือนเขย่าแรงจนชาวบ้านชายแดนไทยรู้สึก
และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเครือข่ายของเฉินจื้อ และกลุ่ม Bai ในเมียนมา ได้ถูกตรวจสอบพร้อมกันในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย
สำหรับประเทศไทย พรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชนได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูร เอาจริงเอาจังต่อการปราบปราม ทั้งที่เป็นขบวนการภายนอกที่ใช้แผ่นดินไทยในการกบดาน และก่อเหตุ ทั้งเครือข่ายขบวนการที่อยู่ในประเทศไทย รวมไปถึงบุคคลต้องสงสัยอีกหลายคน
ทั้งนี้ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศสงครามกับขบวนการสแกมเมอร์ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
นายอนุทินได้เป็นประธานลงนามเอ็มโอยู 15 องค์กร เพื่อปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์
สำหรับเอ็มโอยูดังกล่าว จุดประสงค์เพื่อเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกใน 5 ด้านหลัก
หนึ่ง บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ไม่ว่าจะเป็นผู้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
สอง สร้างระบบประสานงานแบบบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวกรอง และการสืบสวน
สาม ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องทันที ตัดเส้นทางการเงิน อาชญากรไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินอีกต่อไป
สี่ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ในการตรวจจับเส้นทางเงินและพฤติกรรมของมิจฉาชีพ เพื่อสกัดก่อนเกิดเหตุ
และ ห้า การสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชน ส่งเสริมความรู้เท่าทัน และการแจ้งเบาะแส เพื่อให้คนไทยทั้งประเทศ ระมัดระวังและช่วยกันเป็นหูเป็นตา และเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้กับสงครามป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยนี้
วันที่ 9 พฤศจิกายน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปูพรมตรวจค้นเครือข่าย นายลียงพัด หรือ นายพัด สุภาภา หลังจากที่ตำรวจไซเบอร์พบว่า นายลียงพัด และพวก มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ โดยมีการแบ่งงานกันทำในลักษณะของการรับผลประโยชน์และการฟอกเงิน กระทั่งออกหมายจับผู้กระทำผิดในเครือข่ายนี้รวม 5 ราย ประกอบด้วย
นายพัด สุภาภา อายุ 67 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ 6503/2568 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 นายโชคชัย สุภาภา อายุ 37 ปี คนใกล้ชิดกับนายพัด ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ จ 6540/2568 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 และชาวจีนอีก 3 ราย ในความผิดฐาน “สมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ให้มีการสมคบกัน และร่วมกันกันฟอกเงิน“
เท่ากับว่า สงครามกับภัยไซเบอร์ ที่ไทยจะปะ ฉะ ดะ กับขบวนการสแกมเมอร์เริ่มต้นแล้ว และคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะเอาชนะได้
ผลของการประกาศสงครามกับขบวนการสแกมเมอร์ครั้งนี้จะเป็นเช่นไร มิได้มีเฉพาะคนไทยเท่านั้นที่เฝ้ามอง
หากแต่โลกทั้งใบก็เฝ้าจับตาดูเช่นกันว่า ผลสุดท้ายประเทศไทยกับขบวนการอาชญากรรมนี้ ใครจะแพ้ ใครจะชนะสงคราม

