โลกทรรศน์ | อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์
อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์
ในเมียนมาและกัมพูชา
ต้นเดือนกันยายน กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาเผยแพร่รายงาน คนอเมริกันเสียเงินมูลค่า 10 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ศูนย์หลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อปี 2024
รัฐบาลสหรัฐแซงก์ชั่น 19 บริษัทหลอกลวงในเมียนมาและกัมพูชา ที่พวกเขาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลอกลวง (Scam) ระดับโลก มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ถูกกล่าวหาว่า ขโมยเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐจากคนอเมริกันเพื่อเอาไปใช้ในการบังคับแรงงานและความรุนแรง
แถลงการณ์เมื่อ 12 กันยายน the U.S. Treasury Department’s Department of Foreign Assets Control-OFAC ประกาศแซงก์ชั่นทางการเงินและการทูตต่อศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง 9 เป้าหมายที่เมืองชเวก๊กโก (Shwe Kokko) ฮับหลอกลวงที่โดดเด่นในเมียนมา
John K. Hurley ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน (Terriorism and Finance Intelligence) กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ไม่เพียงคุกคามความกินดีอยู่ดีและความมั่นคงทางการเงินของคนอเมริกันเท่านั้น แต่ทำให้คนหลายหมื่นคนตกเป็น ทาสสมัยใหม่ (modern Slavery)
ในแถลงการณ์ที่แยกออกมา รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ Macro Rubio กล่าวว่า การแซงก์ชั่นจะปกป้องคนอเมริกันจากการเต็มไปด้วยการปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ โดยจะปั่นป่วนความสามารถของเครือข่ายอาชญากรรมต่อเนื่อง ในความผิดระดับอุตสาหกรรม การบังคับแรงงาน การละเมิดต่อร่างกายและทางเพศ
การแซงก์ชั่นครั้งนี้เป็นการตอบสนองล่าสุดต่อคลื่นอาชญากรรมดิจิทัลที่มีทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับตั้งแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการกำกับดูแลหละหลวมในกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา ด้วยความร่วมมือที่นำโดยองค์กรอาชญากรรมจีน ที่เด่นที่สุดและทำกำไรจากปฏิบัติการนี้คือ ปฏิบัติการหลอกลวงซึ่งดำเนินการลงทุน “หลอกลวงให้รัก” “หลอกลวง ด้าน crypto” กับเหยื่อในทุกมุมโลก
เหยื่อเหล่านี้เป็นผู้รับช่วงสุดท้ายของการหลอกลวง การปฏิบัติการ ทำหนังสือสัญญา ด้านแรงงานจากส่วนใหญ่ที่เป็นคนธรรมดาที่ถูกทำให้หลงกับ คำสัญญาการให้งานทำ แต่กลับเอาไปกักขังและบังคับ ให้ปฏิบัติการรูปแบบต่างๆ ของการหลอกลวงดิจิทัล ที่มักบาดเจ็บด้วยถูกทุบตีและทารุณ
ปี 2023 Office U.N. High Commissioner for Human Right อ้างข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผลต่อคนอย่างน้อย 120,000 คนในเมียนมา 100,000 คนในกัมพูชาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวงออนไลน์
เมียนมา
บุคคล 9 บุคคลและองค์กร ที่ถูกอ้างโดย OFAC เกี่ยวโยงในเมืองชเวก๊กโก
ในรัฐกะเหรี่ยงกลายเป็นฮับที่มีชื่อเสียงไม่ดี ศูนย์หลอกลวงลงทุนด้วยเงินภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ Karen National Army-KNA ย้อนไปเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา OFAC ได้แซงก์ชั่น KNA (เดิมคือ กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยงหรือ the Karen Border Guard Force) นำโดย พ.อ.หม่อง ชิต ตู (Saw Chit Thu) และลูกชาย 2 คนของเขาคือ Saw Htoo Eh และ Saw Chit Chit ที่บริหารศูนย์หลอกลวงไซเบอร์ ทำร้ายพลเมืองอเมริกัน ค้ามนุษย์และฟอกเงินข้ามพรมแดน
นายเฉิน เชอเจียง (She Zhijiang) ผู้โด่งดัง ผู้ก่อสร้างเมืองย่าไท้เมืองใหม่ (Yatai New City) ทิน วิน (Tin Win ) และซอ มิน มิน ออ (Saw min min Oo) ผู้นำของ KNA ซึ่ง OFAC กล่าวหาว่า เป็นผู้ให้ความมั่นคงในการดำเนินการการไหลเวียนทางการเงินผิดกฎหมาย และดำเนินการโดยตัวเองในการควบคุมและหนุนอาณาจักรหลอกลวงในรัฐกะเหรี่ยง
OFAC ให้ข้อมูลเพิ่มอีก 6 บริษัท อ้างว่าเป็นส่วนของบริษัทเครือข่ายแน่นหนาเกี่ยวกับการปฏิบัติการหลอกลวงในเมืองชเวก๊กโก
กัมพูชา
OFAC ยังแซงก์ชั่นบุคคลอีก 4 คนและอีก 6 บริษัทที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการหลอกลวงอย่างกว้างขวางที่มีรากลึกในกัมพูชา
มี ดอง เลอเซง (Dong Lecheng) และซู อิมิน (Xu Aimin) รวมถึงบทบาทของพวกเขาในกิจการโรงแรมจำนวนหนึ่ง อาคารสำนักงาน และกาสิโนในเมืองสีหนุวิลล์ เมืองตากอากาศชายแดนยอดนิยมของกัมพูชา ซึ่งไม่ห่างจากเมืองพนมเปญมากนักและเดินทางสะดวกผ่านถนนลาดยางอย่างดี
ยังมี Chen Al Len และ Su Liangsheng ทั้งสองคนเกี่ยวข้องกับการทำงานผิดกฎหมายในเมืองบาเวต (Bavet) เมืองกัมพูชาติดชายแดนเวียดนาม
OFAC ยังกล่าวหา Su sits กรรมการของบริษัทสำคัญ MDS Heng Investment ผู้พัฒนาศูนย์หลอกลวงการเงินใหญ่ในเมืองโพธิสัตว์ (Pursat) เมืองทางตะวันตกของกัมพูชา บริษัท MDS Heng Investment มีประธานกรรมการบริษัทคือ Try Pheap ไทคูนคนสำคัญของกัมพูชา ผู้มีความเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาวุฒิสมาชิก ฮุน เซน
ท่านประธานก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกทางการสหรัฐแซงก์ชั่นในปี 2019 ด้วยข้อหา เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่น รวมทั้งการจัดการทรัพย์สินของรัฐไม่เหมาะสม มีการดำเนินการฉกฉวยเอาทรัพย์สินของเอกชนมาเป็นของส่วนตัวเอง มีการคอร์รัปชั่นโครงการของรัฐบาล หรือโครงการขุดเหมืองแร่ หรือการติดสินบน
MDS คือ 1 ในหลายๆ ตัวอย่างที่ทีมนักวิจัยของ OFAC อ้างว่ามีการสนับสนุนศูนย์หลอกลวงออนไลน์ ที่ได้รับการปกป้องจากรัฐบาลกัมพูชา และจากสมาชิกระดับสูงของชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของกัมพูชา
ตามรายงานเมื่อมิถุนายนที่ผ่านมา องค์กร Amnesty International for Human Right ตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาว่า เป็นผู้ร่วมกระทำผิดในอาชญากรรมไซเบอร์ รายงานนี้เน้นถึงรัฐล้มเหลว ได้อนุญาตอุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้ฝังลงไปอย่างแน่นหนาในกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลกัมพูชาได้ละเลยการละเมิดที่ทำโดยองค์การอาชญากรรม
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชาได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆ ในการปฏิบัติการการหลอกลวงเหล่านี้
ข้อสังเกตบางประการ
มหภาค
หากใครติดตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เราอาจแบ่งไทม์ไลน์การพัฒนาทั้งภูมิภาคนี้อย่างคร่าวๆ ดังนี้
ยุคสงครามเย็น (1950-1970)
การต่อสู้หลักระหว่างขบวนการคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส กับผู้นำโลกเสรีโดยมหาอำนาจใหม่ สหรัฐอเมริกา มีการทิ้งระเบิด ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก โศกนาฏกรรมฝนเหลือง โดยมีไทยเป็นฐานทัพอเมริกันในภาคอีสาน เหนือ ไทยส่งทหารร่วมรบกับสหรัฐ แต่เป็นช่วงพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ได้รับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและทหารจากสหรัฐเป็นหลัก
ยุคสงครามภายในกัมพูชา (ปลายทศวรรษ 1980 ต้น 1990)
เมื่อสหรัฐถอนตัวและสมานฉันท์อีกครั้งกับจีน เกิดศัพท์ normalization อินโดจีนเกิดช่องว่างอำนาจ มีคอมมิวนิสต์สายจีนและกำลังอาวุธในนาม เขมรแดง ชิงอำนาจเขมรฝ่ายนิยมตะวันตก ในระยะแรกเขมรแดงได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนาม ในนามสหพันธ์อินโดจีน
แต่ในภายหลังเวียดนามเข้าแทรกแซงเพื่อหลักประกันความมั่นคงของตน เกิดสงครามภายใน
จนกระทั่งสหประชาชาตินำคณะเข้าไปรักษาสันติภาพ จัดให้มีการเลือกตั้ง
ยุคพัฒนาเศรษฐกิจและการบูรณาภูมิภาค (ปลายทศวรรษ 1990-2000)
แนวคิด การบูรณาการภูมิภาคด้วยความเชื่อมโยง (connectivity) มาจากแนวคิดแปรสนามรบเป็นสนามการค้า ของรัฐบาลไทยยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งสอดรับอย่างเท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาค และบทบาทของญี่ปุ่น ที่ผลักดันแนวความคิดการพัฒนาและเงินทุนคือ ปรับเปลี่ยนอินโดจีนที่มีนัยของสงครามเย็นเป็น อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion-GMS) โดยธนาคาร Asian Development Bank-ADB ทำหน้าที่หลักให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ผลักดันการก่อสร้างถนน สะพาน เชื่อมเส้นทาง R 3 A และ R 3 B เชื่อมจากภาคอีสานของไทย มุกดาหาร สู่สะหวันนะเขต สปป.ลาว ข้ามไปเวียดนามใต้
เกิดแนวคิดการพัฒนา 4 เหลี่ยมเศรษฐกิจ (Economic Quadrangle) ไทย สปป.ลาว พม่า จีน แล้วพัฒนามาสู่ การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor-NSEC)
แต่ก็เห็นความสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจใต้ (Southern Economic Corridor) คือ ถนน R 48 ถนนเลียบชายฝั่งทะเล จากเมืองสแรอัมเบิลเชื่อมพนมเปญ สีหนุวิลล์กับจังหวัดเกาะกงกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามจังหวัดตราดของไทย ซึ่งตรงนี้เป็น missing link ของไทย
โดยหน่วยงานปฏิบัติที่สำคัญของไทย คือ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ สพพ. ภาษาอังกฤษคือ NEDA ทั้งให้เงินกู้ ให้เงินยืม ให้คำปรึกษาทางเทคนิคและแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิต ได้แก่ สิ่งทอ ต่อมาคือ ชิ้นส่วนรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ และเป็นตลาดใหม่ของนานาชาติ การเมืองมีเสถียรภาพระดับหนึ่ง
สู่ฮับอุตสาหกรรมหลอกไซเบอร์ (2000-)
หากย้อนไปดูบทวิเคราะห์ข้างต้น สิ่งที่ขาดไปคือ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงก่อตัวท่ามกลางสงครามของกองกำลังชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยฝ่ายต่างๆ แล้วยังมีทรัพยากรธรรมชาติมีค่า ได้แก่ ป่าไม้ แร่ธาตุ อัญมณี เช่น พลอย แล้วต่อมายังค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
ดังนั้น กองกำลังฝ่ายต่างๆ และชาติมหาอำนาจภายนอกจึงแย่งทรัพยากรเหล่านี้เพื่อความมั่งคั่งและนำมาเพื่อซื้ออาวุธเพื่อปกป้องตัวเอง และเพื่อเป้าหมายแยกตัวเองเป็นอิสระ
ในเวลาเดียวกัน มีการผลิตและการค้ายาเสพติด และบ่อนการพนันเกิดขึ้นเกือบทุกประเทศ
สิ่งเหล่านี้นับเป็นเชื้อแห่งกำเนิด ฮับอุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ เมื่อเทคโนโลยีออนไลน์เข้าถึงพื้นที่
พร้อมด้วยที่รายงานข้างต้นเน้นคือ การกำกับดูแลหละหลวม ดังนั้น แพลตฟอร์มของความมั่งคั่งรวดเร็วที่สุด จึงเปลี่ยนไปเป็น อุตสาหกรรมไซเบอร์ เพื่อความมั่นคงของทุกกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ และบางส่วนของผู้มีอำนาจแห่งรัฐนั้นๆ ด้วย
ตอนนี้ไม่มีคอมมิวนิสต์และเสรีประชาธิปไตยอีกแล้ว แต่ละกองกำลังไม่ต้องการก่อตั้งรัฐใหม่ แต่ต้องการเงินและอาวุธเพื่อความมั่งคั่งเท่านั้น
นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกโฉมหน้าของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และของเอเชียอีกด้วย
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
