หน้าแรก ภูมิภาค ลูกเหยื่อกรือ...

ลูกเหยื่อกรือเซะ ชี้คดีตากใบ คนไม่เชื่อมั่นจนท.รัฐแล้ว กลุ่มก่อการยอมปลดอาวุธยากขึ้น

30.10.24 | 14:02 น.

ลูกเหยื่อกรือเซะ ชี้คดีตากใบ จนท.รัฐหนีคดีเสียเอง ปชช.ขาดความเชื่อมั่น โอกาสกลุ่มก่อการยอมปลดอาวุธยากขึ้น

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม นางคอลีเยาะ หะหลี ประธานกลุ่มสตรีอาสาคลายทุกข์จังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ปัตตานี หนึ่งในผู้สูญเสียพ่อจากเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 โดยพ่อของนางคอลีเยาะอยู่ในกลุ่ม 32 คน ที่หลบหนีเจ้าหน้าที่เข้าไปในมัสยิดกรือเซะ ต.ตันหยงลูโละ อ.เมือง จ.ปัตตานี และเสียชีวิตจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ระเบิดมือ พร้อมอาวุธปืนระดมยิง โดยก่อนหน้านั้นเกิดการปะทะใกล้ป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ กับมัสยิดกรือเซะ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 3 นาย และบาดเจ็บ 17 นาย ต่อมา วันที่ 25 ต.ค.2547 หรือปีเดียวกัน ได้เกิดเหตุสลายการชุมนุมที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส

นางคอลีเยาะเปิดเผยว่า คดีตากใบผ่านมาแล้ว 20 ปีเช่นเดียวกัน และคดีหมดอายุความไปเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2567 ทำให้ผู้ที่ตกเป็นจำเลย ทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการต่างพ้นความผิดไปโดยปริยาย ทั้งที่ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าใครที่กระทำความผิดและถูกตั้งข้อหาย่อมต้องใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริง

นางคอลีเยาะกล่าวว่า กรณีของคดีตากใบมีหมายจับแล้ว และศาลนราธิวาสนัดให้มาขึ้นศาล แต่มีการปกป้องกัน คนที่เป็นเหยื่อ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ข้างหลังและมีชีวิตอยู่ รวมทั้งกรณีของตนที่ต้องเจ็บปวดจากเหตุกรือเซะต่างเจ็บปวดและก็เจ็บปวดทุกฝ่ายที่้เกี่ยวข้อง ไม่มีใครยอมรับได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกตั้งข้อหาแล้วกลับหนีเสียเอง

นางคอลีเยาะกล่าวว่า คดีตากใบมีการออกหมายจับแล้ว แต่กระบวนการยุติธรรมกลับถูกบิดเบี้ยว ประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีก็ยังต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ แต่ผู้ถือกฎหมายกลับทำเสียเอง อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเอาตัวรอด ไม่รับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่้เกิดขึ้น ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต้องทำงานลำบากมากขึ้น เพราะประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นอีกต่อไปแล้ว

Advertisement

“เป็นการทำ 2 มาตรฐานในตัวเอง เท่ากับคุกมีไว้ขังคนตาดำๆ หาเช้ากินค่ำ ผู้กระทำความผิดสมควรได้รับโทษ แต่ข้าราชการเหล่านี้กลับมีความพยายามที่จะปกป้อง หากต้องขึ้นศาล มีคำพิพากษาอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นบั่นทอนความเชื่อใจของประชาชนในพื้นที่ เหมือนการละคร ภาครัฐไม่จริงใจ อย่าทำให้กฎหมายใช้เฉพาะกับชาวบ้านที่ต้องคดีเท่านั้น” นางคอลีเยาะกล่าว

เมื่อถามว่า เป็นการสวนทางกับนโนบายโครงการพาคนกลับบ้านของกองทัพภาคที่ 4 แค่ไหน ที่ต้องการให้กลุ่มผู้กระทำผิด ก่อเหตุต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปลดอาวุธ เดินหน้าเข้ามอบตัวสู้คดี นางคอลีเยาะกล่าวว่า ขอพูดอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเกิดกระบวนการที่บิดเบี้ยวเช่นนั้น โอกาสข้างหน้าที่จะเรียกคนร้ายเหล่านี้ออกจากป่า หรือที่หลบซ่อนในประเทศเพื่อนบ้านกลับมาคงยากขึ้น ไม่มีใครไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เชื่อมั่นว่าเมื่อขอมอบตัว เจ้าหน้าที่รัฐจะปกป้อง หรือให้ความเป็นธรรมได้ ก่อนหน้านี้มีหลายเคสที่รัฐยังให้ความเป็นธรรมไม่ได้ หากจะให้ปลดวางอาวุธแล้วเข้ามอบตัวเป็นไปได้ยากขึ้น

นางคอลีเยาะกล่าวด้วยว่า แต่เจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเพื่อนำไปสู่กระบวนการสันติสุข อย่าให้ประเทศต้องสูญเสียไปมากกว่านี้ การยุติการใช้อาวุธ การใช้การเมืองเข้าดับไฟใต้ก็ควรดำเนินต่อไป ยากแค่ไหนก็ต้องทำ ทุกครั้งที่จับอาวุธสู้ ความสูญเสียเกิดขึ้นกันคนข้างล่างไม่ว่าจะของชาวบ้าน หรือเจ้าหน้าที่รัฐกันทั้งสิ้น การพูดคุยสร้างความเข้าใจก็ว่ากันต่อไป ทุกฝ่ายอยากทำมาหากิน ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ไม่มีใครอยากเจอเสียงระเบิด เสียปืน

“ที่สำคัญในเวลานี้ทุกฝ่ายไม่ควรเปิดบาดแผลนี้ให้กว้างออกไปอีก อย่านำไปใช้เป็นเครื่องมือทั้งในพื้นที่และการเมือง จะถอดบทเรียนดีๆ ก็ถอดไป แต่อย่าเอาเหตุคดีไปปั่นกระแส เด็กรุ่นใหม่ไม่เคยรับรู้เหตุคดีที่เป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด หากต้องมาเสพข่าวที่ใส่ไม่ครบถ้วนก็จะเข้าใจผิดไปหมด ยิ่งสุมความโกรธแค้น ตอกย้ำความเกลียดชังในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประเทศไทยจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้” นางคอลีเยาะกล่าว