
สุจิตต์ วงษ์เทศ
ไม่มาจากอินเดีย
นาฏศิลป์ และดนตรีไทยเดิม
“โขน, ละคร, ปี่พาทย์ หรือนาฏศิลป์และดนตรีของไทยล้วนรับจากอินเดีย” เป็นข้อมูลความรู้กระแสหลักที่สังคมไทยถูกปลูกฝังครอบงำให้เชื่ออย่างจำนนเนิ่นนานมากกว่า 100 ปีมาแล้ว สิ่งเหล่านี้ต้องทบทวนทั้งหมดเพราะหลักฐานที่พบใหม่ “ไม่อินเดีย”
นาฏศิลป์และดนตรีไทยมีกำเนิดที่กรุงสุโขทัย เพราะคนไทยมีถิ่นกำเนิดอยู่เทือกเขาอัลไต และเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า แต่ถูกจีนรุกรานต้องถอยร่นลงทางใต้เข้าสู่ดินแดนไทยปัจจุบัน แล้วสร้างกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก เรื่องเหล่านี้ต้องทบทวนทั้งหมด เพราะหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่พบใหม่ล้วนระบุชัดเจนว่า “ไม่อัลไต”, “ไม่น่านเจ้า” และ “ไม่แห่งแรกที่กรุงสุโขทัย”
ไม่อินเดีย
ไม่อินเดีย หมายถึง โขน, ละคร, ปี่พาทย์ หรือนาฏศิลป์และดนตรีของไทย ไม่รับทั้งหมดจากอินเดีย เพราะก่อนมีการติดต่อรับวัฒนธรรมอินเดียบรรดาบ้านเมืองในอุษาคเนย์ มีวัฒนธรรมเป็นของตนเองอย่างมีแบบแผนก้าวหน้าอยู่ก่อนนานแล้ว ทั้งฟ้อนเต้นเล่นระบำ, ร้องรำทำเพลง, ดีดสีตีเป่า ฯลฯ
ครั้นสมัยหลังมีการติดต่อค้าขายกันจึงเลือกรับบางส่วนเท่าที่จำเป็น เช่น นาฏศิลป์รับวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์เรื่องรามายณะจากทมิฬในอินเดียใต้มาเรียกรามเกียรติ์ แต่ไม่รับแบบแผนร้องเล่นเต้นฟ้อน เพราะมีการละเล่นดั้งเดิมเป็นของตนอยู่แล้ว ส่วนดนตรีมีรับเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์บางชนิด ได้แก่ แตร, สังข์, บัณเฑาะว์, ตะโพน แต่ไม่รับเครื่องประโคมสำคัญ เพราะมีเป็นของตนอยู่แล้ว คือ ปี่พาทย์
แม้แต่ความเชื่อทางศาสนาก็ไม่ได้รับจากอินเดียทั้งหมด เพราะไทยและอุษาคเนย์มีความเชื่อดั้งเดิมแข็งแกร่งอยู่ก่อนหลายพันปีมาแล้วคือศาสนาผี ครั้นหลังรู้จักศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ก็เลือกรับเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดกับหลักการของศาสนาผี ดังนั้น จึงพบประเพณียังสืบเนื่องอย่างแข็งแรงถึงปัจจุบัน ได้แก่ ทำขวัญนาคตามหลักของศาสนาผีก่อนเข้าพิธีบรรพชาในศาสนาพุทธ
ต้นเหตุว่าไทยรับนาฏศิลป์และดนตรีจากอินเดีย มาจากการตีความขยายผลแนวคิดเรื่องอาณานิคมอินเดีย หรือ Indianized States จากหนังสือที่แพร่หลายทั่วโลก ชื่อ The Indianized States of Southeast Asia ของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส) ว่าอินเดียเป็นผู้เจริญกว่าจึงได้เข้ามาปราบปรามคนพื้นเมืองอุษาคเนย์และตั้งตนเป็นใหญ่ แล้วนำอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่คนพื้นเมือง ซึ่งเท่ากับสร้างอาณานิคมของอินเดียในอุษาคเนย์ หรืออุษาคเนย์เป็นอาณานิคมของอินเดีย (ทั้งนี้ โดยใช้หลักฐานจากตำนานกำเนิดรัฐฟูนันในกัมพูชา)
นักค้นคว้าและนักวิชาการทั้งไทยและนานาชาติ ต่างคัดค้านแนวคิดของ ศ.เซเดส์ ว่า อุษาคเนย์มีบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามากแล้วก่อนติดต่ออินเดีย ต่อมาเมื่อพวกอินเดียติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์ บรรดาหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองเหล่านี้ก็รับพวกนักปราชญ์และผู้รู้ของอินเดียมาเป็นผู้ให้ความรู้ด้านศิลปวิทยาการ, ศาสนา และการประกอบพิธีกรรม ส่วนการรับศาสนาและศิลปวิทยาการอยู่ในลักษณะที่ผู้นำพื้นเมืองเป็นผู้เลือกสรรตามความเหมาะสมของสังคมชุมชนนั้น โดยมิได้ถูกกำหนดหรือครอบงำการชี้นำจากอินเดีย
[จากหนังสือ เหล็ก “โลหปฏิวัติ” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ของศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 11-12]
บ้านเมืองในไทยที่เติบโตก้าวหน้าก่อนการติดต่ออินเดีย มีหลักฐานโบราณคดีหลายแห่งโดยเฉพาะพบมากในภาคอีสาน แต่ที่สำคัญในภาคกลางคือเมืองอู่ทอง (อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) “ต้นทางประวัติศาสตร์ไทย” อายุเก่าสุดเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว มีคูน้ำคันดินตั้งอยู่บนตะกอนที่เกิดจากทางน้ำ (Fluvial deposit) เป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่ระดับรัฐ และเก่าแก่สุดในภาคกลางของไทย ตั้งแต่ราว พ.ศ.500 ก่อนรับอารยธรรมทางศาสนาพุทธ-พราหมณ์จากอินเดีย (หรือก่อนสมัยทวารวดีหลายร้อยปี ส่วนเมืองนครปฐมมีขึ้นยุคหลังเมืองอู่ทองหลายร้อยปี)
เมืองอู่ทองเติบโตขึ้นจากชุมชนหมู่บ้านดั้งเดิมมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาราว 2,500 ปีมาแล้ว มีเทคโนโลยีก้าวหน้ามากทางถลุงโลหะสำริด และมีการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลเลียบชายฝั่งกับจีน, เวียดนาม ฯลฯ ผู้หญิงมีบทบาทเสมอผู้ชาย และหลายอย่างผู้หญิงนำผู้ชาย เช่น เป็นหมอขวัญหมอผี หัวหน้าเผ่าพันธุ์ เป็นต้น หลักฐานเหล่านี้หักล้างแนวคิดว่าอุษาคเนย์แต่เดิมเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ต่อมาต้องตกเป็นอาณานิคมของอินเดียถึงจะพ้นจากสภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน
[จากรายงานเรื่อง “อุษาคเนย์ และอู่ทอง สุพรรณ ไม่อาณานิคมอินเดีย หักล้าง Indianized States เจ้าอาณานิคม ของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ นักปราชญ์ฝรั่งเศส” พิมพ์ในมติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดี ที่ 25 พฤษภาคม 2560 หน้า 13]
ไม่อัลไต
ไม่อัลไต หมายถึง คนไทยไม่มีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต เพราะไม่เคยพบหลักฐานวิชาการใดๆ สนับสนุน
อัลไตเป็นทิวเขายาวประมาณ 2,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศ ตั้งแต่ทางเหนือสุดของจีนด้านตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นมณฑลซินเจียง แล้วต่อเนื่องถึงประเทศมองโกเลีย, ไซบีเรีย (ของรัสเซีย) และคาซัคสถาน
ต้นเหตุว่าไทยมีถิ่นกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต มาจากแนวคิดชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” ว่ายิ่งใหญ่และไม่เหมือนใครในโลก รวมทั้งความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องภาษาไทยและความเป็นคนไทย
ไม่น่านเจ้า
ไม่น่านเจ้า หมายถึง คนไทยไม่ใช่เจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งอยู่ในดินแดนหุบเขามณฑลยูนนานทางภาคใต้ของจีน เพราะไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุนทางโบราณคดีและอื่นๆ
ต้นเหตุว่าไทยเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า สืบเนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องคนไทยมีแหล่งกำเนิดบริเวณเทือกเขาอัลไต ซึ่งอยู่ในจีนทางเหนือๆ เมื่อถูกรุกรานแล้วหนีลงทางใต้ๆ ก็ต้องผ่านบริเวณที่เคยเป็นอาณาจักรน่านเจ้า เลยทึกทักเป็นของคนไทย
แต่หลักฐานวิชาการรอบด้านยืนยันสอดคล้องกันว่าพื้นที่กว้างขวางของน่านเจ้าเป็นหลักแหล่งของคนพูดตระกูลภาษาหลากหลายที่ไม่ไทย ต่อมากุบไลข่านโจมตีแล้วยึดครองได้ก็กลับยกย่องเจ้านายดั้งเดิมปกครองน่านเจ้าต่อไป ไม่ขับไล่คนอพยพถอนรากถอนโคนหนีลงทางใต้
“เบ้งเฮ็ก” ที่เหมาว่าเป็นชนชาติไทยก็ไม่จริง แต่เป็นคำบอกเล่าอย่างนิทาน เพราะกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายในน่านเจ้าส่วนมากพูดตระกูลภาษาจีน-ทิเบต และอื่นๆ (ที่ไม่ไต-ไท หรือไท-กะได) แต่สำคัญที่สุดคือสมัยโน้นยังไม่เคยพบหลักฐานว่ามีกลุ่มคนเรียกตนเองว่าคนไท, คนไทย หรือชนชาติไทย ดังนั้น ทั้งหมดที่บอกเล่าแล้วคัดลอกต่อกันมาจึงเป็นเรื่องแต่งขึ้นใหม่แล้วเชื่อกันเองโดยไม่เคยพบหลักฐานสนับสนุน
ส่วน “มโหระทึก” ที่ขงเบ้งตีเป็นอุบายหลอกล่อข้าศึกให้หลงกล จึงไม่ใช่เครื่องดนตรีไทย (ตามที่เคยถูกตีขลุมจากนักค้นคว้าสมัยก่อน) แต่เป็นเครื่องตีประโคมของคนหลายชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์
ไม่อัลไต, ไม่น่านเจ้า ผมเคยรวบรวมหลักฐานยืนยันไว้ในหนังสืออย่างน้อย 2 เล่ม คือ (1.) คนไทยไม่ได้มาจากไหน? พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2527 และ (2.) คนไทยอยู่ที่นี่ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2529 หลังจากนั้นยังมีอีกหลายเล่ม
