บทความพิเศษ
จริงลวง จริงแท้
ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์
ไทยใหม่ ศรีกรุง
การยกภาพของ ด.ช.มาโนช รักสมาคม มาวางเพื่อให้เปรียบเทียบกับภาพของ ด.ช.กุหลาบ สายประดิษฐ์
เหมือนกับจะมากด้วยความแหลมคม
แหลมคมบนพื้นฐานที่ว่า “นวนิยาย” คือภาพสะท้อนแห่งความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ในยุคสมัยนั้นๆ
ไม่ว่าจะของ “สังคม” หรือของ “ผู้เขียน”
เหมือนกับจะนำเอาถ้อยคำอันเกิดขึ้นภายในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งมาดำรงอยู่ในลักษณะอันเป็น “ตัวแทน” ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เมื่อมีความจำเป็นต้องออกจากหนังสือพิมพ์ “ไทยใหม่”
อาจมากด้วย “สีสัน” แต่ “เป็นจริง” เพียงใดยังน่าสงสัย
แต่หากติดตามเรื่องราวอันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในงานเขียนของ “ศรีบูรพา” หลังการออกจาก “ไทยใหม่” ก็น่าพิจารณา
อ่าน
ตัวตน ของ “ศรีบูรพา”
ความจริง ของ”กุหลาบ”
“มันไม่มีอะไรมากนอกจากถ้าไม่ใช่ความบ้าของเจ้าบรรณาธิการก็เป็นความบ้าของผมเอง เมื่อวานนี้ผมเขียนความเห็นเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่เราพอใจที่สุด เจ้าของ บรรณาธิการเขาเอาไปตรวจและบันทึกมาว่า
‘เขียนเสียใหม่ยังไม่เหมาะกับทางการ’
ผมถามว่า ‘ทางการแมวอะไรกันอีก’
เขาตอบ ‘ทางการของหนังสือพิมพ์’
ผม ‘หนังสือพิมพ์นี้รักความจริงหรือเปล่า’
เขา ‘รักซี ทำไม’
ผม ‘แล้วเรื่องที่ฉันเขียนมันไม่ใช่ความจริงเช่นนั้นหรือ’
เขา ‘ใช่หรอก แต่มันอาจเป็นภัยได้ เราต้องรักตัวของเราก่อน’
ผม ‘ฉันรักตัวของฉันมาก แต่ฉันรักความจริงยิ่งกว่า’
เขา ทำท่าไม่พอใจ พูดเสียงสะบัดว่า ‘โปรดอย่ามาเถียงกันให้เสียเวลา เอาไปเขียนเสียใหม่เถอะ’
ผม ฉวยเรื่องกลับมาที่โต๊ะเขียนหนังสือสองสามตัวเป็นใจความว่า
‘ฉันขอลาออกจากหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ สั่งจ่ายเงินเดือนเท่าที่ฉันควรจะได้’
เขา ทำหน้าเลิ่กลั่กถามว่า ‘นี่อะไรกัน ดุสิต’
ผม ตอบ ‘นั่นแหละ เป็นเรื่องที่ฉันได้เขียนขึ้นใหม่’
เจ้าบรรณาธิการพูดเสียงอ่อยๆ ‘เธอไม่ตรองดูให้ดีก่อน อย่าหุนหันพลันแล่น’
ผมว่า ‘ฉันไม่มีอะไรจะต้องตรอง ในชีวิตฉันจะเขียนเรื่องได้สองครั้งเท่านั้น คือ เรื่องนี้กับเรื่องแรก'”
จดหมาย เพื่อนที่ ปักกิ่ง
ถึง สด กูรมะโรหิต
ความน่าสนใจของบทสนทนาระหว่าง “ผม” กับ “เขา” อัน ดุสิต สมิโตปกรณ์ ไล่เรียงและนำมาเล่าผ่านเรื่องสั้น
ตรงกับเหตุผลอันเป็น “ปัญหา”
ไม่ว่าจะเมื่อปรากฏผ่าน “จดหมาย” อัน สด กูรมะโรหิต นำไปอ้างอิงเมื่อเขียนบทขยายแห่งนวนิยายเรื่อง “หิมะละลาย”
นั่นก็คือ
“ความจริงนั้นก็ไม่มีอะไรที่แสลง ฉันพูดถึงสิทธิของมนุษยชน ความเสมอภาคของมนุษย์ ความเป็นธรรมของสังคม”
เป็นจดหมายที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนถึง สด กูรมะโรหิต ระหว่างอยู่จีน
ไม่ว่าเมื่อ สุภา ศิริมานนท์ ในฐานะรุ่นน้องได้นำมาสรุปรวบระหว่างการอภิปรายถึงชีวิตและการต่อสู้ของ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” เมื่อเดือนมิถุนายน 2519 หลังการ “ล่วง” ไปของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไม่นาน
“คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับคณะยกคณะออกมา ไม่ใช่ว่ามีสตางค์เต็มกระเป๋า หากเป็นการออกมาด้วยความทระนงของคนหนุ่มผู้ยึดมั่นในความเป็นธรรมแห่งสังคม
ชิงชังในความเอาเปรียบของฝ่ายเจ้าของทุน และรังเกียจความจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่องของตัวแทนฝ่ายเจ้าของทุน”
เป็นไปได้หรือไม่ที่ ดุสิต สมิโตปกรณ์ แห่ง “ทำงาน-ทำเงิน” คือ บางส่วนในชีวิตของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในความเป็นจริง
เรื่องนี้จึงต้องมีการสังเคราะห์กันอย่างจริงจัง
คำ ดุสิต สมิโตปกรณ์
คำ กุหลาบ สายประดิษฐ์
คําประกาศของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ เมื่อลาออกจากงานกับ “เพื่อน” ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องของหลักการ
ทั้งยังเป็นหลักการอันหนักแน่นและมั่นคง
ทั้งสองขัดแย้งกันเพราะ “ความเห็น” อันมีรากฐานมาจากความเห็นต่างในทาง “ความคิด”
เมื่อเป็นเรื่องในทาง “ความคิด” จึงมีความสลับซับซ้อน
“เป็นเรื่องที่เราพอใจที่สุด” ดุสิต สมิโตปกรณ์ กล่าว “เจ้าบรรณาธิการเขาเอาไปตรวจและบันทึกมาว่า
‘เขียนเสียใหม่ยังไม่เหมาะกับทางการ’
คำว่า ‘ทางการ’ ในที่นี้ตีความได้ 2 แนวทาง เป็นทางการอันเนื่องแต่ปัจจัยภายนอก และเป็นทางการอันเนื่องแต่ปัจจัยภายใน
ความโน้มเอียงก็คือ ทางการของ ‘หนังสือพิมพ์’
ขณะเดียวกัน คำโต้แย้งในลักษณะยืนยันจาก ดุสิต สมิโตปกรณ์ ก็คือ ‘ฉันรักตัวของฉันมาก แต่ฉันยังรักความจริงยิ่งกว่า’
เมื่อบรรณาธิการก็ยืนยันให้นำไปเขียนเสียใหม่
คำยืนยันของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ ก็เข้าไปอยู่ในขั้นแห่งการยืนหยัด รูปธรรมก็คือ การเขียนหนังสือเป็นคำตอบ 2-3 ตัวออกมา
‘ขอลาออกจากหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ สั่งจ่ายเงินเดือนเท่าที่ควรจะได้’
ที่ว่าเป็นการยืนหยัดก็เพราะเมื่อบรรณาธิการบอกให้ไปตรองดู อย่าหุนหันพลันแล่น
คำพูดสุดท้ายของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ ก็คือ
‘ฉันไม่มีอะไรจะต้องตรอง ในชีวิตฉันจะเขียนเรื่องได้สองครั้งเท่านั้น คือ เรื่องนี้กับเรื่องแรก’
เด่นชัดในบทสรุป ‘ฉันรักตัวของฉันมาก แต่ฉันยังรักความจริงยิ่งกว่า'”
รากฐาน แห่ง มนุษยภาพ
ไทยใหม่ ไปยัง ศรีกรุง
ใครก็ตามที่อ่านเรื่อง “ทำงาน-ทำเงิน” ของ “ศรีบูรพา” ย่อมบังเกิดนัยประหวัดไปยังสถานการณ์อันเนื่องแต่บทความเรื่อง “มนุษยภาพ”
ความนัยอันเกี่ยวกับ “มนุษยภาพ” มีความซับซ้อน
เป็นความซับซ้อนแม้จะอ่าน “ทำงาน-ทำเงิน” ก็ยังไม่กระจ่าง เป็นความซับซ้อนที่แม้จะฟังการเล่าของ สุภา ศิริมานนท์ ก็ยังไม่กระจ่าง
แม้จะอ่าน ยศ วัชรเสถียร ก็ยังไม่กระจ่าง
ไม่กระจ่างเพราะคิดว่าเป็นเรื่องอันเกิดขึ้นที่หนังสือพิมพ์ “ศรีกรุง” ขณะเดียวกัน แม้จะพุ่งความสนใจไปยัง “ศรีกรุง” แต่ก็ต้องยอมรับว่าสภาพมิได้กระจ่างสว่างใสอย่างที่ควรจะเป็น
ลักษณะ “ร่วม” ก็เป็นอย่างที่ ยศ วัชรเสถียร ระบุ นั่นก็คือ “พอบทความนี้ตีพิมพ์ออกไปแล้วมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในทุกวงการ”
ผลก็คือ “คนที่อยากอ่านแล้วอยากอ่าน หาซื้อตามแผงขายหนังสือพิมพ์ไม่ได้ พากันมาขอซื้อที่โรงพิมพ์จนหนังสือที่เก็บมาจากแผงเพราะขายเหลือ เกลี้ยงโรงพิมพ์ไปเลย”
กล่าวกันว่า “บทความนี้อุปมาดังลูกระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างรุนแรง”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
