
ในการรบยุคโลกาภิวัฒน์คือการใช้หน่วยขนาดเล็ก มีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า มีความแม่นยำสูงแบบยิงเข้าหน้าต่างได้ มีความเร็ว และมีความรุนแรงในการทำลายล้างสูงมาก จะไม่ใช้คนจำนวนมากเข้าสู่กันอีกแล้วมีการใช้หุ่นยนต์และการบังคับระยะไกลอย่างโดรนขนาดใหญ่ หรือหุ่นยนต์แมลงตัวเล็กๆคอยสืบข่าว ปืนที่ใช้เป็นกระสุนหรือดินดำจะค่อยๆหมดไปทุกทีและใช้เลเซอร์หรือคลื่นอานุภาคมาแทนในที่สุด
การปฏิบัติการต่อนายโอซามะ บินลาเดนใช้การบินระดับต่ำและลงทางดิ่งเข้าสู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วแล้วถอนตัวออก หรือสงครามในอิรัก ซีเรีย ที่ใช้โดรนมากกว่ากำลังเดินเท้า หลักการทั้งหมดนี้คือหน่วยรบในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งตัดสินกันที่ผู้เหนือกว่าทางเทคโนโลยี
ผู้ที่ด้อยกว่าแม้ว่าจะมีจำนวนคนมากกว่า ๑๐ เท่าตัวก็อาจแพ้ได้ง่ายๆ ดังนั้นทั้งเครื่องบิน เรือ และรถถัง รวมถึงอาวุธปล่อยต่างๆ จำเป็นต้องเหนือกว่าฝ่ายตรงกันข้ามอย่างไม่เห็นฝุ่น หน่วยเดินเท้าจึงจะเข้าพื้นที่ได้ นี่คือสภาพแวดล้อมในการรบที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่จะมาสู่หลักการสงครามสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ เรามาทำความเข้าใจหลักการสงครามของต่างประเทศมี ๙ ข้อดังนี้ เอกภาพในการบังคับบัญชา การดำรงความมุ่งหมาย หลักการรุก การรวมกำลัง การออมกำลัง การดำเนินกลยุทธ์ การระวังป้องกัน การจู่โจม หลักความง่าย โดยไทยเพิ่มหลักการต่อสู้เบ็ดเสร็จ
อธิบายหลักการสงครามแบบรวบรัดก็คือ เอกภาพในการบังคับบัญชาหมายถึงให้มีผู้รับผิดชอบผู้เดียวในการสั่งการรบ การดำรงความมุ่งหมายคือกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนไม่สับสน หลักการรุกคือการชิงเป็นฝ่ายเข้ากระทำก่อนเสมอเพื่อชิงความได้เปรียบในการควบคุมการรบ การรวมกำลังก็คือการวางแผนให้กำลังของเราเหนือกว่าข้าศึก ณ ตำบลและเวลาที่จะรบแตกหัก การออมกำลังก็คือการเอากำลังน้อยๆ ทำให้ข้าศึกติดพันไว้ไม่สามารถไปช่วยพวกตนเองที่ถูกการรวมกำลังของฝ่ายเราเข้าโจมตีได้ การดำเนินกลยุทธ์คือการเคลื่อนที่รวดเร็วกว่า มีการยิงที่แม่นยำและรุนแรงกว่า การระวังป้องกันก็คือมีการรักษาความปลอดภัยทั้งในเรื่องความลับและการป้องกันการแทรกซึมหรือลอบโจมตีที่ไม่รู้ตัวแบบจู่โจม การจู่โจมคือการเข้าปฏิบัติการในเวลาและทิศทางที่ข้าศึกนึกไม่ถึง หลักความง่ายคือคำสั่งต้องชัดเจนไม่ซับซ้อนเข้าใจตรงกันได้ง่าย ส่วนการต่อสู้เบ็ดเสร็จคือการผนึกกำลังทุกฝ่ายทั้งประชาชน กำลังกึ่งทหาร และทหารเข้าทำการรบในทุกรูปแบบในส่วนที่แต่ละฝ่ายถนัดและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
สำหรับกองทัพสหรัฐฯและนาโต้ ได้พัฒนาหลักการสงครามที่กล่าวมาแล้วขึ้นไปอีกขั้นโดยประยุกต์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และกำหนดเป็นหลักการสงคราม ๙ ข้อเช่นเดิมคือ การรับรู้ว่าคุ้มค่า ข้อมูลเชิงลึก ยึดกุมยุทธศาสตร์ ความทนทาน ความเหนือกว่าในการรบ เอกภาพของผลลัพธ์ การปรับตัวและ อำนาจกำลังรบที่เพียงพอ ทั้งนี้ยังคงเรื่องหลักความง่ายไว้เช่นเดิมโดยจะแจงไปทีละประเด็นดังนี้
การรับรู้ว่าคุ้มค่า คือเงื่อนไขการทำสงครามไม่ว่าจะเพื่อเสรีภาพ เพื่อเกียรติ หรือความอยู่รอด จะต้องมีการสร้างการรับรู้ว่าคุ้มค่าในการที่เข้าทำการรบ หากไม่เห็นประโยชน์แม้มีกำลังมากก็อาจยอมถอย หรือกรณีสงครามเวียดนามที่ชาวอเมริกันเห็นว่าการเสียชีวิตและทรัพยากรให้กับรัฐบาลเวียดนามใต้ที่เป็นเผด็จการนั้นไม่คุ้มค่าและนำมาซึ่งการถอนทหารในที่สุด
ข้อมูลเชิงลึก คือการมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเหนือกว่าทั้งจำนวนและอัตราเร่ง โดยต้องสามารถแยกข้อมูลที่ถูกปล่อยออกมาจำนวนมากจนกลบความจริงเสียหมดให้ได้ เพื่อให้เลือกใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องจนสามารถใช้การคาดหมายได้ว่าศัตรูจะคิดและจะทำอะไรก่อนหน้าที่ศัตรูเองจะคิดเคลื่อนไหวเสียอีก เพื่อที่จะใช้หลักการจู่โจม หลักการรุกและการระวังป้องกันได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงต้องอาศัยประสบการณ์ พรสวรรค์และการศึกษาอย่างรอบด้านมาก่อนทั้งในและนอกห้องเรียน ควบคู่กับเทคโนโลยี และการศึกษาทุกแง่มุมของพฤติกรรมฝ่ายศัตรู
ยึดกุมยุทธศาสตร์ คือการกระทำทุกระดับโดยยึดหลักยุทธศาสตร์ โดยคล้ายกับหลักการดำรงความมุ่งหมายเดิมที่จะให้ทุกระดับของการทำสงครามมีเป้าหมายที่ถูกต้อง ไม่ติดอยู่กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่มีผลต่อภาพรวมของสงคราม ทำให้อาจได้ชัยในการรบแต่ก็อาจแพ้สงครามได้ ผู้นำทหารทุกระดับจึงต้องคำนึงถึงยุทธศาสตร์อยู่ตลอดเวลา เพราะการกระทำผิดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อยุทธศาสตร์ได้
ความทนทาน คือการควบคุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับยุทธศาสตร์ในเรื่องการส่งกำลังบำรุง และการมีผู้นำที่จิตใจแข็งแกร่ง คุ้นกับการรบ เป็นทหารอาชีพ มีวินัยและความมั่นใจ ทนทานต่อการรบที่ยืดเยื้อแบบกองโจรได้ และการศึกษาความทนทานของศัตรูก็จะทำให้ได้เปรียบเนื่องจากทราบจุดอ่อน
ความเหนือกว่าในการรบ คือการโจมตีด้วยความเหนือกว่าทั้งขอบข่าย อาวุธ และเจตนา ด้วยการลวง การจู่โจม ทำการโจมตีก่อนและทำลายข้าศึกเพื่อไม่ให้มีความสามารถในการใช้อาวุธได้ทัน ทั้งหมดนี้ใช้ การเปลี่ยนรูปแบบ ระบบในระบบ พื้นที่การรบ การรับรู้ และอื่นๆโดยมีการวิจัยและพัฒนาอย่างเพียงพอ ส่วนแนวทางคือการใช้อาวุธในเวลาที่เหมาะสม ดังเช่นสหรัฐฯสามารถชนะสงครามที่มิดเวย์ได้ แม้จะมีเรือและอาวุธน้อยกว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นก็ตาม ทั้งนี้เพราะมีการทำลายความริเริ่มและหยุดยั้งความเหนือกว่านี้ได้
เอกภาพของผลลัพธ์ ในหลักการสงครามเดิม เอกภาพในการบังคับบัญชา หมายถึง ทิศทางและการควบคุม แต่ในหลักการสงครามใหม่ ผลลัพธ์หรือผลสำเร็จเกิดขึ้นจริงหรือไม่ด้วยการออมกำลัง การรวมกำลัง และการดำเนินกลยุทธ์ให้เกิดผลสำเร็จ
การปรับตัว คือการสร้างให้เกิดความได้เปรียบ ต่อจุดอ่อนของข้าศึก ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง วินัยและการฝึกอย่างเข้มงวดจนยากที่จะพ่ายแพ้ได้ ดังนั้นจะมีการส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้องค์กรมีวัฒนธรรมที่คุ้นกับแนวคิดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น
อำนาจกำลังรบที่เพียงพอ คือกำลังที่เพียงพอในการปฏิบัติภารกิจทั้งการทำลาย การควบคุมความคิดริเริ่ม หลักการรุก หลักการรวมกำลัง หลักการดำเนินกลยุทธ์และการออมกำลัง
สิ่งที่แตกต่างจากรูปแบบหลักการสงครามเดิมก็มีเพียงการขยายขอบเขตของการวางแผนให้กว้างขวางและให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์มากขึ้นกว่าเป็นเพียงหลักการเท่านั้น สิ่งที่อาจเป็นข้อโต้แย้งกันได้คือ สงครามอสมมาตร ซึ่งคือการก่อการร้ายทั้งหลายนั้น จะสามารถเอาชนะแสนยานุภาพของสหรัฐฯได้หรือไม่? ซึ่งคำตอบก็คงจะเป็นว่ากำลังการก่อการร้ายเป็นระดับหนึ่งของความขัดแย้ง แต่ไม่อาจมีผลมากเพียงพอให้กระทบ กระเทือนต่อการดำรงอยู่ของสหรัฐฯได้
สงครามในยุคใหม่ ทำให้รูปแบบการคิดและทักษะของทหารเปลี่ยนไป ทหารอเมริกันระดับร้อยเอกลงมาซึ่งเป็นผู้ที่ต้องเข้าทำการรบโดยตรง จะชอบเล่นเกมส์ เพราะจะมีเครื่องฝึกจำลอง เช่นเรือดำน้ำ ก็จะมีแบบของหลายๆประเทศมาให้ทดลองขับ เครื่องบินก็จะมีหลายแบบและจำลองการรบได้หลากหลาย
ในระดับพันตรี พันโท จะวางแผนการรบแล้วทุกคนจะมองตึก มองถนน น้ำ เป็นที่มั่น เป็นที่ตั้งของหน่วย เป็นเส้นทางเคลื่อนที่ วันๆเอาแต่พูดว่าถ้าเกิดเหตุ เขาจะตั้งหน่วยกองพันตรงนั้น ตรงนี้ตลอดเวลา
จริงอยู่ค่ายทหารสหรัฐฯมักจะมีสนามกอล์ฟ สนามบาส สนามโบลิ่งเพื่อการหย่อนใจ แต่ส่วนมากแล้วเมื่อกลับมาอยู่ในเวลาทำงาน ทหารสหรัฐฯจะไม่มีเวลามาตีกอล์ฟหรือกลับบ้านดึกดื่นได้ เนื่องจากมีภารกิจ การฝึกและอบรมตลอดเวลา
ถ้าทหารไทยไม่เล่นเกมส์ อ่านไลน์ หรือโซเชียลก็แปลว่าไม่ทันยุค คนไทยเป็นแชมป์การเล่นเกมส์โลก คนแบบนี้น่ารับเอามาเป็นทหารยุคใหม่ของไทยอย่างยิ่ง
การปรับตัวเข้าสู่การเป็นทหารศตวรรษที่ ๒๑ คือหัวใจของความมั่นคงของไทยในปัจจุบันและอนาคตเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีอาวุธที่มีพิสัยไกลกว่า แม่นยำกว่าและอำนาจการทำลายรุนแรงกว่า แตกต่างจากที่เคยผ่านมาในศตวรรษก่อนอย่างสิ้นเชิง
