ฉากชีวิต ‘บ่าวนิก สกลนคร’ จากนักแสดงเวทีรัชดาลัย สู่ สัปปายะสภาสถาน บทบาท ส.ส. ‘กล้าธรรม’
MatiTalk | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
สิรภพ สมผล ส.ส.พรรคกล้าธรรมจังหวัดสกลนคร (บ่าวนิก) เล่าชีวประวัติตัวเองว่า เกิดมาในครอบครัวนักการเมือง
จำความได้คือ เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานการเมืองกันทั้งคู่ เพราะว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาโดยตลอด แต่ว่าก็มีความพยายามที่จะทำงานการเมืองระดับประเทศ
พูดง่ายๆ ทั้งบ้านรวมตัวผมด้วย สอบตก ส.ส.มาแล้ว 12 ครั้ง ผมได้เป็น ส.ส.ครั้งนี้คือการลงสมัครครั้งที่ 13 ของคนในครอบครัว ก็ทำงานเต็มที่
ตอนเด็กๆ เราเห็นการทำงานในพื้นที่ของคุณพ่อคุณแม่ แล้วก็เห็นว่ามันยากลำบากมาก มันเหนื่อย แล้วก็ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว ก็เลยคิดว่าไม่อยากเป็นนักการเมือง ไปทำอย่างอื่นดีกว่า
หลังจากเรียนจบก็ได้มาทำงานที่กรุงเทพฯ มีโอกาสได้ไปเป็นนักแสดงละครเวทีที่เมืองไทยรัชดาลัย
จากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของงานในวงการบันเทิง ได้ไปทำงานอื่นๆ มากขึ้น เช่นแสดง MV เพลง แสดงซีรีส์ แสดงละคร ควบคู่กันกับงานละครเวทีด้วย จนมาซบเซาตอนช่วงที่มีข่าวสวรรคต ราว 2 ปี แล้วก็กลับมาทำงานต่อ
พอกลับมาทำสักพักก็เริ่มซบเซาอีก เพราะว่ามีเรื่องแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีปัญหาภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ละครเวทีละครทีวีลดคนลง
ตอนนั้นประจวบเหมาะกับช่วงที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ผมจึงลงสมัคร ส.จ. ก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารจังหวัดสกลนครในสมัยแรกครั้งแรกที่ลงเลย แล้วก็ทำงาน 2 ปีนิดๆ ก่อนลาออก เพื่อที่จะมาลงสมัคร ส.ส.
ได้เป็นตัวแทนของพรรคไทยสร้างไทย ลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้คะแนนมาก็ไม่น้อยเลยในการเปิดตัวคือ 24,503 คะแนน ก็คือแพ้ไม่มาก เลยกลายเป็นแรงผลักดันที่อยากทำงานการเมืองต่อ
ตอนนั้นก็ทำงานต่อเนื่องยาวมาเลย หลังจากที่สอบตก ก็ลงพื้นที่ต่อจนได้รับโอกาสมาทำงานในที่สภาก็คือมาเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ อว.ในรอบที่แล้ว ก็ลาออกไปลงเลือกตั้งทีมนายกเทศมนตรีของตำบลงิ้วด่อน อำเภอเมืองสกลนคร แล้วก็ได้รับเลือกตั้งคุณพ่อเป็นนายกฯ ผมก็ไปเป็นรองนายกฯ ก่อนที่จะลาออกจากรองนายกฯ เพื่อมาลง ส.ส.ของพรรคกล้าธรรม แล้วก็ได้รับเลือกตั้งในครั้งนี้ (2569)
ตัวผมเองพร้อมที่จะโอบรับทุกๆ โอกาสที่เข้ามา คือเราไม่ได้คาดหวังว่าเป้าหมายว่าจะเป็น ส.ส.ไปอย่างเดียว ส.ส.ก็มีระยะเวลาของมัน 4 ปีเลือกทีหนึ่ง บางครั้งก็ยุบสภาก่อน มันเป็นจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ตลอด
แต่ในช่วงระยะเวลาที่เรารอ เราก็ไม่ปล่อยให้เวลามันเสียเปล่า เราก็ทำพื้นที่ไปด้วย ควบคู่กับการที่ถ้าเกิดมีงานวงการบันเทิงติดต่อมาเรารับได้ ก็ไปทำเพราะว่ามันเป็นเรื่องที่เราชอบ
ประสบการณ์ “บันเทิง” สู่ “สนามการเมือง”
ทั้งงานบันเทิงและงานการเมือง “มันยากทั้งคู่”
ผมคิดว่าทุกอาชีพต้องใช้ประสบการณ์ จริงๆ ผมเป็นนักแสดง ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนักแสดงที่ดีหรือว่าเก่งอะไรขนาดนั้น มันขึ้นอยู่กับการทำซ้ำๆ บ่อยๆ
เหมือนกับการเป็น ส.ส.เหมือนกัน บางครั้งการที่เราพูดปราศรัยต่อหน้าพี่น้องประชาชนครั้งแรกๆ ก็ไม่ใช่ เราก็มาประเมินตัวเองทุกครั้งว่าไม่ใช่ว่าเราทำดีทุกครั้ง อาจจะมีกราฟขึ้นกราฟลงบ้าง แต่ว่าเราก็เก็บรายละเอียดมาปรับปรุงต่อ
อย่างการอภิปรายในสภาทุกๆ คำพูด ทุกๆ วินาทีที่เราได้ยืนขึ้นพูดกลางสภามันมีค่ามากๆ เพราะฉะนั้นแล้วต้องใช้เวลาที่ได้รับมาให้คุ้มค่ามากที่สุด แล้วก็ผ่านการฝึกซ้อมเยอะมาก เพราะว่าก่อนที่จะพูดในสภาแต่ละครั้งไม่ใช่ว่าเราเข้ามาเช็กชื่อ ผมก็ขึ้นมาที่ห้องพัก ส.ส.แล้วก็ยืนซ้อมๆ หาข้อมูลเพิ่มเติม จะเอาอะไรเข้าจะเอาอันไหนออก จะแทรกอะไรตรงไหน การอภิปรายในแต่ละทีจะเตรียมตัวประมาณนี้
เหมือนการเล่นละครเวทีเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ว่าซ้อม 1-2 อาทิตย์ เราใช้เวลากันครึ่งปีตั้งแต่วันแรกจนถึงวันเปิดม่านการแสดง เราซ้อมทุกวัน เพราะว่าบทมันหนาเป็นเล่ม มันคือการแสดงสด มันต้องผ่านการซ้อมแล้วซ้อมอีก ปรับเปลี่ยนแล้วปรับเปลี่ยนอีก เพื่อที่จะให้ทุกอย่างมันเข้ากัน ฉาก เสื้อผ้าต่างๆ แสงสีเสียงต่างๆ ทุกบล็อกกิ้ง มันผ่านการคิดการฝึกซ้อมอย่างหนักมากกว่าที่จะได้ออกมาโชว์
สำหรับผลงานวงการบันเทิงที่เราจะไม่ลืมเลยก็คือ การเล่นละครเวทีเรื่องแรกในชีวิตคือเลือดขัตติยา เดอะมิวสิคัล ที่เมืองไทยรัชดาลัย เพราะว่ามันต้อง Audition คือคนมันเยอะมาก เราวอล์กอินไปก็คิดว่าโอเคไม่ได้หรอก แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว เป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ไม่มีใครรู้จักเรา คนอื่นเขามากับเพื่อน แล้วก็เขาให้ร้อง ร้องให้เต็มที่ ให้เต้นก็เต็มที่ พอดีว่าพอเต้นได้นิดๆ หน่อยๆ เคยเป็นนักกีฬาลีลาศของจังหวัด เขาบอกให้ทำอะไรก็ทำ สุดท้ายแล้วก็ได้กลายเป็น 20 คนสุดท้ายที่เป็นหมู่มวลของเลือดละครเวทีเรื่องนี้
มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมประทับใจมากๆ
มาอยู่พรรคกล้าธรรมได้อย่างไร?
เราก็เห็นเขาทำงานเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ดูแลกระทรวงเกษตร จริงๆ ก็ยอมรับตรงๆ ว่าจังหวัดสกลนครก็เป็นจังหวัดที่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับการเกษตร ทำให้พี่น้องเกษตรกรมีข้อจำกัดในการประกอบอาชีพ ในการเข้าถึงทุน เข้าถึงแหล่งน้ำ การครอบครองที่ดิน
ผมเองเห็นถึงผลงานของผู้กองธรรมนัส (พรหมเผ่า) ท่านก็เป็นคนพะเยาที่ท่านแก้ปัญหากว๊านพะเยา ซึ่งสภาพไม่ต่างจากหนองหารที่บ้านผมเลย กว๊านพะเยา จึงกลายเป็นต้นแบบพื้นที่ใจกลางเมืองแห่งใหม่ เป็นสวนสาธารณะ เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมแล้ว เราก็เห็นว่าเขาเอากิจกรรมดีๆ ไปลงสร้างรายได้ให้กับคนในจังหวัดเขา เราก็เลยมองกลับมาว่า แล้วทำไมสกลนครจะทำไม่ได้
เรามีโมเดลตรงนี้อยู่แล้ว ก็เข้ามาสมัครกับพรรคกล้าธรรมแล้วก็ได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้สมัคร แล้วก็คุยกับทางผู้กองธรรมนัสว่าผมอยากจะเอาโมเดลที่ทำสำเร็จแล้วที่กว๊านพะเยามาทำที่หนองหารสกลนคร
ท่านก็เห็นด้วย แล้วก็บอกว่าถ้าเกิดได้รับเลือกตั้งมาเดี๋ยวเรามาลุยกัน มันก็เป็นแรงผลักดันว่าโอเคอยู่กับพรรคนี้ ถ้าได้เป็น ส.ส.เรามีลูกพี่ที่ทำงานแบบนี้สำเร็จมาแล้ว บ้านเรามันจะต้องได้รับการแก้ไขได้แน่ๆ ในอนาคต ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินการไปแล้วนะครับ
ผมเองยอมรับว่าในอดีตไม่ได้มองผู้กองในด้านที่เรามองอยู่ตอนนี้ ในมุมที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ เพราะว่าเราเป็นคนนอกที่ไม่เคยสัมผัสการทำงานได้ใกล้ชิด
แต่จริงๆ ขอสารภาพตรงๆ ว่าพอได้เข้ามาทำงานกับผู้กอง มาเป็น ส.ส.ในพรรคของท่าน วิธีการที่เขาดูแล เขาให้คำปรึกษา เขาให้อิสระในการทำงานมากกว่าที่เก่าๆ ที่เราเคยอยู่มา แล้วเราก็รู้สึกว่าเราตัดสินใจถูกแล้ว
และถ้าในอนาคตหากพรรคกล้าธรรมสามารถเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องเกี่ยวกับหนองหารหรือปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้องเกษตรกรในสกลนคร ปัญหาเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ ปัญหาพื้นฐานอะไรพวกนี้มันจะเป็นข้อพิสูจน์ในตัวมันเองว่า จริงๆ พรรคกล้าธรรมไม่ได้ด้อยไปกว่าพรรคอื่นๆ
เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วที่อยู่ที่นี่
การไม่ได้ร่วมรัฐบาล เป็นอุปสรรคการทำงาน?
มันก็ชัวร์อยู่แล้ว คนที่เป็นฝ่ายรัฐบาลนั่งเป็นหัวโต๊ะ เป็นรัฐมนตรี หรือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในคณะรัฐบาลก็มีทั้งศักดิ์ทั้งสิทธิ์ในการบริหารงานเต็มที่
แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าการเป็นฝ่ายค้านจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย
การเป็น ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 500 คนมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นมา 10 สมัยหรือเป็นแค่สมัยแรกก็มี 1 เสียงเท่ากัน
เราสามารถที่จะใช้กระบวนการทางนิติบัญญัติหรือกระบวนการในความเป็นนักการเมืองที่ต้องมี connection
ผู้กองเคยทำงานในรัฐบาลมาก่อน ผมคิดว่าทำงานได้
วางอนาคตการเมืองยาว?
ตราบใดที่พี่น้องประชาชนยังไว้วางใจ คือการเมืองมันเป็นการแข่งขันทุกวาระอยู่แล้ว 4 ปีลงสนามครั้งหนึ่ง แต่เราก็จะได้เปรียบคนอื่นตรงที่ว่าเราอยู่ในสนามจริงๆ หน้าที่ของเราตอนนี้คือการทำงาน
และตราบใดที่ 4 ปีนี้เราทำงานอย่างเต็มที่และมันผลิดอกออกผล มันแก้ปัญหา พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์จากสิ่งที่เราทำ พี่น้องประชาชนได้เห็นฝีไม้ลายมือในการยืนพูดกลางสภา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดของตัวเองหรือครอบครัวของตัวเองหรือญาติๆ พี่น้องของตัวเองในพื้นที่นี้ ก็คิดว่าน่าจะได้รับการเลือกตั้งต่อไปเรื่อยๆ
แต่มันไม่ได้หมายความว่าเรามั่นใจ 100% แน่นอน มันขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนในพื้นที่มากกว่า เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร คือมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ได้ก็คือดี ไม่ได้ก็เพราะเขาเลือกคนอื่นที่เหมาะสมกว่าเราแค่นั้นเอง
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
