เหยี่ยวถลาลม | ‘ป.ป.ช.’ ระอุ ‘แหวนแม่นาฬิกาเพื่อน’ ไม่ทันจาง ‘ศักดิ์สยาม’ เข้ามาแทรก
ทันทีที่คำพิพากษาชัดถ้อยชัดคำดังมาจากบนบัลลังก์ศาลอาญาคดีทุจริต ภาค 1
จำเลยที่ 3 (พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธาน ป.ป.ช.) และจำเลยที่ 7 (น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.) มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี
เชื่อเถอะ เป็นใคร ในสมองก็ต้องอื้ออึงอลหม่าน
นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ศาลอาญาพิพากษาจำคุกอดีต 2 บิ๊กเนม แห่ง ป.ป.ช.
นี่สะท้อนภาพของหลักการ “ตรวจสอบ-ถ่วงดุล” ของฝ่ายตุลาการ
“แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” ของบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์จึงกระฉ่อนขึ้นอีกครั้งพร้อมๆ กับ “ความเชื่อมั่น” ต่อองค์กร ป.ป.ช.ทรุดตัวลง
ท่วงท่าคล้ายๆ กับการถล่มครืนลงมาของอาคารสำนักงาน “สตง.” หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับและตรวจสอบหน่วยราชการทั่วประเทศไม่ให้ตุกติกทุจริตคอร์รัปชั่น
“สตง.” เป็นอาคาร 1 เดียวที่พังถล่มหลังจากมีเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา ไกลออกไปเป็นพันกิโลเมตร
ภาพลักษณ์ “สตง.” ณ เวลานั้นมาจวบจนบัดนี้ดูจะหนักหนาเอาการ!
ประเทศไทยเป็นสังคมพุทธ มีวัดวาอารามหลายหมื่นแห่ง มีภิกษุสงฆ์ซึ่งเชื่อว่าเป็นพุทธสาวกสืบทอดพระพุทธศาสนานับแสนรูป วัดกับพระน่าจะเปรียบเหมือนมหาสมุทรของพุทธปรัชญา ทำหน้าที่เผยแผ่ “ธรรม” สอนพุทธศาสนิกชนให้ละความชั่ว ทำความดี ตั้งมั่นในความเพียรเพื่อสลัดอวิชชาที่ชวนให้ลุ่มหลงติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญ ให้เข้าใจในไตรลักษณ์ และอริยสัจจ์
ทว่า การสอนก็คือสอน การบรรยายธรรมก็คือการบรรยาย มองปราดเดียวก็เย็นตาชื่นใจ ฟังสบายหูแต่จบแล้วก็พัดผ่านราวสายลมผะแผ่ว สะพานที่ทอดเชื่อมไปสู่การลงมือปฏิบัติสะบั้นลงแล้ว
เพราะเหตุใด
เหตุใดในสังคมไทยที่ปากพร่ำเรื่องบาปบุญคุณโทษและกฎแห่งกรรมนั้นการโกงกินทุจริตคอร์รัปชั่นกลับแผ่กว้างไพศาล
ไม่เห็นจะมีใครกลัว “กรรมตามทัน” หรือธรรมชาติจะลงโทษ ต่างมีจุดเริ่มจาก “ความต้องการ” หรือความโลภ ตัวเล็กๆ มีโอกาสแคบๆ โลภแคบๆ เมื่อไต่เต้าสูงขึ้น โอกาสเปิดมากขึ้น “โลภ” ก็ตัวโตตาม กระทั่งต่อไปพอมีเครือข่ายบริวารกว้างขวางจึงประจักษ์ชัดว่า หน่วยงาน องค์กร และประเทศชาตินั้นอยู่ “ปลายแถว” ของความรับผิดชอบซึ่งจะต้องวางเอาไว้ก่อน
ลาภยศอันใดปรากฏอยู่เบื้องหน้าคว้าเอาไว้
“ประเทศไทย” ในสายตาของโลกมีแต่ถอยหลัง!
อันดับ “ความโปร่งใส” ไม่เคยติดอยู่ท็อป 10 ท็อป 20 หรือท็อป 50
ในทางตรงข้าม ถอยไป ถอยไป และถอยลึกลงไปจนถึง “เลขสามหลัก”
สุดช้ำ ไทยครองอันดับ 116 ของโลก ในขณะที่ประเทศมากไปด้วย “หน่วยงาน” ทำหน้าที่ปราบการทุจริต กับ “คนปากดี” ต่อต้านการคอร์รัปชั่น
การทุจริตในประเทศไทยมีทุกที่ สมรู้ร่วมคิดกันลุกลามจนยับเยิน!
ความเชื่อมั่นในหน่วยงานหรือองค์กรซึ่งมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นตกต่ำ
“ป.ป.ช.” คือ 1 ที่พายุโหมกระหน่ำ
หลังจากที่ศาลอาญาคดีทุจริต ภาค 1 พิพากษาให้จำคุก “อดีตประธาน ป.ป.ช.” กับ “อดีตกรรมการ ป.ป.ช.” คนละ 3 ปี ชั่วอึดใจ วิปฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ตีแผ่ว่า ป.ป.ช. ปล่อยผีคดีศักดิ์สยาม!
คดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ เคยอยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช.
จะว่าไปแล้ว ป.ป.ช.ก็ควรจะโฟกัสไปที่ “ข้อเท็จจริง” และ “เอกสารพื้นฐาน” ซึ่งปรากฏในกระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยชี้ให้เห็นเส้นทางเงิน การโอนหุ้น การยักย้าย ซุกซ่อน หรือแปรสภาพเหล่านั้นอันเป็นเหตุให้ศาลสั่งให้ “ศักดิ์สยาม” ลงจากเก้าอี้รัฐมนตรี
พริษฐ์ วัชรสินธุ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนจึงตั้งคำถาม คดีศักดิ์สยาม ใคร (ใน ป.ป.ช.) ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ไม่เลือกใช้อำนาจ “ตรวจสอบเชิงลึก” และไม่เลือกใช้อำนาจ “ไต่สวน” ในคดีอาญา
ฝ่ายค้านยื่นคำร้องให้ประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ “ประธานศาลฎีกา” ตั้งคณะไต่สวนอิสระเพื่อ “ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่” ของ “คณะกรรม ป.ป.ช.” ว่า คุณปฏิบัติชอบหรือมิชอบในการตรวจสอบคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม
ตัวแทนจาก ป.ป.ช.ยืนยันข้อเท็จจริงว่าดำเนินการแค่ “ระดับปกติ” ทั้ง 1. ในการตรวจสอบเกี่ยวกับบัญชีทรัพย์สินของศักดิ์สยาม และ 2. ในการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีอาญา ป.ป.ช. “ไม่ไต่สวน” ในคดีที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
“ป.ป.ช.” มีมติ “ยกคำร้อง” ทั้งหมดไปตั้งแต่กันยายน 2568
แสงสว่างจึงไปปรากฏอยู่ที่ปลายอุโมงค์
สังคมตั้งความคาดหวังให้องค์กรตุลาการคะคาน ถ่วงดุล และตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารและองค์กรอิสระ
ในปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ผ่านมานั้น ไทยไม่ได้ขาดแคลนหน่วยงานองค์กร บุคลากร อุปกรณ์เครื่องมือ หรือกฎหมาย ประเทศนี้มีให้หรูหราครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ผู้ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ทั้งยังมีอิทธิฤทธิ์บารมีนั้นได้ทำอะไร และทำอย่างไร เหล่านั้นคงจำเป็นจะต้องมี “ผู้วินิจฉัยชี้ขาด” การกระทำของบุคลากรในองค์กรตามพฤติกรรมที่ก่อไว้ ซึ่งตั้งแต่ไหนแต่ไรมา “จำนวนไม่น้อย” ก็แก่กล้า ล้าหลัง สำคัญผิด หลงเป็นที่สุด บางครั้งลุแก่อำนาจกระทั่งก่อกรรมกับประเทศชาติ ฉุดรั้งการพัฒนา
ตำแหน่งหน้าที่ซึ่งมีอยู่ ไม่ได้เป็นเครื่องหมายของ “ความรับผิดชอบ” ต่อส่วนรวมอันยิ่งใหญ่ แต่กลายเป็น “บ่อกำเนิด” ของอวิชชา
“ดุลยพินิจ” ซึ่งควรตั้งมั่นอย่างเที่ยงตรงและเที่ยงธรรม ถูกใช้เป็นช่องทางให้ “ทำตามอำเภอใจ”
สุจริตจึงเป็นที่ประจักษ์ ความเชื่อมั่นศรัทธาหดหาย
ถ้าไม่ปรับถึงขั้นพลิกโฉม น่าเชื่อว่า “ป.ป.ช.” จะเสียหายครั้งอย่างใหญ่ เฉกเช่น สิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ล้าหลัง ไม่สามารถปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมมีโอกาส “สูญพันธุ์”
ทฤษฎีแบบนี้สัมพันธ์สอดคล้องกับแนวคิดพุทธปรัชญาที่ว่า สรรพสิ่งต่างๆ ในโลกนี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ทุกอย่างเป็นอนัตตา
จะมี “ป.ป.ช.” เอาไว้ด้วยเหตุผลอะไร ถ้าการทุจริตคอร์รัปชั่น ยังคงมีกันคึกคักครึกโครม!?!!!
