ความคาดหวังที่มีต่อ ‘ผู้ว่าฯ กทม.’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน มีโอกาสนั่งฟังการสนทนาระหว่าง “สมบัติ บุญงามอนงค์” (บก.ลายจุด) นักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับ “ประกิต กอบกิจวัฒนา” ครีเอทีฟโฆษณาและนักออกแบบแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง ในรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชนทีวี
ในเนื้อหาบทสนทนาส่วนหนึ่ง ผู้ดำเนินรายการได้ชวนผู้ร่วมรายการทั้งสองคนพูดคุยกันถึงเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ประเด็นที่สมบัติจุดขึ้นมาอย่างน่าสนใจ ก็คือ ผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ควรมีวิสัยทัศน์ในเรื่องระบบเศรษฐกิจของเมืองด้วย ดังที่เขาโยนโจทย์เอาไว้ว่า

“กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง เมืองเศรษฐกิจ ผมก็อยากจะรู้ว่าในมุมมองของพ่อเมือง เราจะสามารถออกแบบระบบนิเวศ หรือส่งเสริมทำให้ระบบเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ มันดีขึ้นได้อย่างไร?
“แน่นอน มันคงไม่ใช่เป็นเรื่องการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ในมุมมหภาคใหญ่ๆ แบบของรัฐ แต่ว่าคนเล็กคนน้อยหรือคนที่ค้าขายกันอยู่ คุณไม่เห็นเหรอ ตึกห้องแถวที่ติดถนนใหญ่เจ๊งกันหมด เพราะมันจอดรถไม่ได้ (นี่คือ) ระบบเศรษฐกิจ-กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้นในเมือง
“(จึงน่าตั้งคำถามว่า) มาสเตอร์แพลนของระบบเศรษฐกิจในเมืองหลวงมันคืออะไร?
“มันอาจจะมีก็ได้ แต่ผมไม่ค่อยได้ยิน แล้วผมมั่นใจว่าไม่มีคนคิดสูตร เพราะมีรายละเอียดเยอะมาก แล้วมันเป็นเรื่องเฉพาะ
“ส่วนใหญ่ฝ่ายการเมืองเวลาพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ จะชอบพูดเรื่องใหญ่ๆ ไปพูดเรื่องเครื่องยนต์ใหม่ๆ แต่ไอ้กิจกรรมค้าขายกัน (ของคนเล็กๆ จะไม่ค่อยพูดถึง)”

ขณะที่ผู้ร่วมสนทนาอย่างประกิตก็มองเห็นประเด็นปัญหาที่คล้ายคลึงกัน
“ผู้ว่าฯ จะกล้าหาญนำเสนอมิติใหม่ๆ ไหม? เช่น กรุงเทพฯ บวกเมืองรอบข้าง จะต้องทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร? วันนี้ เวลาเราพูดถึงประชากรกรุงเทพฯ มันไม่ได้หยุดแค่ชายขอบของกรุงเทพฯ ประชากรกลางวันที่มาจากนนทบุรีเข้ามาทำงานในเมืองกรุงเทพฯ (ก็มีเป็นจำนวนมาก) ผมอยากเห็นวิสัยทัศน์ของผู้ว่าฯ ที่มองไปไกลกว่านั้น
“วันนี้ กรุงเทพฯ ที่ดินแพง คนก็เลยไม่สามารถอยู่กลางเมืองได้ ก็ต้องไปปูดที่เมืองบริวารทั้งหลาย เช่น สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ถ้าใครไปปทุมธานี ผมใช้บริการรถไฟฟ้าบ่อยๆ ที่ไปคูคต ถ้าคุณออกไปเส้นนั้น (ผู้โดยสาร) จะเป็นประชากรที่เข้ามาทำงานในเมืองกรุงเทพฯ หลายแสนคน แต่ว่าค่าโดยสารแพง เกือบร้อยบาท
“สิ่งเหล่านี้ผมต้องการเห็นวิสัยทัศน์จากผู้ว่าฯ ที่กล้าผลักดันวาระใหญ่ๆ เช่น คุยกับรัฐบาลกลาง ถ้าจะทำเรื่องเศรษฐกิจ ต้นทุนชีวิตของคนในเมืองต้องลดลงด้วย ไม่ใช่ขึ้นไปตลอด
“วันก่อน ไปประชุมกลางเมือง แล้วผมก็เดินเข้าเซ็นทรัลพาร์ค หิวข้าวมากก็ซื้อขนมปังมาสองชิ้น ขนมปังชิ้นละร้อยกว่าบาท หรือถ้าเดินข้างถนน เดี๋ยวนี้ราคาขนมปังนี่มี 60-80 บาทนะ หรืออย่างข้าว ถ้ากินในเส้นบ้านผม สีลม ไม่ต้องกินร้านหรู วันนี้ก็ 70-80 บาท ถึงร้อยบาท ข้าวแกงนี่แหละ”

ข้อเสนอ-ข้อสังเกตของทั้งสมบัติและประกิต ล้วนแสดงให้เห็นถึง “ความคาดหวังมหาศาล” ที่ผู้คนมีต่อ “กรุงเทพมหานคร” และ “ผู้บริหารมหานคร” แห่งนี้ (แม้ถ้าอ้างเรื่องอำนาจหน้าที่หรือกฎหมายอย่างเถรตรง ก็อาจกล่าวอ้างได้ว่า ผู้ว่าฯ กทม. ไม่มีอำนาจจะแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ระดับนั้น)
น่าเสียดาย ที่เรายังไม่ค่อยได้รับฟังข้อถกเถียง คำถาม คำตอบ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นใหญ่ๆ ท้าทายทำนองนี้ ในบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2569
