สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “5 ทศวรรษ เศรษฐกิจไทย Thailand Next” ของ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานประชาชาติธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 50 ผู้ฟังให้ความเห็นตรงกันว่า เนื้อหาเข้มข้นชัดเจนเป็นการบ้านให้รัฐบาล นักธุรกิจ และชาวบ้านอย่างเราๆ ควรนำไปขบคิดกันต่อว่า ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้จะวางแผนรับมือกันอย่างไร
อาจารย์สุรเกียรติ์ ผู้ผ่านงานการเมืองระดับประเทศเป็นรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาก่อน เปิดปาฐกถาด้วยการวางฉากทัศน์ประเทศไทยในขณะนี้ว่า กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่เป็นผลพวงของความปั่นป่วนรุนแรง ใน 8 ด้านพร้อมๆ กัน
“เป็นความท้าทายที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอันไกล แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นสภาวะวิกฤตที่กลายเป็นความปกติใหม่หรือ new normal ส่งผลกระทบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ความท้าทายอันดับแรก ที่อาจารย์สุรเกียรติ์ยกขึ้นมากล่าว นั่นคือ ความปั่นป่วนทางเทคโนโลยีหรือTechnology Disruption การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ การเข้าสู่ยุคเอไอที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน การบริหารองค์กร
ความท้าทายของประเทศไทยนับจากนี้คือ การวางยุทธศาสตร์รับมือความปั่นป่วนทางเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ระบบจัดการการศึกษา รูปแบบการทำงาน
“หากประเทศไทยไม่มีมาตรการรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศอื่นเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและถูกแซงหน้าในที่สุด โจทย์สำคัญคือ การยกระดับและปรับเปลี่ยนศักยภาพประชากรจากยุคก่อน 4.0 ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ใช้งานเอไอที่มีประสิทธิภาพสูง” อาจารย์สุรเกียรติ์ฝากเป็นการบ้านข้อแรก
ความท้าทายเรื่องที่ 2 เป็นวิกฤตโครงสร้างประชากร (Demographic Disruption) ประเทศไทยเข้าสู่จุดสูงสุดของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แม้คนไทยมีอายุยืนขึ้น ในระดับ 90-100 ปี แต่ปัญหาสำคัญคือช่วงเวลาของชีวิตประชากรมีสุขภาพแข็งแรง สามารถพึ่งพาตัวเองและทำงานได้กลับไม่ได้ยาวนานตามไปด้วย
สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้สูงวัยสุขภาพดีกับผู้สูงวัยที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง มีระยะห่างประมาณ 30 ปี วิกฤตนี้เป็นโจทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในเชิงการบริหารจัดการ สวัสดิการ และการวางนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ
อาจารย์สุรเกียรติ์กล่าวถึงความท้าทายเรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของความไม่แน่นอนจากโรคระบาด (Pandemic Disruption)
แม้ว่าสังคมโลกจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มาแล้ว แต่ความผันผวนจากโรคระบาดระลอกใหม่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
มีรายงานสถานการณ์การก่อตัวของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก เช่น อีโบล่า
ส่งผลให้ประเด็นการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบบริการทางการแพทย์กลับมาเป็นข้อจำกัดหลักของไทยและนานาประเทศอีกครั้ง
โจทย์สำคัญของภาครัฐคือ การบริหารจัดการนโยบายสาธารณสุขโดยมุ่งเน้นไปที่ “ความเท่าเทียมทางสุขภาพ” มากกว่าเพียงแค่ “ความเสมอภาคทางสุขภาพ” เนื่องจากกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล มีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบบริการทางการแพทย์ที่สูงกว่าปกติ
การจัดสรรความช่วยเหลือในระดับที่เท่ากันทั้งหมดจึงไม่เพียงพอที่จะสร้างความทั่วถึงในการรักษาพยาบาล รัฐจำเป็นต้องยกระดับการสนับสนุนแก่กลุ่มเปราะบางเป็นกรณีพิเศษเพื่อสร้างความเท่าเทียมที่แท้จริง
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ (Environmental Disruption) เป็นความท้าทายที่ 4 อาจารย์สุรเกียรติ์อธิบายค่อนข้างละเอียด
อาจารย์สุรเกียรติ์ชี้ว่า วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนรายย่อย ภาคเกษตรกรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเด่นชัด ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จ.เชียงใหม่ กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรม
“พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวตะวันตกเมื่อก่อนชอบมาเชียงใหม่ในฤดูหนาวหรือหน้าแล้ง เวลานี้ปรับตัวเปลี่ยนมาเที่ยวช่วงฤดูฝนแทน
เนื่องจากในฤดูแล้งค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงเกินมาตรฐานระดับสีม่วงต่อเนื่องเป็นอาทิตย์ กระนั้นก็ยังดีที่นักท่องเที่ยวยังรักเมืองไทย ยอมปรับตัวให้ขนาดนั้น”
ปัจจุบันนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 3 แกนหลัก การบรรเทาผลกระทบ เรื่องของการชดเชย และการปรับตัว ในเรื่องของการบรรเทาผลกระทบและการชดเชย ไม่น่าห่วง เพราะมีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดมลพิษ ส่วนการชดเชย มีการขับเคลื่อนระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิต ได้พัฒนาเป็นรูปธรรม
แต่การปรับตัวหรือ Adaptation เพื่อป้องกันและรองรับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ซึ่งเป็นมิติที่ทำได้ยากที่สุด
อาจารย์สุรเกียรติ์ยกตัวอย่างเหตุการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มรุนแรงในพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ปริมาณโคลนจำนวนมหาศาลทับถมสูงถึงครึ่งหนึ่งของตึกแถว เมื่อระดับน้ำลดลงโคลนแข็งตัวจนมีสภาพคล้ายหิน
“หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย เช่น มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ที่มีหลักการทำงานแบบเข้าเร็วออกเร็วต้องปรับแผนฝังตัวช่วยเหลือในพื้นที่ยาวนานกว่า 2 เดือน”
เมื่อประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพบข้อจำกัดสำคัญด้านการสื่อสารภัยพิบัติและการบูรณาการองค์ความรู้ แม้ในเชิงวิทยาศาสตร์จะสามารถคำนวณทิศทางของปรากฏการณ์แม่น้ำในชั้นบรรยากาศ (atmospheric river) คาดการณ์ระยะเวลาตกของฝน หรือประเมินแนวโน้มระดับน้ำทะเลหนุนสูงในอ่าวไทยรุนแรงที่สุดในรอบ 300 ปีได้ล่วงหน้า
แต่ปัญหาหลักคือ ประชาชนในพื้นที่ไม่เข้าใจรูปแบบการแจ้งเตือนของภาครัฐที่มักใช้คำเตือนทั่วไป เช่น “ให้ระวังน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน” แต่ไม่มีรายละเอียดระบุพิกัดความเสี่ยงที่ชัดเจนหรือเส้นทางการอพยพ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก แตกต่างจากพื้นที่ที่ระบบบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ
สถานการณ์นี้สะท้อนว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมต้องการการบูรณาการความรู้ในลักษณะสหศาสตร์และการจัดการฐานข้อมูลร่วมกันระหว่างรัฐกับเอกชน อีกทั้งแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงทางเลือกในการอนุรักษ์ทรัพยากรเพื่อคนรุ่นหลัง มาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดของโครงสร้างเศรษฐกิจ
ความปั่นป่วนในระบบการศึกษา (Education Disruption)เป็นความท้าทายที่ 5 ที่นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุว่า โครงสร้างการศึกษาในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
ปัญหาหลักคือการผลิตบัณฑิตและกำลังพลในรูปแบบเดิมที่เสร็จสิ้นออกมาแล้วเผชิญภาวะว่างงาน หรือมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคเอกชน
ส่งผลให้ระบบอุดมศึกษาต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การยกระดับทักษะ และการสร้างทักษะใหม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
รูปแบบการทำงานภายในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะแยกส่วนเป็นไซโล ตามคณะหรือภาควิชา สวนทางกับปัญหาของโลกยุคปัจจุบันที่เป็นโจทย์ข้ามศาสตร์ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมผู้สูงอายุ หรือเทคโนโลยีขั้นสูง สถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องทำลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างดังกล่าว โดยปรับเปลี่ยนมาเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน
“เราชอบพูดกันตลอดว่าต้องการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ แต่เราจะมีบัณฑิตพันธุ์ใหม่ไม่ได้ถ้าเราไม่มีอาจารย์พันธุ์ใหม่”
การขับเคลื่อนเพื่อสร้างอาจารย์พันธุ์ใหม่ที่มีความเข้าใจในกลไกธุรกิจจริง มีความรู้เชิงลึกในมิติด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนมีความเข้าใจในโครงสร้างการบริหารงานส่วนท้องถิ่น จะเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาหลักสูตรและการสร้างบุคลากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่

ความท้าทายที่ 6 เป็นความปั่นป่วนในเชิงนโยบายพลังงาน (Energy Disruption) แม้ว่าทิศทางนโยบายโลกจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของประเทศมหาอำนาจกลับปรับเปลี่ยนตามผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การกลับมาสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในสหรัฐ เพื่อผลทางการหาเสียงเลือกตั้ง
ยุโรปเคยเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด เมื่อเผชิญกับสภาวะวิกฤตขาดแคลนพลังงานจำเป็นต้องหันกลับมาพึ่งพาพลังงานจากถ่านหิน ก่อนสลับกลับมาเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนอีกครั้งเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
ความยืดเยื้อและความผันผวนสลับไปมาในนโยบายพลังงานโลกเช่นนี้ เป็นสภาวะกดดันที่ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องปรับโครงสร้างต้นทุนและแผนพลังงานให้มีความยืดหยุ่นสูง
ความท้าทายที่ 7 เป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomic Disruption) อาจารย์สุรเกียรติ์อดีตเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาก่อนเห็นว่า สภาวะเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากการใช้มาตรการกำแพงภาษีฝ่ายเดียว กระทบต่อระบบการค้าเสรีพหุภาคีในเวทีโลกที่สมาชิกกว่า 190 ประเทศถูกลดทอนบทบาทอย่างสิ้นเชิง
ในมิติตลาดเงินโลก เริ่มเกิดกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยหลายประเทศพยายามแสวงหาสกุลเงินทางเลือก รวมถึงการปรับลดสัดส่วนสินทรัพย์ทุนสำรองไปสู่ทองคำ เงิน และโลหะแพลทินัม
จนส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนอย่างรุนแรง
ในเวทีเศรษฐกิจระดับโลกอย่างการประชุมเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม พิจารณาความเป็นไปได้ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทสเตเบิลคอยน์ (Stable Coin) มาใช้เป็นระบบการเงินทางเลือก
ระบบการเงินโลกจึงอยู่ในสภาวะเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่มีความชัดเจน ผสานกับแนวโน้มการแยกห่วงโซ่อุปทานระหว่างสหรัฐกับจีน และสงครามเทคโนโลยีทวีความรุนแรงขึ้น
ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitical Disruption) เป็นความท้าทายที่ 8 ที่อาจารย์สุรเกียรติ์ยกมาเป็นโจทย์สุดท้ายในเวทีของประชาชาติธุรกิจ
มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างประเทศมหาอำนาจ เป็นแรงกดดันให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้าง โดยนำมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกับมิติด้านความมั่นคงและการทหารอย่างเข้มข้น ความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกถูกระงับไว้ชั่วคราวด้วยมาตรการบังคับทางภาษีและการค้า โดยไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งพื้นฐานที่ต้นตอ
ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา รวมถึงความตึงเครียดในจุดต่างๆ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปของประเทศมหาอำนาจ หลังจากวิกฤตการณ์ในภูมิภาคอื่นเริ่มทรงตัว
การประเมินฉากทัศน์ว่ามหาอำนาจอาจมีการแบ่งเขตอิทธิพลและความรับผิดชอบทางการเมืองโลก โดยปล่อยให้ภูมิภาคเอเชียอยู่ภายใต้กรอบการดูแลของจีน
จึงเป็นสมมุติฐานสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์
อาจารย์สุรเกียรติ์ฝากโจทย์ 2 ข้อผ่านเวทีประชาชาติธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 50 ไปถึงทุกภาคส่วนนำไปคิดเป็นการบ้าน
1. ประเทศไทยทำใจยอมรับระเบียบโลกใหม่ที่วิกฤตจะอยู่ยาวนานกว่าที่คิดแล้วหรือยังเพราะการคิดว่าเมื่อสงครามจบแล้วทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมคือวิธีคิดที่อันตรายที่สุด
2. ถ้าทำใจยอมรับได้แล้ว วันนี้เรามียุทธศาสตร์รองรับระเบียบโลกใหม่นี้แล้วหรือยัง
ไม่ว่าจะเป็นในระดับกระทรวง ทบวง กรม ภาคเอกชน สื่อมวลชน หรือภาคการผลิตบุคลากรของประเทศ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
