
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
แม่สอดสะอื้น!
ควันหลง 25 มีนาคม
“ผู้นำรัฐบาลในทุกสงครามจะต่อต้านการเจรจากับฝ่ายข้าศึกอย่างมาก ตราบเท่าที่การสู้รบยังสามารถดำเนินต่อไปได้”
Fred Charles Ikle (1971)
สถานการณ์ทางด้านมนุษยธรรมในเมียนมาปัจจุบันทวีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ จนต้องถือว่าสงครามกลางเมืองเมียนมากำลังสร้างสภาวะที่เป็น “วิกฤตด้านมนุษยธรรม” (humanitarian crisis) อย่างชัดเจน และเป็นปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งในภูมิภาคด้วย
ดังนั้น การส่งความช่วยเหลือให้แก่ประชาชนชาวเมียนมาผู้ประสบภัยสงครามจึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรกระทำอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายเรียกร้องและอยากเห็นถึงการแสดงบทบาท “เชิงบวก” ของไทย
เพราะที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยบังคับที่ “ปฏิบัติการมนุษยธรรม” (humanitarian operations) จะต้องอาศัยพื้นที่ของประเทศไทยเป็นจุดส่งออก
การดำเนินการเช่นนี้ยังเป็นความหวังว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดทอนความรุนแรงของปัญหาสงครามกลางเมือง ที่กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อชีวิตของประชาชนชาวเมียนมา การดำเนินการในเรื่องนี้จึงน่าจะเป็น “ผลบวก” ต่อประเทศและ/หรือรัฐบาลไทยอย่างแน่นอน
แต่ “ปฏิบัติการมนุษยธรรม” ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ดูจะตามมาด้วยเสียง “วิจารณ์” ตามแนวชายแดนไทย-เมียนมามากอยู่พอสมควร ผลลัพธ์ดูจะไม่เป็นบวกอย่างที่ฝ่ายไทยคาดหวัง จนอาจต้องคิดทบทวนว่า เกิดอะไรขึ้น?…
ฉะนั้น บทความนี้จะลองตั้งคำถามจากสิ่งที่เกิดขึ้น หรืออาจต้องกล่าวว่า บทความนี้เป็น “ควันหลง” จากเหตุการณ์วันที่ 25 ดังกล่าว ด้วยการตั้งข้อสังเกตต่างๆ เพื่อหวังว่า “ปฏิบัติการมนุษยธรรม 2” จากไทย จะไม่ซ้ำรอยเดิมจากปัญหาในวันนั้น
อีกทั้งบทความนี้เขียนขึ้นมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะ “ชี้นิ้วกล่าวโทษ” บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใดทั้งสิ้น
ปัญหาพื้นฐาน
ปัญหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นมีคำถาม 4 ประการ คือ
ใครจะเป็นผู้ดำเนินการในภาคสนามในฝ่ายไทย
ใครจะเป็นผู้รับในอีกฝ่ายหนึ่ง
ผู้รับจะส่งของต่างๆ ต่อไปอย่างไร
ของในสุดท้ายจะส่งให้แก่ใคร
– เจ้าภาพ
เมื่อรัฐบาลไทยตกลงใจที่จะส่งความช่วยเหลือไปให้แก่ประชาชนชาวเมียนมา ทำให้เกิดคำถามประการแรกทันทีว่า ใครจะเป็น “เจ้าภาพ” ในเรื่องนี้
หรืออีกนัยหนึ่งคือ คำถามว่าองค์กรใดจะเป็นผู้ดำเนินงานในนามรัฐบาลไทย ในบริบทที่เป็นปัญหาระหว่างประเทศ
คำถามเรื่อง “ใครเป็นผู้ดำเนินการ?” จึงถูกกำหนดให้เป็นบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.)
แต่ทุกคนรู้ดีว่าด้วยความเป็น “นักการทูตไทย” นั้น กต. ไม่ใช่คนที่จะทำงานสนามได้อย่างแน่นอน พวกเขาชินกับ “ห้องแอร์” ที่ถนนศรีอยุธยา ไม่ใช่การอยู่กับ “ฝุ่นและความร้อน” ที่ชายแดน
งานสนามในเงื่อนไขเช่นนี้จึงต้องพึ่งพากองทัพบก ซึ่งเป็นองค์กรที่มีกำลังพลอยู่ในพื้นที่ที่เป็นปัญหา ภาวะเช่นนี้ช่วยทำให้เจ้าภาพ 2 ส่วนต้องทำงานด้วยกัน
แต่จะคิดหรือมองปัญหาเหมือนกันหรือไม่ เป็นคนละประเด็น เพราะว่าที่จริงต่างฝ่ายต่างได้มีบทบาทตามที่ต้องการแล้ว
อย่างไรก็ตาม อาจต้องถือว่าปัญหาเช่นนี้เกิดเป็นเพราะตัวรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบายยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงชุดความคิดในเชิงนโยบายที่ชัดเจนต่อวิกฤตนี้
กล่าวคือ ไม่มีความแน่ชัดว่าอะไรคือทิศทางที่แท้จริงในเชิงภาพรวมของนโยบายไทย
เพราะหลายฝ่ายเชื่อว่านโยบายไทยปัจจุบันยังถูกพันธนาการอยู่กับทิศทางเดิมของนโยบายยุครัฐบาลเก่าที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลทหารเมียนมา
การจะปรับเปลี่ยนนโยบายไทยต่อเมียนมาในยุครัฐบาลปัจจุบัน จึงยังเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย
ถ้าเช่นนั้น คำถามในทางปฏิบัติที่ตามมาอีกส่วนคือ กองทัพบกคือใคร?
…อันมีนัยว่า จะให้งานนี้เป็นการดำเนินการของกองทัพภาคที่ 3
หรือจะมอบหมายให้หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รบพิเศษ) ที่มีหน่วยดำเนินงานอยู่ตามแนวชายแดน
หรือจะให้อยู่ในความควบคุมของ “ทีม ทบ. ส่วนกลาง” ที่เป็นเสมือนผู้รับมอบอาณัติไปจากผู้บังคับบัญชาที่ถนนราชดำเนินตรงไปแม่สอด
คำถามเพียงแค่จะให้ใครทำ… ใครจะเป็น “ผู้ควบคุมการปฏิบัติ” กับงานสนาม ก็ดูจะเป็น “สนามรบเล็กๆ” ในแบบ “สงครามของหน่วยราชการ” (มิใยต้องกล่าวถึงหน่วยทหารอื่นที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องได้ เช่น กองบัญชาการกองทัพไทย)
ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ “เสียงนินทา” ทหารไทยในเรื่องการเป็น “ผู้จัดการ” การส่งความช่วยเหลือ ดูจะถูกเล่าขานกันสนุกปากทั้งในหมู่ชนกลุ่มน้อย และคนที่ทำงานตามชายแดน เพราะพวกเขามองว่าทหารมีปัญหากันเองในเรื่องของบทบาทนำในแต่ละส่วน
แต่เราอาจจะต้องยอมรับความจริงว่า สิ่งนี้คือภาพสะท้อนถึง “ปัญหาเอกภาพ” ทางความคิดของกองทัพไทยในการปฏิบัติหน้าที่ เท่าๆ กับสะท้อนถึง “ปัญหาความเข้าใจ” ของรัฐบาลไทยเอง โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงต่างประเทศในการจัดการเรื่องนี้
เนื่องจากในมิติสากลนั้น ทหารไม่ใช่ผู้รับผิดชอบงานเช่นนี้ แต่จะใช้องค์การพลเรือน เพื่อลดความหวาดระแวง และแก้ปัญหาเสียงวิจารณ์ว่า ผู้ดำเนินการหลักไม่เป็นกลาง และมีส่วนได้ส่วนเสียกับคู่ขัดแย้ง
ประเด็นเช่นนี้มีความละเอียดอ่อน และฝ่ายทหารอาจต้องเรียนรู้มากขึ้น แม้ว่านายทหารบางคนอาจเคยมีประสบการณ์กับงานรักษาสันติภาพมาแล้ว
– ผู้รับ
เมื่อต้องตอบคำถามต่อมาว่า “ใครจะเป็นผู้รับ?” จึงน่าสนใจอย่างมาก
ทุกคนที่ทำงานชายแดนรู้มานานถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอันยาวนานระหว่าง “KNU” กับ “ทบ. ไทย”
แต่เมื่อต้องเลือกพาร์ตเนอร์อีกฝ่าย ไทยกลับเลือก “BGF” ซึ่งเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัฐประหาร และแตกออกมา แต่หลายฝ่ายก็ดูกังขากับประวัติของกลุ่มนี้ และไม่เข้าใจว่าทำไมไทยไม่เลือก “KNU” ทั้งที่กลุ่มได้ทำแผนความช่วยเหลือเสนอฝ่ายไทยไปก่อนแล้ว…
บางทีเราอาจจะพบว่าเป็นเรื่องเสียเวลาที่จะหาเหตุผลกับการตัดสินใจของฝ่ายความมั่นคงไทยเสมอ ทั้งที่คนทำงานด้านเมียนมารู้ดีว่า KNU เป็นกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้มแข็งที่สุดชุดหนึ่งในสงครามนี้ แล้ว “ทำไม ทบ. ไม่สนใจ KNU?”
หลังจากมีการส่งความช่วยเหลือดังกล่าวแล้ว “KNU” ได้ออกมาแสดงความเห็น และยังบรรยายถึงวิธีการส่งความช่วยเหลือที่เกิดขึ้น อันนำไปสู่การถูกกดดันให้ต้อง “ปรับแก้แถลงการณ์” จนกลายเป็น “เสียงวิจารณ์” อีกเรื่องหนึ่งทันที
กระนั้นถ้าฝ่ายไทยในทุกส่วนเปิดใจกว้างแล้ว สาระ 6 ประการของแถลงการณ์ของ KNU เป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยและกองทัพไทย โดยเฉพาะกองทัพบกควรนำมาคิดด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง
แม้เสียงที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ “ระรื่นหู” อย่างแน่นอน
อีกทั้งแถลงการณ์นี้อาจจะถูกตีความว่าเป็นการ “ฉีกหน้า” กระทรวงต่างประเทศ และกองทัพบกในเหตุการณ์วันที่ 25 มีนาคม
แต่ต่อมาได้มีอาการ “แก้เกี้ยว” ของไทย โดยให้กะเหรี่ยงกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้มีบทบาทมาก คือ “KTLA” ทำแถลงการณ์ชื่นชมรัฐบาลไทย และตอบโต้ KNU จนทำให้เกิด “เสียงวิจารณ์” ตามมาอีกว่าใครกดดันให้แก้ และใครเขียนแถลงการณ์ให้ KTLA
แต่การฉีกหน้าจนเกิดอาการ “หน้าแหก” คือการพบระหว่างที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศอเมริกันกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในวันที่ 28 มีนาคม โดยสหรัฐฯ ได้มีการกล่าวยกย่องกลุ่ม KNU และกลุ่มกะเหรี่ยงอื่นๆ ในการต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยในพม่า
พร้อมกับรัฐสภาอเมริกันได้อนุมัติความช่วยเหลือในเรื่องพม่าจำนวน 121 ล้านดอลลาร์
แต่ดูเหมือนฝ่ายไทยจะไม่สนใจ KNU และไปเกาะอยู่กับ BGF ที่หลายฝ่ายมีปัญหาข้องใจ
อีกทั้งมีคำอธิบายอีกประการว่า ไทยไม่สนับสนุน KNU ในแบบเดิม เพราะความสัมพันธ์ของผู้นำทหาร โดยเฉพาะในยุคหลังรัฐประหารของทั้ง 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยจะให้ความสำคัญกับ SAC ที่เป็นรัฐบาลทหารเป็นหลัก
ด้วยคำอธิบายที่เป็นมาตรฐานเดียวกับรัฐประหารไทยว่า คนยึดอำนาจสำเร็จเป็น “ผู้กุมอำนาจรัฐที่ชอบธรรม” ทั้งที่รัฐประหารไม่ชอบธรรมในตัวเองก็ตาม จึงทำให้เกิดความ “เห็นอกเห็นใจ” และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน เนื่องจากมีความเป็นพวกนิยมรัฐประหารแบบเดียวกัน
ดังนั้น รัฐบาลไทยก่อนเลือกตั้ง 2566 จึงยอมทนแบกภาระรัฐประหารเมียนมาอย่างน่าอดสูในทางการเมือง
และประเด็นนี้เป็นข้อวิจารณ์สำคัญ ที่บ่งบอกถึงการแสดงบทบาทเป็น “เด็กดื้อแห่งอาเซียน” ที่เดินทวนข้อมติ 5 ประการของอาเซียนเพื่อช่วยรัฐบาลทหาร
– ส่งอย่างไร
ประเด็นเรื่อง “ส่งอย่างไร?” ปรากฏในแถลงการณ์ KNU ฉบับแรกก่อนแก้ไข
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ความไม่ละเอียดอ่อน” กับสถานการณ์ของฝ่ายทหารไทยอยู่มาก
อันทำให้เกิดประเด็นคำถามตามมาในแบบเดิมว่า แล้วทำไมทหารไทยไม่ใช้บริการของ KNU
หรือทั้งหมดคือภาพสะท้อน “ความเกรงใจ” ที่ไม่จบสิ้น อันเป็นผลสืบเนื่องของความสัมพันธ์ของผู้นำรัฐประหาร 2 ฝ่าย
จนอาจจะต้องเรียกว่า “พันธะทางใจของนักรัฐประหาร” ที่ตัดกันไม่ขาด
และดูเหมือนรัฐบาลพลเรือนหลังเลือกตั้ง 2566 ก็ยังขยับตัวออกได้ไม่มากจากพันธะเช่นนี้
– ผู้รับ
สําหรับปัญหา “ใครเป็นผู้รับ” เป็นข้อถกเถียงที่ทำให้ไทยกลายเป็น “จำเลยของความหวาดระแวง”
เพราะแทนที่จะทำให้เกิดการส่งมอบไปให้แก่ภาคพลเรือนเมียนมา แต่ของกลับถูกส่งให้แก่ “กาชาดเมียนมา” ที่หลายฝ่ายได้ส่งเสียงเตือนไทยมาก่อน
เพราะองค์กรนี้เป็นคนของ SAC ไม่ใช่กาชาดในแบบไทย
อันทำให้การส่งความช่วยเหลือวันที่ 25 มีนาคม ถูก “นินทา” ว่า เป็นเพียงการเล่น “ละคร” ของฝ่ายความมั่นคงไทยที่จะช่วย SAC ในอีกแบบ
แม้ว่าหลายคนในฝ่ายไทยเข้ามาทำเรื่องนี้ด้วยความจริงใจที่อยากแก้ปัญหาวิกฤตมนุษยธรรม
คิดใหม่
สุดท้ายนี้ ไม่มีใครตอบได้จริงว่า การส่งความช่วยเหลือครั้งที่ 2 ของไทยจะเกิดขึ้นได้เมื่อใด
แต่สถานการณ์รุนแรงขึ้นเป็นลำดับด้วยการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมา
ภาวะขาดแคลนอาหารมีมากขึ้นด้วย พร้อมกับการหนีภัยสงครามของผู้คนเข้าไปในป่ามีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน
กล่าวคือ สงครามกำลังลงใต้ และเข้าใกล้แนวชายแดนไทยมากขึ้นแล้ว
ดังนั้น รัฐบาลไทยอาจต้องคิดใหม่ในแบบ “6 ใจ”
คือ น่าจะถึงเวลาที่จะต้อง “ลดความเกรงใจ” รัฐบาลทหารลงบ้างแล้ว
อีกทั้งต้อง “ตัดใจ” ความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ด้วย พร้อมกับต้อง “เพิ่มความใส่ใจ” กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ทั้งต้องมี “มนุษยธรรมในใจ” ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงครามที่กำลังอยู่ในวิกฤต ที่สำคัญคือ จะต้องมี “ความเข้าใจทางยุทธศาสตร์” ในปัญหาและผลกระทบต่อไทย เพื่อจัดวางบทบาทของไทยให้เหมาะสมในอนาคต
และต้องระวังไม่ให้ทุกฝ่ายที่ติดตามสถานการณ์ รู้สึก “ถอดใจ” กับบทบาทของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
