
ประธาธิบดีปูตินเดินทางเยือนจีน เพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อีกวาระหนึ่งในตอนกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา การพบครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณในเวทีโลกถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างจีนและรัสเซีย และตามมาด้วยการประกาศซ้อมรบเพื่อ “ยึดอำนาจ” ในไต้หวัน (ตามคำประกาศของจีนเอง) ซึ่งเป็นการตอบโต้กับการสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีไต้หวันคนใหม่
สิ่งเหล่านี้คือ สัญญาณของปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของเดือนพฤษภาคม ดังนั้น บทความนี้จะนำเสนอภาพรวมของความสัมพันธ์จีน-รัสเซียในภาพรวม ที่แม้อาจจะดูไกลจากปัญหาการเมืองไทย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต้องถือเป็นทิศทางสำคัญของการเมืองโลก และมีผลกระทบต่อไทยอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย
ภายใต้เงื่อนไขของสงครามใหญ่ที่เกิดขึ้นในยูเครน และแนวโน้มของสถานการณ์สงครามช่องแคบไต้หวัน อีกทั้งการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ปัจจัยเช่นนี้ส่งผลโดยตรงให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียมีความแนบแน่นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการลงนามในความตกลงของ “มิตรภาพแบบไม่มีขีดจำกัด” (no-limit friendship) ระหว่างผู้นำประเทศทั้ง 2 ในปี 2022 ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดในเวลาของสงครามยูเครน
ความแนบแน่นเช่นนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการถ่วงดุลกับระเบียบระหว่างประเทศ ที่มีลักษณะเป็น “ระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นเสรีนิยม” อันทำให้เกิดการให้คุณค่าและการกำหนดบรรทัดฐานในเวทีโลก แตกต่างไปจากชุดความคิดในแบบของจีนและรัสเซีย หรือในอีกด้านหนึ่ง เราอาจอธิบายได้ว่า การต่อสู้ระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่ดำเนินไปเพื่อทำให้ระเบียบโลกไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายอำนาจของรัฐตน
ดังนั้น หากพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียในบริบทของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะต้องต่อสู้กับโลกตะวันตกแล้ว เราจะเห็นถึงทิศทางสำคัญ 5 ประการ คือ
1) ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเริ่มปรากฏให้เห็นถึงความใกล้ชิดมากขึ้นจากสถานการณ์สงครามยูเครน และความสัมพันธ์นี้ซึ่งเป็นผลผลิตของสงคราม กลายเป็นปัจจัยในตัวเองที่ทำให้ผู้นำประเทศทั้ง 2 ต้องจับมือกันเพื่อเดินไปข้างหน้าในการต้องเผชิญกับแรงกดดันของฝ่ายตะวันตก เพราะจีนเองก็มีปัญหาวิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันที่กลายเป็นปัจจัยอีกด้านของการเผชิญหน้ากับฝ่ายตะวันตก กล่าวคือ ทั้งสองประเทศมีมุมมองร่วมกันในการเป็นฝ่ายตรงข้ามกับโลกตะวันตก
2) ในมุมมองของผู้นำรัสเซียแล้ว จีนมีสถานะเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังได้กล่าวแล้วว่า ผลจากสงครามทำให้ผู้นำจีนและรัสเซียจำเป็นต้องจับมือกันให้แน่น และการมีจีนเป็น “พันธมิตรที่ใกล้ชิด” ย่อมทำให้ความพยายามในการโดดเดี่ยวรัสเซียของโลกตะวันตก ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะรัสเซียสามารถพึ่งพาจีนเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการลดแรงกดดันของฝ่ายตะวันตก
3) ความสัมพันธ์จีน-รัสเซียในบริบทของเศรษฐกิจการเมืองโลกนั้น เกี่ยวโยงโดยตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับยุโรป เพราะยุโรปมีสถานะเป็น “คู่ค้า” ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของจีน การสูญเสียยุโรปจะมีผลต่อเศรษฐกิจจีนอย่างมาก ดังนั้น จีนจึงพยายามแสดงให้ยุโรปเห็นว่า จีนดำเนิน “นโยบายเป็นกลาง” ต่อปัญหาสงครามยูเครน กระนั้น ต้องยอมรับว่า ผลของความใกล้ชิดระหว่างจีนกับรัสเซียนั้น ทำให้ยุโรปหวาดระแวงจีนในกรณีสงครามยูเครนอย่างมาก จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนนับจากการเกิดของสงครามยูเครนแล้ว ดูไม่ราบรื่นเท่าที่ควร
4) การปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ของประธานาธิบดีปูติน โดยเฉพาะการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนั้น เป็นสัญญาณทางการเมืองว่า ผู้นำรัสเซียต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปในระยะยาว หรือที่ถูกวิจารณ์ว่า ประธานาธิบดีปูตินจะอยู่ต่อไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ อันเท่ากับมีนัยว่า “สงครามของปูติน” ในยูเครนจะยังคงดำเนินต่อไปด้วย เพราะตราบเท่าที่เขายังอยู่ในอำนาจ สงครามในยูเครนจะไม่มีทางจบ อันอาจส่งผลให้รัสเซียในอนาคตยิ่งต้องพึ่งพาจีนมากยิ่งขึ้น
5) แต่ในอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจนั้น การปิดล้อมทางเศรษฐกิจของฝ่ายตะวันตกต่อรัสเซีย ทำให้มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับรัสเซียขยับตัวสูงขึ้น และจีนเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัสเซีย หรือที่มีข้อสรุปว่า จีนได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้แก่รัฐบาลรัสเซีย ซึ่งรายได้ดังกล่าวได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงขีดความสามารถในการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน เพราะแต่เดิมคาดการณ์กันว่า การทำสงครามขนาดใหญ่ จะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียประสบวิกฤต และอาจถึงขั้นล้มละลายได้นั้น ไม่เป็นจริง แต่ผลของความสัมพันธ์ทางการค้าที่เกิดขึ้น ทำให้รัฐบาลรัสเซียยังสามารถผลักดันให้ “เศรษฐกิจสงคราม” ไปต่อข้างหน้าได้ และยังสามารถทำสงครามต่อได้ กล่าวคือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศทั้ง 2 เป็นพื้นฐานสำคัญของรัสเซียในสงครามยูเครน
ทิศทางใหญ่ 5 ประการดังที่กล่าวในข้างต้น เป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ความเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ของทั้ง 2 ประเทศ
เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จีนและรัสเซียอยู่ในสภาวะที่แยกจากกันไม่ได้ในบริบทของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน หรือเรียกด้วยสำนวนไทยว่า จีนและรัสเซียเป็น “ปาท่องโก๋” ในการเมืองโลก!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
