ต้อนรับผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ จับตาจุดเปลี่ยนนโยบายการเงิน ถึงเวลาดอกเบี้ยขาลง
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ต้อนรับผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่
จับตาจุดเปลี่ยนนโยบายการเงิน
ถึงเวลาดอกเบี้ยขาลง
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2568 ความว่า
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายวิทัย รัตนากร ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568
โดยนายวิทัยจะขึ้นเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ คนที่ 22 ลำดับที่ 25 นับเป็นบุคคลภายนอกอีกรายที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้ ต่อจากนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเช่นเดียวกัน
เช่นเดียวกับที่ก่อนหน้านั้น นายวิรไท สันติประภพ ก็เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติที่มาจากบุคคลภายนอก
การเข้ามาของนายวิทัย เป็นจังหวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยง เผชิญปัจจัยท้าทายมากมาย โดยเฉพาะผลกระทบจากภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กำหนดเก็บประเทศไทยที่ 19% ใกล้เคียงกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน
โดยหลายภาคส่วน ทั้งฟากฝั่งรัฐบาล นักเศรษฐศาสตร์ไปจนถึงภาคเอกชนต่างๆ ต่างอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน ที่เอื้อต่อการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้น
อย่างในส่วนของหอการค้า นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า คาดหวังผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่จะเข้ามาช่วยดูแลและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหา จำเป็นจะต้องเข้ามาขับเคลื่อนและนำเครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วย รวมไปถึงนโยบายการเงินเข้ามาดูแลควบคุม เพื่อให้มีมาตรการที่ผ่อนคลายขึ้นกับสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่
“หอการค้าต้องการเร่งให้ช่วยเหลือใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 1. การเข้ามาดูแลค่าเงิน อัตราแลกเปลี่ยน เพราะต้องยอมรับว่าค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าภูมิภาค อีกทั้งยังต้องเผชิญเรื่องของภาษีทรัมป์ ส่งผลให้การแข่งขันของไทยลำบากขึ้น จึงต้องการให้แบงก์ชาติเข้ามาดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความสมดุลเหมาะสม โดยเห็นว่าค่าเงินบาทของไทยไม่ควรที่จะแข็งเกิน 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ”
“และ 2. การดูแลเรื่องอัตราดอกเบี้ย อยากให้เข้ามาดูไม่ให้อัตราดอกเบี้ยสูงเกินไป หรือมีช่องว่างระหว่างแบงก์พาณิชย์กับผู้กู้ ส่วนจะเป็นในอัตราที่เท่าไรไม่สามารถบอกได้ ขอให้เข้ามาดูแล เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างของอัตราภาษีมากเกินไป” นายพจน์กล่าว
ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ อย่าง ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า มองได้ว่านายวิทัยอยากเห็นบทบาทนโยบายการเงินที่มีต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้นกว่านี้ เพราะมองว่าที่ผ่านมาเงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโตช้ากว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งขณะนี้มีโจทย์ที่ท้าทายเศรษฐกิจไทยมาก จึงอยากเห็น ธปท.ใช้เครื่องมือ ใช้นโยบายการเงิน ที่ช่วยให้ประเทศไทยผ่านความท้าทายเหล่านี้ไปได้
“การลดดอกเบี้ยอย่างเดียว หรือปล่อยกู้อย่างเดียว ช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ต้องมีการประสานงานนโยบาย หรือ policy coordination ผมอยากเห็นสถานการณ์คล้ายๆ กับ Abenomics (นโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่น) ที่มี policy coordination จริงๆ ระหว่างรัฐบาลกับธนาคารกลาง ที่จะเอาประเทศออกจากหลุม” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า อีกประเด็นก็คือ preserve policy space (การเก็บกระสุน) ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่าจะเก็บกระสุนไปทำไม ก็มีคำอธิบายว่า กระสุนมีจำกัด ฉะนั้น ควรต้องใช้อย่างระมัดระวัง ใช้ในจังหวะที่ใช้แล้วคุ้มค่าดีกว่า อย่างไรก็ดี มองว่าโจทย์ที่ยากก็คือ ทำอย่างไรให้กลไกการส่งผ่านนโยบายการเงินมีประสิทธิผลอย่างเต็มที่ที่สุด
ด้านนายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ทิศทางนโยบายการเงิน หลังจากได้ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ น่าจะเห็นท่าทีที่ซอฟต์ลง และคงเปิดสำหรับการลดดอกเบี้ยที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งผู้ว่าการคนใหม่จะเริ่มงานในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ อาจจะยังไม่มีผลกับดอกเบี้ยมาก คาดว่าปี 2568 นี้ จะเห็นดอกเบี้ยลดได้อีก 1-2 ครั้ง
โดยสิ่งที่คาดหวังคือ อยากเห็นการสื่อสารที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ไม่วิชาการเกินไป ขณะเดียวกันในเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างในการดำเนินนโยบาย ควรจะถกกันภายในห้องประชุม ไม่แสดงออกผ่านสื่อมาก เพื่อที่นักลงทุนจะได้เกิดความเชื่อมั่น
สำหรับเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน อาจเห็นการตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น รวมทั้งอาจมีมาตรการที่เข้ามาช่วยมากขึ้น จากปกติที่ ธปท.จะไม่ค่อยแตะเรื่องนี้
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าจะทำอีกเรื่องคือ การเปิดเผยเกี่ยวกับการลงมติตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า กรรมการแต่ละรายมีมุมมองอย่างไร ซึ่งในต่างประเทศก็ทำกัน จะได้โปร่งใสไปเลย
“ประชาชน ภาคธุรกิจก็อยากฟังว่า กนง.แต่ละคนมีมุมมองอย่างไร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกัน สุดท้ายก็ใช้ระบบประชาธิปไตย เสียงข้างมากตัดสิน ดังนั้น ผมว่ามุมมองพวกนี้ควรจะพูดกันได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นอย่างเดียวกัน อย่างในธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็เห็นต่างกันได้ แล้วก็มีการถกกัน เราก็จะได้เห็นมุมมอง เรื่องนี้ถ้าผู้ว่าการคนใหม่ทำได้ก็จะดี จะได้โปร่งใส” นายบุรินทร์กล่าว
ขณะที่เสียงสะท้อนจากนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลอยากเห็นผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ขับเคลื่อนงานในหลายเรื่อง โดยเฉพาะด้านสถาบันการเงิน ซึ่งเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ ปัญหาหนี้ ที่คงจะต้องช่วยกันผลักดันและแก้ไข ส่วนในเรื่องนโยบายการเงินก็เป็นอิสระ แต่ว่าควรจะทำงานให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อของประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 1-3% ตามที่ตกลงร่วมกันไว้กับ ธปท. จึงเห็นว่า ธปท.ควรพิจารณาดำเนินนโยบายการเงินในลักษณะผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายอย่างเหมาะสม
“การปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องดี จึงต้องช่วยกันหาวิธีทำให้เงินเฟ้อกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่ง ธปท.มีเครื่องมือมากมาย ไม่ได้มีแค่ดอกเบี้ยตัวเดียว” ปลัดกระทรวงการคลังกล่าว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า คงต้องเริ่มคุยมาตรการทางการเงินที่นอกจากดอกเบี้ยแล้ว เพื่อไม่ให้ติดกับดัก Policy Space โดยหากคิดนอกกรอบ ต้องดูว่าจะมีอะไรที่ทำได้บ้าง เช่น จะทำอย่างไรให้เกิดการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น หรือการตั้ง Bad Bank, Good Bank เอาหนี้เสียออกไป หรือจะเสริมสภาพคล่องให้แบงก์ สร้างแรงจูงใจปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี หรือดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน หรืออื่นๆ
“ถ้าดูดอกเบี้ยอย่างเดียวมันมีขีดจำกัดแล้ว ซึ่งดอกเบี้ยช่วงโควิด Bottom ที่ 0.50% แต่รอบนี้เรามองดอกเบี้ยไปแค่ 1.00-1.25% เพราะไม่ได้วิกฤตขนาดนั้น” ดร.อมรเทพกล่าว
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความคาดหวังที่อยากเห็นผู้ว่าการแบงก์ชาติคนใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลง
