เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
| รายงานพิเศษ
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth
: เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
22 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.00 น. โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ ได้มีการเปิดตัวเทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 ที่ได้รวมหนังจากไต้หวันหลากแนว ตั้งแต่สารคดีร่วมสมัย หนังคลาสสิกของ Ang Lee หนังร่วมสมัยรุ่นใหม่ ไปจนถึงโปรแกรมพิเศษจากรางวัลสารคดีนิวไทเป จัดฉายที่เฮ้าส์สามย่าน และเซ็นจูรี่ สุขุมวิท กรุงเทพฯ และที่ประตูแดงสเปซ จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 22–26 กรกฎาคม 2026
ได้รับความร่วมมือในการจัดงาน โดยกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน (Ministry of Culture of Taiwan), สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย (TECO Thailand), Taiwan Film and Audiovisual Institute, Taiwan Docs, New Taipei City Government ร่วมกับ Movies Matter และ Documentary Club

“
ครอบครัวที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา
ความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน
ก็อาจเป็นความชอบกลของครอบครัวได้เช่นเดียวกัน
“
นายปีเตอร์ หลัน (Peter Lan) ผู้แทนรัฐบาล สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานเทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 ว่า เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 นี้เป็นการฉายภาพยนตร์และสารคดีถึง 17 เรื่องด้วยกัน ทั้งที่กรุงเทพฯ และขอนแก่น และเป็นการร่วมงานมายาวนานถึง 8 ปีแล้วกับทาง Documentary Club และพาร์ทเนอร์อีกหลายๆ ภาคส่วน ทั้งในไต้หวันและประเทศไทย และการจัดงานเทศกาลฯ ที่ผ่านมาทั้งหมดไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือกับทางพาร์ทเนอร์ที่แสนดีเหล่านี้ ซึ่งเราจะเดินหน้าทำเช่นนี้ต่อไป พร้อมทั้งพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ธีมหลักของเทศกาลภาพยนตร์ฯ ปีนี้คือ ‘Family Matters’ ที่เรามีความภาคภูมิใจเป็นพิเศษที่ได้นำภาพยนตร์ถึง 3 เรื่องของ หลี่อัน (Ang Lee) ผู้กำกับฯ มือรางวัลออสการ์จากไต้หวันผู้เป็นตำนานมาจัดฉาย และในปีนี้จะเปิดเทศกาลด้วยการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง EAT DRINK MAN WOMAN ที่หลี่อันกำกับฯ ที่มีเนื้อหาถึงความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว โดยจะเน้นไปที่ตัวละครของผู้เป็นพ่อที่มีลูกสาวต่างวัยถึง 3 คน ที่อยากให้ได้รับชมกันว่าภาพยนตร์เปิดเทศกาลฯ เรื่องนี้จะสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างไร
นายปีเตอร์ หลัน กล่าวทิ้งท้ายว่า ช่วงนี้ตนได้ยินคำว่า “อันชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก” จากบทประพันธ์เวนิสวาณิชที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับธีม ‘Family Matters’ ของภาพยนตร์ที่เราเลือกมาจัดฉาย โดยตนเชื่อว่า หลังจากชมภาพยนตร์เหล่านี้แล้ว ผู้ชมอาจรู้สึกในทำนองเดียวกันว่า ครอบครัวที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตา ความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน ก็อาจเป็นความชอบกลของครอบครัวได้เช่นเดียวกัน

“
มนุษย์ไม่ได้เป็นหน่วยย่อยของครอบครัวแค่หน่วยย่อยเดียว
แต่มันผูกอยู่กับบ้านเมือง ประเทศ และสังคมอีกด้วย
เพราะฉะนั้นภายในการมองดูประเด็นทางครอบครัว
มันก็สามารถมองไปสู่ประเด็นอื่นๆ ได้อีกมากมาย
“
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา หนึ่งในคณะผู้จัดงาน อธิบายถึงธีมงาน ‘Family Matters’ ประจำเทศกาลภาพยนตร์ฯ ปีนี้ว่า “สำหรับธีม ‘Family Matters’ นั้น คือพอมองครอบครัว เราก็ไม่ได้มองแค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่หมายความว่ามันมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกว่านั้น แล้วก็มนุษย์ไม่ได้เป็นหน่วยย่อยของครอบครัวแค่หน่วยย่อยเดียว แต่มันผูกอยู่กับบ้านเมือง ประเทศ และสังคมอีกด้วย เพราะฉะนั้นภายในการมองดูประเด็นทางครอบครัว มันก็สามารถมองไปสู่ประเด็นอื่นๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่เราเลือกหนังมาฉายในปีนี้
ที่เราเลือกภาพยนตร์ของ อังลี (Ang Lee) มาฉายเปิดเทศกาล เพราะหนังมัน Remaster มาสักพักแล้ว แล้วเราก็คิดว่าก็ได้เวลาแล้วที่เราจะฉาย เพราะว่าเราก่อนหน้านั้นเราฉายแต่หนัง New Wave มาหลายปี เราก็รู้สึกว่าควรจะเปลี่ยนบ้าง ก็เลยคิดว่าในระยะหลังมานี้ก็ไม่ค่อยน่าจะมีคนได้ดูอังลีมากเท่าไหร่ แล้วก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะฉาย ถ้าได้ฉายก็ไม่ได้อยากฉายแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราก็เอามาทั้งสามเรื่องเลยก็เลยกลายเป็นอังลีขึ้นมา ส่วนกุ่ยเม่ยเนี่ยจริงๆ มันก็ Remaster มาสักพักแล้ว แล้วเราก็เล็งมาสักพักแล้ว พอมีธีมครอบครัวมาจับปุ๊บ ก็เลยลงล็อกเลยที่จะได้ฉายหนังเรื่องนี้ควบกับหนังของอังลี
แม้หนังที่เราเลือกมาส่วนใหญ่จะพูดถึงประเด็นของครอบครัว แต่จริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นธีมที่ตายตัวขนาดนั้น หนังมี 4 Section ด้วยกัน คือมีสารคดีซึ่งเป็นแกนหลักของเทศกาล แล้วก็มีหนังคลาสสิก แล้วก็มีหนัง Fiction แล้วก็มีปีนี้พิเศษคือเราได้หนังสั้นมา
Major หลักของเทศกาลฯ ปีนี้คือสารคดี เพราะว่า 6 โปรแกรมจะเป็นสารคดี แล้วก็อีก 6 โปรแกรมเป็น Fiction แต่ว่าผู้กำกับหรืออะไรก็ตามที่เราเชิญมาเสวนาจะเป็นผู้กำกับฯ ของสารคดีเป็นหลัก เพราะเราเชื่อว่าสารคดีมันเปิดไปสู่การถกเถียงได้มากกว่า
ความจริงในแต่ละชุดที่มันไม่เหมือนกันมันอาจจะถูกจัดวางเหมือน Fiction แต่ตัวมันเองก็สามารถเปิดไปสู่พรมแดนอื่นๆ ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครสนใจสารคดี มันก็จะมีสารคดีแบบ Personal Film แล้วก็สารคดีแบบตรงไปตรงมาด้วยเหมือนกัน สารคดีที่เราเลือกมานี้มันจะทำงานกับผู้คนยังไง ก็อยากเรียนเชิญให้มาดูกัน”

“
มันก็อยู่บนจุดยืนที่ว่าเทศกาลภาพยนตร์มันคืองานทางวัฒนธรรม
ซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวันในเชิงวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทำได้อยู่แล้ว
ดังนั้นเรื่องนี้ทางสถานทูตจีนเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งการเราโดยตรงแบบนี้
“
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club ผู้จัดงานเทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8 ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า ได้รับการติดต่อมาจากทางเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย แจ้งให้ปิดโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวัน ที่อยู่บนสื่อประชาสัมพันธ์ของเทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย ที่จัดขึ้นในครั้งนี้
ในงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์ดังกล่าว ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามกับ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเจ้าตัวเล่าว่า “จริงๆ พี่ยังไม่ได้เจอตัวเขาโดยตรง เพราะว่าเขามาที่นี่ตอนที่ทีมงานเรากำลังจัดเตรียมงาน แล้วทางโรงหนังก็แจ้งไปที่ทีมงาน แล้วทีมงานก็ออกมารับหน้า น้องทีมงานโทรหาพี่ พี่ก็เลยได้คุยกับเขา ดังนั้นพี่ได้สื่อสารกับเขาแค่ทางเสียงเท่านั้นนะ เขาพูดไทยนะ แต่พูดไทยไม่ค่อยชัด
เขาอ้างว่าตนเป็นเจ้าหน้าที่จากสถานทูตจีน แล้วแสดงความไม่พอใจที่ปรากฏโลโก้ของกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันบนสื่อ หรือบนโปสเตอร์ต่างๆ ของเรา โดยที่เขาก็ได้มาแสดงความจำนงให้เราหาอะไรมาปิดหรือลบโลโก้นี้ออก ซึ่งเขาก็ให้เหตุผลว่ารัฐบาลไทยให้การยอมรับจีนเดียว แต่ว่าการที่มีโลโก้กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันมันเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นประเทศไต้หวัน ซึ่งเขายอมไม่ได้
เราก็บอกว่าโอเคเรายืนยันว่าเราไม่ทำนะ เราทำไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่อำนาจอะไรของเรา เขาก็เสียงดังขึ้นมากกว่าเดิม บอกว่าคุณต้องทำได้สิ คุณเป็นออร์แกไนเซอร์ไม่ใช่เหรอ คุณต้องทำได้ พี่ก็ได้แต่ยืนยันว่าเราไม่ทำ เพราะว่าหนึ่งคือเราไม่มีอำนาจ แล้วก็เป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าภาพที่เราร่วมงานกับเขามานาน กับสองก็คือเราคิดว่าถ้าเรื่องนี้จะเป็นประเด็นแล้วมันก็ต้องมีกระบวนการของมัน เช่น เขาก็ควรจะไปพูดคุยกับทางไต้หวันโดยตรง หรือเขาก็ไปพูดคุยกับกระทรวงต่างประเทศก็ได้เพราะเขาก็เคยทำมาแล้ว แต่การที่มีเจ้าหน้าที่มาคุกคามคนทำงานที่เป็นประชาชนคนไทยมันไม่ควรจะเกิดขึ้น เราก็เลยไม่ได้ให้การตอบรับ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เขาก็เลยบอกว่าในเมื่อเขานำเสนอทางเลือกที่ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกง่ายๆ ให้แล้ว แล้วเราไม่รับ เขาก็จะไปทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตระดับชาติอะไรอย่างนี้ ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจว่าคืออะไร เราก็ได้แต่ตอบรับค่ะ ค่ะ ค่ะ แต่เราก็ไม่ทำค่ะ คุณก็ดำเนินการไปตามที่คุณเห็นสมควรของคุณ แต่ว่าคุณมาสั่งเรา เราคงทำไม่ได้
คือทางเราไม่ได้มีปัญหาอะไรกับสิ่งที่เขาพูด แต่ว่าเรามีปัญหาในแง่ที่ว่า เราคิดว่าอันนี้มันเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการ คือการที่เป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศไทยแล้วมีเจ้าหน้าที่มาใช้อำนาจพูดคุยกัน แล้วก็มีลักษณะท่าทีของการข่มขู่คุกคาม เราคิดว่านี่มันไม่ถูกต้อง”
เมื่อถามถึงปฏิกริยาจากทางกระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันที่ได้รับทราบข่าวนี้ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ บอกกับเราว่า “ที่เขามีปัญหากับโลโก้คือกระทรวงที่ไต้หวันเนอะ แต่ว่าทางของไทยเป็นสำนักงานที่อยู่ในนามสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ซึ่งเขาก็รับทราบประเด็นนี้แล้ว เขาก็คงเคยได้ยินเรื่องแบบนี้เรื่อยๆ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมอะไรแบบนี้
เราคุยกันว่าเราก็มีความกังวลในเชิงที่ว่า งานเราจะเกิดอะไรขรุขระไหมหรือว่ามันจะกลายเป็นประเด็นอะไรที่จะทำให้ทาง Partner ของเราเดือดร้อนหรือเปล่า ซึ่งเขาก็บอกว่าจริงๆ แล้วมันก็อยู่บนจุดยืนที่ว่าเทศกาลภาพยนตร์มันคืองานทางวัฒนธรรม ซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยกับไต้หวันในเชิงวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ทำได้อยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้ทางสถานทูตจีนเขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาสั่งการเราโดยตรงแบบนี้ ถ้าเขาอยากจะให้เป็นเรื่องใหญ่ ทางเขาก็ต้องดำเนินการไป อันนั้นคือประเด็นที่หนึ่ง แล้วก็ประเด็นที่สองคือทางสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปเขาก็ให้กำลังใจเรานะ ว่าถ้าเราก็ยืนหยัดอยู่บนจุดยืนที่ถูกต้อง เราก็ไม่มีอะไรต้องกลัวค่ะ”
