บทความพิเศษ
เปิด พื้นที่ ‘ใหม่’
รุก วัฒนธรรม การอ่าน
‘ฟัง’ สู่ ‘การคิด’
การเสนอความคิดให้มีการปกครองในแบบ “สภาปาเลียเมนต์” ของเทียนวรรณแม้จะดูคล้ายกับว่าเป็นการทำในลักษณะโดดๆ ทางหน้านิตยสารของตนที่ไม่แพร่หลายมากนัก
แต่เมื่อมองภาพในวงกว้างของการเคลื่อนไหวในทางปัญญาและความคิดในระยะกาลเดียวกันแต่มิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว
เพราะเมื่อจับภาพโดยรวมไปยังการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่มุ่งเพื่อการเปิดกว้างในด้านของเสรีภาพทางปัญญาและเสรีภาพในด้านของความคิดแห่งปัญญาชนหัวใหม่ซึ่งได้รับผลสะเทือนที่ก้าวหน้าจากตะวันตก
กระแสความตื่นตัวของความคิดใหม่ได้แสดงออกอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ และก็เผชิญกับการต่อต้านคุกคามด้วยรูปแบบต่างๆ เช่นกัน
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ นายโหมด อมาตยกุล พยายามจะผลักดันให้ตีพิมพ์ “กฎหมายตราสามดวง” ออกมาก็ถูกขัดขวาง เมื่อ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เขียน “ทรัพยศาสตร์” อันเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของเมืองไทยก็ถูกวิจารณ์
ดังที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ สรุปความเห็นจากบทวิจารณ์ว่า ไม่เหมาะสมกับเมืองไทย เพราะเป็นวิชาที่ทำให้คนอิจฉาริษยากัน ไม่เหมาะกับสภาพประเพณีไทยซึ่งเมตตาอารีโอบอ้อม
หนังสือเหล่านี้จึงถูกห้ามมิให้เผยแพร่
ท่าที รุ่นเก่า ต่อ รุ่นใหม่
ประชาธิปไตย โปลิติค
แม้กระทั่งความพยายามผลักดันจากนักการศึกษาหัวใหม่อย่าง เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หรือ “ครูเทพ” ให้จัดตั้ง “มหาวิทยาลัย” ก็ถูก เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) หน่วงเหนี่ยวอย่างเต็มกำลัง
โดยการทำจดหมายทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.131 (พ.ศ.2454)
โดยอ้างว่า ถ้าคนได้รับการศึกษามากจะทำให้ปกครองยากและเป็นภัยต่อพระมหากษัตริย์
ข้าราชการท่านนี้ยังมีความเห็นด้วยว่า
การเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มปัญญาชนหนุ่มๆ ในขณะนั้นเป็นเพียงความคิดฟุ้งซ่าน
อันเป็นความเห็นไปทิศทางเดียวกันกับเมื่อ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชหัตถเลขาถึง เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ร.ศ.131 ว่า
“คนไทยโดยมากที่พูดถึงโปลิติคนั้น ฉันไม่เชื่อว่าเข้าอกเข้าใจทางเหนือทางใต้อะไรนัก”
วิพากษ์ วิจารณ์ การเมือง
เสื่อมทรุด ทาง เศรษฐกิจ
ถึงแม้จะยังเป็นเพียงส่วนน้อย แต่ความคิดที่ต้องการเสรีภาพ ต้องการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารบ้านเมืองก็เริ่มมีพื้นที่มีที่ยืนอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับในทางสังคม
เป็นการดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างมีลักษณะเติบใหญ่และขยายตัวท่ามกลางการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงใหม่และใหญ่ขึ้นเป็นลำดับในทางสากล
เช่น กรณี “ยังเติร์ก” แห่งตุรกีที่ล้มบัลลังก์พระเจ้าอับดุลฮามิดที่ 2 การปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนที่นำโดย ดร.ซุนยัตเซ็น แห่งจีน การปฏิวัติสังคมนิยมซึ่งนำโดยพรรคบอลเชวิกแห่งรัสเซีย
ความคิดใหม่และการเคลื่อนไหวที่ก้าวหน้าทางสากลดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวขึ้นอย่างครึกโครม ขณะที่ภายในประเทศการวิพากษ์วิจารณ์ก็แพร่กระจายซึมลึก
พระยาวิสุทธิ์สุริยศักดิ์ กล่าวถึงสภาพเมืองไทยในห้วงเดียวกันว่า
“การค้าขายและเพาะปลูกในเมืองไทยยอดตกต่ำทรุดโทรมมาแต่ในปลายๆ รัชกาลก่อนแล้ว ราษฎรได้รับความคับแค้นอับจนต่างๆ ครั้นมาเปลี่ยนรัชกาลเขาก็มุ่งหมายกันว่าจะได้ทรงจัดการทำนุบำรุงแก้ไขความร้อนทั้งนั้นขึ้น มาจนบัดนี้ก็หาเห็นได้แก้ไขประการใดไม่ มีแต่การเล่นตลอดมา”
เป็นการอ้างอิงในหนังสือของนักประวัติศาสตร์ยุคหลังอย่าง แถมสุข นุ่มนนท์
จอห์น เอฟ. เคดี นักประวัติศาสตร์ชาวตะวันตก เขียนไว้ในหนังสือที่ ภรณี กาญจนัษฐิติ ชื่นจิตต์ อำไพพรรณ แปลและตีพิมพ์ผ่านโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อ พ.ศ.2520 ว่า
“ใช้จ่ายเงินหลวงอย่างสุรุ่ยสุร่าย และไม่พยายามยับยั้งการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการไร้ประสิทธิภาพของการปกครอง”
เงื่อนไขภายในที่เสื่อมโทรมเช่นนี้ประสานกับกลิ่นอายกระแสการปฏิวัติอันโชยมาจากสถานการณ์ทางสากล ประกอบกับความเจริญเติบใหญ่ขยายตัวแห่งความคิดประชาธิปไตย
ในที่สุด ก็รวมศูนย์แสดงออกด้วยความพยายามที่จะ “ปฏิวัติ” เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
นั่นก็คือ การพยายามก่อการอย่างที่เรียกกันว่า “กรณีเก๊กเหม็ง ร.ศ.130”
เทียนวรรณ พรมแดน ใหม่
วัฒนธรรม ทาง การอ่าน
หากย้อนกลับไปอ่านบทความ “เทียนวรรณ ปัญญาชนไพร่กระฎุมพีคนแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ใน “ศิลปวัฒนธรรม” เมื่อปี พ.ศ.2548 อีกหนหนึ่ง
ก็จะประจักษ์ใน “คุณูปการ” และ “ผลสะเทือน” มากยิ่งขึ้น
เทียนวรรณเป็นปัญญาชนไทยรุ่นแรกๆ ที่สร้างสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรมการอ่าน” แบบใหม่ขึ้นมา
คือ แทนที่จะอ่านเพื่อฟังแบบเก่าเขาให้ความสำคัญไปที่การอ่านเพื่อ “คิด”
จาก อ่าน เพื่อ การฟัง
เข้าสู่ อ่าน เพื่อ การคิด
ควบคู่ไปกับการฟังด้วย ดังที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พูดถึง “วัฒนธรรมการอ่าน” ว่า เดิมทีนั้นวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยมีเพื่อการฟัง
ดังนั้น สารบางอย่าง เช่น การคิดที่เป็นนามธรรมที่ไม่ใช่ประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้แต่งและผู้ฟังไม่อาจเกิดขึ้นมาได้
ในกรณีของเทียนวรรณเห็นได้ชัดจากข้อเขียนนับร้อยๆ ว่าเทียนวรรณมุ่งจุดประกายให้กับการคิด การค้น และการแย้ง เพื่อนำไปสู่ความรู้และปัญญา แต่เทียนวรรณก็ยังต้องอาศัยประสบการณ์ของตนเองเป็นหลักในการเล่าและนำเสนอเรื่องราวในการคิดใหม่ต่างๆ
ทั้งนี้ เนื่องจากการขาดวัฒนธรรมการอ่านเพื่อคิดมาก่อนทำให้เขาไม่อาจสานต่อหรือนำเสนอความคิดของเขาที่โต้แย้งความคิดเก่าๆ
ทางออกที่สะดวกและง่ายต่อการทำให้ผู้อ่านเห็นแง่มุมที่เขาต้องการเสนอจึงมักนำมาจากการใช้ประสบการณ์ในชีวิตจริงของเขาเป็นตัวอย่างหรืออุทาหรณ์ให้กับผู้อ่าน
เมื่อพูดถึงผู้อ่านเทียนวรรณระบุอย่างชัดเจนว่าเขามุ่งเขียนให้คนที่ “ยังโง่กว่า” เขาได้อ่านและได้คิดตาม ไม่ได้ต้องการให้คนที่ฉลาดและมีปัญญาสูงกว่าเขาอ่าน
เขามีความเห็นว่า การฟังไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเพราะอาจผิดหรือถูกก็ได้ อยู่ที่คนฟังจะเข้าใจและเลือก โอกาสที่จะผิดห่างจากความจริงมีมาก ในขณะที่การเขียนและพิมพ์หนังสือนั้นมั่นคงถาวรกว่า
เทียนวรรณเขียนใน “ตุละวิภาคพจนกิจ” ว่า
“ข้าพเจ้าจึ่งชอบการเขียนแลพิมพ์หนังสือแจกกันอ่าน เชื่อว่าไม่ลบเลือน จะได้อ่านของตนเนืองๆ
ถ้าความเห็นของเรายังไม่ลงที่ เราเองหรือท่านผู้รู้ก็คงจะเห็นได้ เพราะความที่เรากล่าวไว้ย่อมปรากฏเปนราวแลบรรทัดอยู่ เมื่อนักปราชญ์เห็นว่าผิดท่านก็คงติท้วง เมื่อเรารู้สึกก็ได้รับผลของการทักท้วง
ไม่ต้องอายใคร เพราะเรายังมิได้ปฏิญาณตนเปนผู้เลิศผู้ไม่มีใครลบเราได้”
