‘โมงยามพิเศษ’ ในคอนเสิร์ต ‘อัสนี-วสันต์’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ชม (วัย 40 กว่าๆ) อีกคน ที่เข้าไปดู “FAREWELL CONCERT อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” ซึ่งว่ากันว่าน่าจะเป็น “คอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย” ของ “อัสนี-วสันต์ โชติกุล” ด้วยความ “อิน” พอสมควร
ส่วนตัวมีโอกาสเข้าชมคอนเสิร์ตเมื่อวันที่ 3 กันยายน (รอดพ้นจากอุบัติเหตุในวันที่ 2 กันยายนไปอย่างหวุดหวิด) และมีเรื่องประทับใจมากกว่าไม่ประทับใจ
กล่าวคือแม้จะมีอารมณ์เสียดายอยู่บ้าง ที่ “คอนเสิร์ตอำลา” คราวนี้ ไม่ได้เล่น “เพลงลึกๆ ดีๆ” จำนวนหนึ่งของ “อัสนี-วสันต์” เช่น “กล้าหาญ ชาญชัย” และ “วีณาแกว่งไกว” หรือในรอบที่ผมเข้าชม ก็ไม่ได้รับฟังเพลง “เสี่ยวรำพึง” (ซึ่งรอบอื่นๆ มีเล่น)
ทว่า ข้อดีมากๆ ของคอนเสิร์ตนี้ ก็คือมีการขึ้นเครดิตชื่อนักแต่งเพลงของแต่ละบทเพลงที่กำลังถูกร้องบรรเลงบนเวที (แม้รายชื่อเหล่านั้นจะปรากฏบนจอภาพข้างเวทีแบบแว้บๆ จนแทบมองไม่ทันก็เถอะ)
ข้อมูลดังกล่าวทำให้คนฟังอย่างผมระลึกได้ว่า เราสามารถจัดหมวดหมู่บทเพลงของสองพี่น้องจากจังหวัดเลย ตามความถนัดเชี่ยวชาญของนักแต่งคำร้องแต่ละคน
ยากจะปฏิเสธว่าเพลงช้าๆ เนื้อหาโดนๆ ของ “อัสนี-วสันต์” มักเป็นผลงานการแต่งคำร้องของ “นิติพงษ์ ห่อนาค”
ส่วนเพลงที่ให้ข้อคิดดีๆ มีเนื้อหาลึกซึ้งที่แสดงผ่านอุปมาอุปไมยสัญลักษณ์ต่างๆ ก็มักเป็นผลงานการแต่งคำร้องของ “เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์” ผู้ล่วงลับ
สำหรับเพลงเร็วเนื้อหายียวนกวนโอ๊ย และมีลูกเล่นชั้นเชิงทางภาษาที่แพรวพราว ก็แทบจะถูกรับเหมาเขียนคำร้องโดย “ราชาเพลงเร็ว-นักแต่งเพลงเด็กชั้นยอด” อย่าง “ประชา พงศ์สุพัฒน์” ซึ่งเพิ่งล่วงลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ขณะที่เพลงฮิตเนื้อหากินใจจากอัลบั้มเดี่ยวของวสันต์ (หรือในโปรเจ็กต์ที่เขาทำร่วมกับวง “อีสซึ่น”) ก็คือผลงานการเขียนเนื้อเพลงลำดับแรกๆ ในชีวิตของ “สุรักษ์ สุขเสวี”
ยิ่งได้ “สีฟ้า” (กัลยารัตน์ วารณะวัฒน์) นักร้องคอรัสและนักแต่งคำร้องฝีมือดีอีกคนมาเป็นแขกรับเชิญของคอนเสิร์ต (รอบที่ผมไปดู เธอมาร่วมร้องเพลง “ให้เธอ” กับวสันต์)
วัฒนธรรมดนตรีแบบ “ค่ายแกรมมี่ยุคตั้งไข่” ซึ่งให้ความสำคัญเป็นอย่างสูงกับนักแต่งเพลงที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ก็ยิ่งถูกขับเน้น

อีกส่วนที่น่าประทับใจในคอนเสิร์ต “อัสนี-วสันต์” ก็คือ นี่เป็นคอนเสิร์ตที่มีกลุ่มผู้ชมคนฟังส่วนใหญ่อยู่ในวัย 40-50-60-70 ปี และพวกเขาเหล่านั้นต่างพร้อมใจกันร้องเพลงร่วมกับศิลปินบนเวที ตั้งแต่ต้นจนจบการแสดง
โดยไม่ต้องคำนึงว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคนในฝูงชนดังกล่าวมีพื้นเพทางสังคม-เศรษฐกิจผิดแผกกันหรือไม่อย่างไร ไม่ต้องคำนึงว่าพวกเขาและเธอมีความคิดความเชื่ออุดมการณ์สอดคล้องหรือแตกต่างกันเพียงใด
บทเพลงฮิตข้ามกาลเวลาของศิลปินสองพี่น้องได้เสกสรรค์ดลบันดาล “ห้วงเวลาพิเศษ” หรือ “ภราดรภาพทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้ผู้คนหลายหมื่นรายสามารถร้องเพลง (ป๊อปร็อกไม่ใช่เพลงชาติ) ร่วมกันได้ ด้วยความยินยอมพร้อมใจ
ขยายความให้หรูหราขึ้นไปอีกได้ว่า นี่อาจถือเป็น “กาละ” และ “เทศะ” สุดแสนพิเศษ/วิเศษ ที่หลงเหลืออยู่ไม่มากนัก (และมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ) ซึ่งเปิดโอกาสให้เราๆ ท่านๆ ได้ฟัง-ร้อง “เพลงเก่าๆ” (โหยหาอดีตอันงดงาม) ร่วมกันอย่างมีสันติสุข
ยิ่งพิจารณาในบริบทปัจจุบัน “มนต์ขลัง” ของคอนเสิร์ต “อัสนี-วสันต์” ก็ยิ่งมีสถานะเป็น “โมงยามพิเศษ”
เพราะเพียงแค่คุณเดินออกมานอกอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี แล้วต้องเผชิญกับ “ความเป็นจริงทางการเมืองไทย” ณ เดือนกันยายน 2569
คุณก็จะพบว่า แม้แต่บรรดาคนที่เคยร้องเพลงเดียวกันหรือน่าจะพอร้องเพลงเดียวกันได้ ไม่ว่าจะเป็นมีชัย บวรศักดิ์ วิชา นครินทร์ สนธิ ภูมิใจไทย (ทั้งนักการเมืองในพรรคและเครือข่ายต่างๆ ที่สนับสนุนพรรค)
มาบัดนี้ พวกเขาทั้งหลายดูจะมีอาการ “ร้องกันคนละเพลง” เสียแล้ว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
