บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (47)
บันทึกซีไอเอเรื่องการเจรจาแลกเปลี่ยนเชลยศึก
เนื่องจาก “โครงการเอกภาพ” (Unity Program) ที่นำไปสู่การจัดตั้งกองกำลังทหารเสือพรานและหน่วยตำรวจตระเวนชายแดน พลร่ม (PARU) ของไทยจัดตั้งขึ้นโดยมีซีไอเอเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ อาวุธ และยุทโธปกรณ์ ข้อมูลของเชลยศึกไทยทุกคนที่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์จับตัวไปจึงอยู่ในความสนใจและบันทึกของหน่วยข่าวกรองสหรัฐเสมอมา ดังนั้น ในการเจรจาและการแลกเปลี่ยนตัวเชลยศึกไทยจากสมรภูมิ “สงครามลับในลาว” (Secret War in Laos) ครั้งนี้ ซีไอเอจึงได้มีการบันทึกข้อมูล รายงาน และความเคลื่อนไหวไว้อย่างชัดเจน
ปัจจุบัน (พ.ศ.2569) เอกสารเหล่านี้จำนวนมากได้รับการยกเลิกชั้นความลับ (Declassified) และเปิดเผยอยู่ในคลังข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ CIA Freedom of Information Act (FOIA) Electronic Reading Room บันทึกของซีไอเอและหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเชลยศึกไทย สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
บันทึกบัญชีรายชื่อและสถานะ (POW/MIA Records) : ซีไอเอมีการรวบรวมรายชื่อทหารเสือพรานและเจ้าหน้าที่ไทยที่สูญหายในหน้าที่ (MIA) หรือคาดว่าถูกจับเป็นเชลย (POW) รวมทั้งเอกสารประเมินจำนวนเชลยศึกไทยที่ถูกคุมขังอยู่ในค่ายกักกันในลาวและที่ส่งตัวต่อไปยังเวียดนามเหนือรวมทั้งที่ค่ายฟูเย็นด้วย
รายงานการเจรจาและการทูตลับ : หลังข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 2516 (Paris Peace Accords) สหรัฐและไทยได้ตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อเจรจาให้มีการปล่อยตัวเชลยศึกทั้งหมด ในเอกสารของซีไอเอมีรายงานสรุปผลการเจรจาระหว่างผู้แทนสหรัฐ รัฐบาลไทย และฝ่ายคอมมิวนิสต์ลาว/เวียดนาม เพื่อกำหนดวันและสถานที่ในการส่งมอบตัว
บันทึกการรับตัวและการสอบสวน (Debriefing) : ในปี พ.ศ.2517 ที่มีการแลกเปลี่ยนและปล่อยตัวเชลยศึกไทยครั้งใหญ่ที่สุดที่ทุ่งไหหิน บันทึกของซีไอเอและเอกสารทางการทูตได้ระบุถึงขั้นตอนการรับมอบตัวทหารไทยจำนวน 216 นาย รวมถึงกรณีพิเศษ จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี วีรบุรุษเชลยศึกไทยที่ถูกคุมขังยาวนานที่สุดถึงเกือบ 10 ปีในคุกฮานอย ซีไอเอก็มีการบันทึกข้อมูลการถอดบทเรียนจากการสอบถามข้อมูลของฝ่ายไทยหลังจากได้รับอิสรภาพด้วย

วุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน
การช่วยเหลือของอดีตเชลยศึกอเมริกัน
นอกจากหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐโดยเฉพาะซีไอเอจะยังคงเกาะติดสถานการณ์ในลาวและทหารเสือพรานไทยมาโดยตลอดแล้ว ยังมีแรงสนับสนุนที่สำคัญในการผลักดันให้ชาวอเมริกันและทางการสหรัฐให้ความสนใจช่วยเหลือเชลยศึกไทยให้ได้รับการปลดปล่อยสู่อิสรภาพอีกด้วยคือ กลุ่มอดีตเชลยศึกทหารอเมริกันที่เคยได้รับความช่วยเหลือจาก จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี (หรือจ่า Chip ของทหารอเมริกัน) โดยได้รวมตัวกันผลักดันและเรียกร้องรัฐบาลสหรัฐอย่างจริงจังต่อเนื่องผ่านเครือข่ายความสัมพันธ์และช่องทางทางการเมืองรวมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณชนจนนำไปสู่การเจรจาช่วยเหลือเชลยศึกไทยที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเวียดนามเหนือได้สำเร็จด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
การตั้งคำถามและกดดันผ่านกลุ่มเครือข่ายอดีตเชลยศึก (POW Networks) : หลังจากทหารอเมริกันได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศตามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี พ.ศ.2516 และทราบว่า จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี ทหารรบพิเศษไทยที่เคยแอบลักลอบขโมยอาหาร กระดาษ ดินสอ และช่วยต่อชีวิตพวกเขาในเรือนจำฮัวโล (Hanoi Hilton) ไม่ได้ถูกปล่อยตัวออกมาด้วยก็รวมตัวกันใช้เครือข่ายสมาคมเชลยศึกส่งจดหมายเรียกร้องและตั้งคำถามกับกองทัพสหรัฐว่า “จ่าชิป (Chip) อยู่ที่ไหน ทำไมพันธมิตรคนสำคัญคนนี้ถึงยังไม่ได้รับอิสรภาพ?”
การใช้สายสัมพันธ์ทางการเมืองระดับสูง (กรณีจอห์น แมคเคน) : หนึ่งในเชลยศึกอเมริกันห้องติดกันที่ จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี เคยช่วยเหลือและแอบสอนรหัสเคาะกำแพงติดต่อกันก็คือ จอห์น แมคเคน (John McCain) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวุฒิสมาชิกที่มีอิทธิพลสูงของสหรัฐ เหล่าอดีตทหารและผู้รอดชีวิตได้ร่วมกันส่งข้อมูลและรณรงค์ต่อรัฐสภาผ่านแมคเคนเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงต่างประเทศสหรัฐกำหนดชื่อของ จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี เป็นหนึ่งในวาระเร่งด่วนที่ต้องสืบหาตัว
เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐยื่นคำขาดเปิดเจรจา 3 ฝ่าย : จากแรงกดดันของกลุ่มอดีตเชลยศึกเหล่านี้ ทำให้ซีไอเอและหน่วยงานความมั่นคงสหรัฐต้องสืบสวนเป็นพิเศษจนทราบว่า จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี ถูกฝ่ายเวียดนามเหนือแยกตัวไปขังเดี่ยวที่ค่ายกักกันบริเวณชายแดนจีน เนื่องจากปฏิเสธที่จะเข้าค่ายล้างสมอง สหรัฐจึงใช้ข้ออ้างนี้ร่วมมือกับกองทัพไทย (บก.333) เปิดฉากเจรจาซ้อนรอบพิเศษ บีบให้เวียดนามเหนือต้องยอมปล่อยตัวทหารไทยระดับแกนนำรายนี้ออกมา จนทำให้ท่านได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2517 พร้อมกับเชลยทหารไทยทั้งหมด
บุคคลสําคัญทางการเมืองของสหรัฐ
ที่มีส่วนผลักดันให้เกิดการเจรจา
บุคคลสำคัญทางการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่มีบทบาทสูงสุดในการผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อหยุดยิงและนำไปสู่การปล่อยตัวเชลยศึกทั้งหมดในภูมิภาคอินโดจีนรวมถึงทหารไทยในสงครามลับลาว คือ ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ (Henry Kissinger) ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าว (พ.ศ.2516-2517) ดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และเจอรัลด์ ฟอร์ด ตามลำดับ บทบาทการผลักดันของคิสซิงเจอร์และบุคคลสำคัญท่านอื่นๆ มีรายละเอียดดังนี้
1. ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ เป็นผู้วางยุทธศาสตร์และผู้เจรจาความตกลงสันติภาพปารีส โดยเป็นผู้แทนรัฐบาลสหรัฐเปิดการเจรจาทางลับอย่างยาวนานกับ เล ดึ๊ก โธ (L? ??c Th?) ผู้แทนจากเวียดนามเหนือ จนสามารถบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในเดือนมกราคม พ.ศ.2516 ซึ่งคิสซิงเจอร์ได้ยื่นเงื่อนไขไว้ในข้อตกลงว่า “สหรัฐจะถอนกำลังทหารออกไป ก็ต่อเมื่อฝ่ายคอมมิวนิสต์ยอมปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายพันธมิตรทั้งหมด รวมถึงทหารอเมริกันและทหารไทย” เพื่อแลกกับการถอนทหารของสหรัฐ บีบให้เวียดนามเหนือและฝ่ายปะเทดลาวต้องยอมลงนามในข้อตกลงเวียงจันทน์ของลาวตามมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2516
2. วิลเลียม ซัลลิแวน (William Sullivan) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศลาวซึ่งมีอำนาจสั่งการเหนือซีไอเอในสงครามลับลาว และในช่วงปี 2516 เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซัลลิแวนเป็นมือขวาของคิสซิงเจอร์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงสร้างและรายละเอียดการเจรจาในส่วนของประเทศลาวโดยตรง โดยได้ประสานงานทางลับกับเอกอัครราชทูตสหรัฐในเวียงจันทน์ขณะนั้น (จี. แมคมูทรี ก็อดลีย์) และกองทัพไทย เพื่อหาแง่มุมที่ได้เปรียบทางกฎหมายและบีบให้ลาวฝ่ายคอมมิวนิสต์ทำตามสัญญาส่งคืนเชลยศึกทหารเสือพรานไทยให้ครบถ้วน
3. วุฒิสมาชิก จอห์น แมคเคน (John McCain) แม้ในช่วงปี 2517 จะเพิ่งได้รับการปล่อยตัวกลับมาอเมริกาในฐานะอดีตเชลยศึกและยังไม่ได้เป็นนักการเมืองเต็มตัว (เข้าสู่สภาคองเกรสในยุค 1980s) แต่ท่านและบิดา (พล.ร.อ.จอห์น เอส. แมคเคน เจเนียร์ อดีตผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐ ภาคพื้นแปซิฟิก) ถือเป็นกลุ่มอิทธิพลทางการทหารและการเมืองผ่านสภาคองเกรสยื่นข้อเรียกร้องต่อกระทรวงกลาโหมสหรัฐให้บีบเวียดนามเหนือจนกระทั่งยอมส่งตัว จ.ส.ท.ชัยชาญ หาญนาวี กลับคืนสู่ประเทศไทยสำเร็จในปลายเดือนกันยายน พ.ศ.2517 ร่วมกับเชลยศึกไทยทั้งหมด
สรุปแล้วหากไม่มีการขับเคลื่อนทางการเมืองระดับโลกโดย ดร.เฮนรี คิสซิงเจอร์ ฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนาม-ลาวก็คงไม่มีวันยอมเปิดโต๊ะเจรจาคืนตัวเชลยศึกทหารไทยในภาคสนามอย่างแน่นอน
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ “กาชาดสากล” เป็นอีกองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ความพยายามในการเข้าเยี่ยมเชลยศึกในค่ายกักกันเดียนเบียนฟูและฟูเย็นซึ่งเต็มไปด้วยข้อจำกัดจากฝ่ายเวียดนามเหนือ สรุปได้ดังนี้
1. ถูกกีดกันไม่ให้เข้าตรวจค่าย ในช่วงปี พ.ศ.2514-2516 ทางการเวียดนามเหนือไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ ICRC เข้าไปตรวจสอบสภาพค่ายกักกันเดียนเบียนฟูและค่ายฟูเย็นในเวลาต่อมาโดยตรง โดยพยายามปกปิดสถานที่ตั้งของค่ายกักกันและจำนวนเชลยศึกอย่างเข้มงวด อีกทั้งพยายามอ้างสถานะ “ทหารรับจ้าง” ของทหารไทยเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล ทำให้นักรบไทยต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากโดยไม่มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมภาคพื้นดินจากกาชาดสากลในระยะแรก
2. บทบาทผู้ประสานงาน บทบาทของ ICRC เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงต้นปี พ.ศ.2516 หลังจากมีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพปารีสและข้อตกลงหยุดยิงในลาว โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งต่อและยืนยัน “บัญชีรายชื่อเชลยศึกไทย” ที่มีชีวิตอยู่ ข้อมูลนี้ช่วยปกป้องไม่ให้เชลยศึกไทย “สูญหาย” ระหว่างการเจรจา และทำให้ครอบครัวทหารที่แนวหลังรับรู้เป็นครั้งแรกว่าญาติของตนยังมีชีวิตอยู่ ในวันที่มีการแลกเปลี่ยนและปล่อยตัวทหารเสือพรานไทยทั้ง 2 ระลอก เจ้าหน้าที่ ICRC ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ จุดส่งมอบตัวที่สนามบินทุ่งไหหินเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบสภาพร่างกายขั้นต้นและรับรองว่าการส่งกลับประเทศ (Repatriation) เป็นไปโดยสวัสดิภาพและสมัครใจตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
3. การมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ ณ จุดเปลี่ยนผ่าน
แม้จะไม่สามารถนำของไปแจกในค่ายกักกันได้โดยตรง แต่เมื่อทหารไทยเดินทางออกมาถึงด่านส่งมอบตัว ICRC ร่วมกับสภากาชาดไทยได้จัดเตรียมเสื้อผ้าใหม่ ชุดเวชภัณฑ์พื้นฐาน และอาหารชุดแรกที่ปลอดภัยต่อร่างกายแก่ทหารทุกคนทันทีเพื่อเป็นการรับขวัญและปฐมพยาบาลเบื้องต้น
สรุปคือแม้ ICRC จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเชลยศึกที่ค่ายกักกัน แต่ก็มีบทบาทสูงสุดในการเป็นสะพานเชื่อมทางกฎหมายและการทูตเพื่อพาเชลยศึกกลับบ้าน
