(50 ปี 6 ตุลาฯ ตอน 4)
ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านอีกครั้ง ที่จะขอตอบคำถามคุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว เรื่อง 6 ตุลาฯ ผ่านเวทีมติชนสุดสัปดาห์ เพราะดังที่กล่าวไว้ในครั้งก่อนว่า ในการคุยกันที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นั้น เราถูกบังคับให้ต้องยุติการคุย เพราะฝนตั้งเค้ามืดมา จนมีคำตอบเดียวว่า ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านดีกว่า
ผมสัญญากับเธอว่า จะตอบคำถามที่ค้างไว้ในแบบของบทความแทน เพราะการจะเดินทางมาเจอกัน อาจจะไม่สะดวกนัก เนื่องจากเธอเองอยู่ต่างจังหวัด และผมเองก็ไม่ได้อยู่ในเมือง
คำถามสุดท้ายที่เธอตั้งไว้ แล้วผมไม่ทันได้ตอบคือ ปัญหาเรื่องของการนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ และผมมองปัญหาเรื่องนี้อย่างไร
การปรับตัว
หากเรามองย้อนกลับไปพิจารณาการเมืองหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราจะพบว่า การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม 2519 นั้น มีความน่าสนใจอย่างมาก ถ้าผมจะขอลองตอบ ผมอยากตั้งเป็นสมมตฐานว่า การนิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ คือ ภาพสะท้อนของการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทย
เราอาจต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ถูกปรับเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐยอมรับถึงภัยคุกคามใหม่ จนตระหนักว่า ยุทธศาสตร์เดิมใช้รับมือกับปัญหาใหม่ไม่ได้ ดังนั้น การเปลี่ยนยุทธศาสตร์จึงหมายถึง การปรับเปลี่ยนนโยบายในตัวเอง
การปรับเปลี่ยนเช่นนี้ ยังสะท้อนถึงการปรับตัวทางความคิดของกลุ่มอำนาจ หรืออาจกล่าวโดยหลักการได้ว่า เมื่อกลุ่มผู้นำที่กุมอำนาจรัฐในขณะนั้น เกิดอาการ “ตกผลึก” ทางความคิดแล้ว พวกเขาจึงมีความพร้อมที่จะรื้อยุทธศาสตร์เดิม เพราะยุทธศาสตร์เดิมไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ว่าที่จริง ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราอาจเห็นได้ทั่วโลก เพราะเมื่อรัฐต้องเผชิญกับภัยคุกคามใหม่แล้ว สภาวะที่เรียกว่า “strategic resilience” หรือ ”การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะคำตอบสุดท้าย การปรับตัวคือ “ความอยู่รอด”
รัฐที่ไม่ปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมใหม่/ภัยคุกคามใหม่ ย่อมจะนำไปสู่ “การล่มสลาย” ของรัฐเดิม … คำตอบเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราเห็นมาเสมอในประวัติศาสตร์ และรัฐไทยเองก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากกติกาข้อนี้แต่อย่างใด ยิ่งพิจารณาจากอดีต ยิ่งเห็นถึง “การปรับตัวทางยุทธศาสตร์” ของรัฐไทยที่ต้องเผชิญกับภัยชุดใหม่
แต่ดังที่กล่าวแล้ว … รัฐจะปรับตัวได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการปรับเปลี่ยนความคิดของกลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบาย
สำหรับประเทศที่ประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งแล้ว การปรับยุทธศาสตร์อาจทำผ่านกระบวนการทำนโยบายของรัฐ แต่ในประเทศที่การเมืองมีความไร้เสถียรภาพ หรือเป็นการเมืองในระบอบเผด็จการแล้ว การเปลี่ยนจึงมีนัยถึงการเปลี่ยนรัฐบาล เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมอาจไม่ต้องการเปลี่ยนนโยบาย
แต่การเปลี่ยนรัฐบาลในบริบทของการเมืองไทยในยุคเช่นนั้น ทำได้ด้วยการ “รัฐประหาร” เท่านั้น เพราะผู้นำรัฐบาลเดิมไม่มีทางที่จะเปลี่ยนนโยบายด้วยความสมัครใจอย่างแน่นอน
พลวัตในกองทัพ
เรามักจะอธิบายปัญหารัฐประหารด้วยคำตอบพื้นฐานว่า ทหารมีความไม่พอใจรัฐบาลพลเรือน จึงตัดสินใจยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิม แต่เราอาจจะละเลยประเด็นเรื่อง “ความคิดทางการเมืองของทหาร” ว่า ทำไมทหารจึงตัดสินใจทำรัฐประหาร
ดังที่กล่าวมาแล้วในตอนก่อนแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างผู้นำกองทัพกับผู้นำรัฐบาลพลเรือนนั้น เริ่มเกิดเป็นปัญหามาตั้งแต่การยึดอำนาจสิ้นสุดลงในค่ำวันที่ 6 ตุลาฯ แล้ว แม้ทุกอย่างจะดูเสมือนอยู่ในความควบคุมของฝ่ายที่ได้อำนาจรัฐ จนในที่สุด ผู้นำทหารอีกฝ่ายต้องตัดสินใจออกบวช … เหมือน “ยอมแพ้” แล้ว
ความขัดแย้งที่ไม่ลงตัวนำไปสู่รัฐประหารถึง 3 ครั้งในปี 2520 … เป็นรัฐประหารจริงๆ 2 ครั้ง (มีนาคมและตุลาคม) และรัฐประหารเงียบ 1 ครั้ง (มิถุนายน) ซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในหลายประเด็นทับซ้อนจากปัญหาที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แต่ความท้าทายที่สำคัญคือ ความผันผวนของสถานการณ์ความมั่นคงที่เห็นได้จากสงครามของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในชนบทไทย
ในบริบทเช่นนี้ ผู้นำทหารโดยเฉพาะนายทหารระดับกลางส่วนหนึ่ง ที่มองการเมืองด้วยสายตาที่แตกต่างไปจากผู้นำรัฐบาลพลเรือน พวกเขาเริ่มตระหนักว่า นโยบายแบบขวาจัด ที่มีทิศทางแบบขวาจัดมากขึ้นๆ นั้น อาจจะไม่ช่วยในการลดทอนสถานการณ์สงครามได้ แต่กลับเป็นปัจจัยกระตุ้นการขยายตัวของสงคราม ดังที่เห็นถึงการเดินทางของนิสิต นักศึกษาเข้ารวมกับพรรคคอมมิวนิสต์หลังการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาฯ
การขับเคลื่อนนโยบายขวาจัด จึงกลายเป็น “แนวร่วมมุมกลับ” ที่การมีรัฐบาลแบบนี้ ใช้นโยบายแบบนี้ จึงช่วยให้สงครามขยายตัวในชนบท ดังนั้น กลุ่มทหารที่เห็นตรงกันว่า จึงเชื่อว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว
ดังนั้น ชุดความคิดทางการเมืองของนายทหารระดับกลางและนายทหารระดับสูงบางส่วน จึงทำให้รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520 มีความต่างจากรัฐประหารก่อนหน้านี้ เพราะมีวัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งคือ การเปลี่ยนทิศทางนโยบายความมั่นคงไทย หรืออย่างน้อยก็หวังว่า จะลด “ความขวาจัด” ในนโยบายลง เพื่อลดทอนการขยายสงครามของพรรคคอมมิวนิสต์
นิรโทษกรรม!
การปรับนโยบายจึงเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมคดีรัฐประหาร 26 มีนาคม เพื่อส่งสัญญาณถึงการล้มนโยบายเดิม เพราะรัฐบาล 6 ตุลาฯ ไม่มีทางยอมให้เกิด และจนเมื่อกลุ่มอำนาจใหม่ตกผลึก และสามารถกระชับอำนาจได้จริงแล้ว การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาคม จึงเกิดในอีกหลายเดือนถัดมา
สัญญาณชัด ! … นโยบายของรัฐบาลไทยเปลี่ยนแล้ว และจากนี้ไป การเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของรัฐไทยจะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน ดังเช่นที่เราจะได้เห็นในเวลาต่อมา โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศไทยใหม่ที่ยอมเปิดความสัมพันธ์กับรัฐเพื่อนบ้านที่เป็นสังคมนิยม และยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารในสงคราม
วันนี้ เราต้องให้เครดิตกับนายกฯ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ และกลุ่มทหาร “สายพิราบ” ที่กล้าหาญในการหันประเทศออกจาก “กับดักสงครามกลางเมือง” ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบาย “ขวาสุดโต่ง” อย่างไร้เดียงสา !
