บทความพิเศษ
ลักษณ์ แห่ง ตัวแทน
‘ศรีบูรพา’ สงครามชีวิต
ความคิด การเมือง
แม้ว่า “สงครามชีวิต” จะเป็นภาพสะท้อนแห่งโศกนาฎกรรมในความรักของ ระพินทร์ ยุทธศิลป อัน “ศรีบูรพา” เขียนขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก Poor People ของ ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้
แต่จุดเด่นประการหนึ่งที่สำแดงผ่านระพินทร์ ยุทธศิลป คือ ความฝันที่จะเป็น “นักประพันธ์” และความรักในการ “อ่าน”
จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนถึง “แม่เพื่อนรัก” ฉายภาพนี้อย่างเด่นชัด
“เมื่อคืนนี้ฉันอ่านหนังสืออยู่ถึงตีสอง อ่านเสียรวดเดียวจบ เดิมทีตั้งใจจะขยักไว้อ่านต่อไปในตอนเช้า แต่ความสนุกของหนังสือไม่ยอมให้ฉันทำดังนั้น น้ำมันตะเกียงคงเกลี้ยงขวดไปอีกตามเคยเมื่อเวลาประมาณสองยามเศษตามที่ฉันกะ
แต่คราวนี้ฉันไม่ตกใจสักนิดเดียว เพราะตอนหัวค่ำได้ซื้อเทียนไขไว้ 4 เล่มเตรียมไว้เผื่อเหลือเผื่อขาด
ลมอยู่ข้างนอกจะแรงนิดหน่อย
กระนั้น ก็ไม่แปลกอะไรเมื่อฉันได้งับประตูหลังเสียแล้ว แสงไฟก็ไม่สู้ได้รับความรบกวนกี่มากน้อย
ผ่าเถอะเพลิน!
หนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างดีที่สุดตั้งแต่ฉันได้อ่านมา ฉันไม่คิดว่าจะมีมนุษย์คนใดแต่งหนังสือได้อย่างจับอกจับใจถึงเพียงนั้น บางทีอาจเป็นด้วยฉันมีหนังสืออ่านน้อยเกินไป แต่ถึงอย่างไรฉันก็ยืนยันได้ว่า
หนังสือที่ฉันได้อ่านเมื่อคืนนี้เป็นอย่างดีที่สุดเล่มหนึ่ง
ฉันบูชาผู้แต่งเหลือเกิน ฉันคิดว่าถ้าฉันสามารถที่จะรู้จักว่าเขาเป็นใครและอยู่ที่ไหนละก็
ฉันจะไปคำนับเขาถึงที่อยู่ทีเดียว”
ภาพ ดุสิต สมิโตปกรณ์
ภาพ แห่ง “ความฝัน”
ในความปรารถนาอันกรุ่นอยู่ภายใน ราวกับโชคมา วาสนาช่วย วันหนึ่ง ดุสิต สมิโตปกรณ์ ก็มาปลูกเรือนหลังงามอยู่ติดกับบ้านเช่าของระพินทร์ ยุทธศิลป
จดหมายที่ระพินทร์ ยุทธศิลป เขียนถึง “ยอดมิตร ยอดหญิง” จึงลิงโลด
“ฟ้าจงเป็นพยานเถอะเพลิน ฉันขอบอกเธออย่างจริงจังว่า ท่านสุภาพบุรุษหนุ่มคนนี้เองที่เป็นผู้แต่งเรื่องอันแสนวิเศษเรื่องนั้น
เรื่องที่ใครๆ พูดถึงทั้งบ้านทั้งเมือง
เรื่องที่ฉันได้เคยปรารภไว้ว่า ถ้าฉันสามารถรู้ว่าผู้แต่งเป็นใครและอยู่ที่ไหนแล้วฉันจะไปคำนับเขาถึงที่บ้าน
และจะเป็นด้วยอำนาจความเลื่อมใสของฉันหรือเหตุอื่นใดก็ตาม
ในที่สุด ความหมุนเวียนของโลกก็ได้นำเขามาอยู่ใกล้ชิดกับระพินทร์ ซึ่งทำให้ฉันอิ่มอกอิ่มใจราวกับได้กลืนเอาแก้ววิเศษเข้าไปไว้ในหัวอกทั้งดวง
เดี๋ยวนี้ฉันทราบความเป็นอยู่ของเขาหลายอย่างแล้ว
เขาไม่ได้เป็นข้าราชการ เป็นพ่อค้า หรือเป็นลูกจ้างของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักประพันธ์
เขาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักประพันธ์
เขาใช้ชีวิตให้หมดเปลืองไปด้วยการแต่งหนังสือ เขาต้องทำงานอย่างหนักในทางสมอง
เท่าๆ กับพวกกุลีในทางกาย”
เงาสะท้อน “สงครามชีวิต”
ภาพใน “จินตนาการ”
จากการมาของดุสิต สมิโตปกรณ์ นั่นเอง ทำให้ระพินทร์ ยุทธศิลป ได้อ่านและเสพรสอันไพเราะจากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เรื่อง “มัทนะพาธา”
ไม้เรียกผกากุพ ชะกะสีอรุณแสง
ปานแก้มแฉล้มแดง ดรุณีนะยามอาย
ดอกใหญ่และเกสร สุวคนธมากมาย
อยู่ทนบวางวาย มธุรสขจรไกล
ทั้งยังได้สัมผัสเข้ากับชีวิตและงานเขียนของฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ นักเขียนผู้มีชื่อเสียงของรัสเซียยุคก่อน “มหาปฏิวัติ” เมื่อเดือนตุลาคม 1947 ของบอลเชวิคและเลนิน
อะไรคือจุดที่ไม่ควรมองข้าม
ความน่าสนใจมิได้อยู่ที่ใน “สงครามชีวิต” ซึ่งเขียนเมื่อปี 2475 นั้น “ศรีบูรพา” มิได้อาศัยดุสิต สมิโตปกรณ์ เพื่อสะท้อนและแสดงความเห็นต่ออาชีพ “นักประพันธ์”
อันเป็นอาชีพอย่างใหม่ เป็นอาชีพ “อิสระ” ในสังคมสยามประการเดียว
หากแต่ประการที่สำคัญเป็นอย่างมากก็คือ การรับเอาผลสะเทือนในทางวรรณกรรมมาจากฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ในขณะที่กระแสหลักจะเป็น แมรี คอเรลลี และเซอร์ไรเดอร์ แฮกการ์ด จากอังกฤษ
ตลอดจนอเล็กซังเดอร์ ดูมาส์ จากฝรั่งเศส
นี่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งอันทำให้วิถีดำเนินทางการเขียนของ “ศรีบูรพา” แผกต่างไปจากเพื่อนนักเขียนร่วมสมัย
คำถามก็คือ ปัจจัยอะไรทำให้ “ศรีบูรพา” เกิดความโน้มเอียงไปทางรัสเซีย
ปัจจัยอะไรทำให้ “ศรีบูรพา” เลือกที่จะอ่านงานและรับผลสะเทือนจากฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้
แทนที่จะเป็นงานของแมรี คอเรลลี เช่น “แม่อนงค์”
และแทนที่จะเป็นงานของอเล็กซังเดอร์ ดูมาส์ เช่น “สันตศิริ”
คำถามที่แหลมคมยิ่งกว่านั้นก็คือ ปัจจัยอะไรทำให้ “ศรีบูรพา” เน้นสถานะความเป็น “นักประพันธ์” ของดุสิต สมิโตปกรณ์ ค่อนข้างโดดเด่น
คำตอบย่อมมิได้อยู่ใน “สายลม” หากแต่มาจาก “ความเป็นจริง”
กระบวนการสะสมทุน
จากยุคต้นรัตนโกสินทร์
แม้ว่า “หน่อ” แห่งระบบทุนนิยมอันค่อยๆ สะสมจะสำแดงผ่านรูปในทางวรรณกรรมการเขียน “นิทานคำกลอน” เรื่อง “พระอภัยมณี” เพื่อขายเลี้ยงชีพของท่าน “สุนทรภู่” ในตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์
และเริ่มคึกคักมากยิ่งขึ้นเมื่อ “หมอสมิท” จัดตั้งโรงพิมพ์และตีพิมพ์ออก “จำหน่าย”
แม้ว่าการเกิดขึ้นของ “บางกอกรีคอร์เดอร์” โดยการริเริ่มและลงมือทำอย่างจริงจังของ “หมอแบรดเล่ย์” มิชชันนารีชาวอเมริกัน จะเป็นเวทีและพื้นที่ทางความคิดอันทรงความหมายยิ่งในการเผยแพร่งานวรรณกรรม
แม้ว่าการริเริ่ม “เล่น” หนังสือของ “นักเรียนนอก” และ “เจ้านาย” จะเร้าเย้ายวนใจให้กับการแต่งหนังสือและการประพันธ์เป็นอย่างสูง
นับแต่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นับแต่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา
แม้ว่าการ “แปล” หนังสือ และการจัดทำ “บทภาพยนตร์” เพื่ออ่านประกอบการดูหนังเงียบจะมีส่วนอย่างสำคัญในการนำเสนอแบบอย่างของภาพยนตร์และงานวรรณกรรมจากต่างประเทศ
และยั่วให้เกิดการแต่งและเขียนเรื่องอันเป็นของคนไทย
กระนั้น งานเขียนและงานหนังสือพิมพ์อย่างที่เป็น “อาชีพ” ก็ยังเป็นของใหม่สำหรับสังคมสยามเมื่อต้นทศวรรษ 2470
จึงไม่แปลกที่ระพินทร์ ยุทธศิลป จะออกปากถามดุสิต สมิโตปกรณ์ ผู้ถูกเรียกขานว่า “นักประพันธ์” ซึ่งเขาเห็นและรู้สึกว่า “ใช้ชีวิตให้หมดเปลืองไปด้วยการแต่งหนังสือ” อย่างชนิดที่เป็น “อาชีพ” ว่า
“การหากินในทางนี้รุ่งเรืองดีอยู่หรอกหรือ”
ลักษณะแห่ง “ตัวแทน”
ความคิด การเมือง
นั่นย่อมเป็นคำถามในลักษณะอันสะท้อน “ยุคสมัย” ออกมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมายิ่ง
ดำรงอยู่และดำเนินไปอย่างเป็น “ตัวแทน”
