บทความ 50 ปี 6 ตุลา/ ตอน 3 | สุรชาติ บำรุงสุข
วันที่คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว มาขอพบและพูดคุยเรื่อง 6 ตุลาฯ ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นั้น ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้ตอบเธอ เพราะต่างฝ่ายต่างหนีฝนกลับบ้านกันก่อน
ประเด็นที่คุยค้างกันอยู่คือ เรื่องของรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลายครั้งในปี 2520 เพราะหลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่า ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลเผด็จการพลเรือนของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้น มีสูงมาก ผมเลยสัญญาว่า ผมจะมาตอบเธอผ่านเวทีมติชนสุดสัปดาห์
หากย้อนกลับไปดูการเมืองในช่วงหลังจากการรัฐประหารในค่ำของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว เราอาจต้องยอมรับว่า การเมืองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความผันผวนอย่างมาก
สภาวะเช่นนี้ เกี่ยวโยงกับปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ การเมืองและความมั่นคงไทยในท่ามกลางสถานการณ์สงครามคอมมิวนิสต์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และอีกส่วนคือ การขยายบทบาทของกลุ่มทหารระดับกลาง หรือที่เรียกกันว่า “กลุ่มยังเตริ์ก”
แน่นอนว่า เรื่องราวทั้ง 2 นี้เกี่ยวโยงกลับมาที่พวกเราในคดี 6 ตุลาฯโดยตรง เพราะแม้กรณี 6 ตุลาฯ จะเป็นประเด็นความขัดแย้งที่เกิดจากความกลัวทางการเมืองของกลุ่มการเมืองปีกขวาจัด ด้วยการเปิดปฏิการล้อมปราบ จนเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่นองเลือดของการเมืองไทยยุคใหม่
แม้การล้อมปราบในวันนั้น อาจจะดูเหมือนเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการจัดการกับ “ขบวนปีกซ้าย” ที่มีนิสิต นักศึกษาเป็นดังตัวแทนหลัก หรืออาจจะเรียกว่า เป็นการ “กวาด” ปีกซ้ายให้ออกไปจากเวทีการเมืองไทย และจบลงในค่ำวันนั้นด้วยการรัฐประหาร
ดังนั้น ความสำเร็จของการรัฐประหารในค่ำของวันที่ 6 ตุลาฯ ก็ยังมีนัยของความสำเร็จอีกส่วนในการจัดการกับกลุ่มอำนาจอีกส่วนให้ออกไปจากเวทีการเมืองด้วย และกลุ่มนี้เป็น “ทหาร” ไม่ใช่ขบวนการทางสังคมที่มีทิศทาง “เอียงซ้าย”
ถ้าจะว่าไปแล้ว รัฐประหารในค่ำคืนที่ 6 เป็นดังสุภาษิตไทยที่ว่า “ยิงกระสุนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว” … ไม่เพียงกวาดล้างนักศึกษาเท่านั้น หากยังกวาดทหารอีกกลุ่มให้ออกไปพร้อมกันด้วย ซึ่งต้องถือว่าเป็นความสำเร็จทางการเมืองที่สำคัญของกลุ่มอำนาจที่เข้ายึดกุมอำนาจรัฐในวันนั้น
แต่ดังที่เรามักจะกล่าวกันเสมอว่า ความขัดแย้งของผู้ถืออาวุธ จะถูกตัดสินด้วยอาวุธ เพราะไม่มีทางเป็นอื่น นอกจากใช้กำลังเป็นเครื่องมือในการชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ
ดังนั้น ในอีก 6 เดือนถัดมา กำลังจากหน่วยทหารของกองพลทหารราบที่ 9 จากกาญจนบุรี ก็เคลื่อนพลข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าเข้าสู่ใจกลางพระนคร ขาดแต่เพียงหน่วยทหารจากกรุงเทพฯ ที่ “สัญญา” กันแล้วว่า จะมารอรับ เมื่อกำลังจากต่างจังหวัดเคลื่อนเข้าตัวเมืองหลวง
สภาวะ “ไม่มาตามนัด” ของทหารกรุงเทพฯ นั้น ตอบได้ทันทีถึงความล้มเหลวของการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันที่ 26 มีนาคม 2519 อีกทั้ง ยังตอบอย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ชตากรรมของคณะนายทหารชุดนี้ เสมือนกำลัง “แขวนชีวิต” ของตนเองไว้บนเส้นด้ายบางๆ
เมื่อผู้นำก่อการถูกพิพากษาด้วยการตัดสินยิงเป้าแล้ว กำลังพลที่เหลือก็ถูกส่งเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกับเราในแดนพิเศษ บางขวาง … พวกเราชาว 6 ตุลาฯ ดูจะมีภาษีมากกว่าสักนิด เพราะเสมือนเราเป็น “นักศึกษารุ่น 1” ของมหาวิทยาลัยบางขวาง ส่วนพี่ๆ ทหารเป็น “นักศึกษารุ่น 2” (555) และหนึ่งในนั้นคือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเป็นตัวละครสำคัญคนหนึ่งของการเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม นักโทษการเมืองคนสำคัญในอดีตล้วนเดินทางเข้า “มหาวิทยาลัยบางขวาง” ทั้งสิ้น แต่ในยุคหลัง 14 ตุลาฯ นั้น มีเพียง 2 รุ่นเท่านั้น และหลังจากนี้ ก็ไม่ได้รับนักศึกษาใหม่อีก … กล่าวกันในยุคก่อนว่า ถ้าเป็นนักโทษการเมืองแล้ว ก็จะต้องผ่านบางขวางเช่นที่ปรากฏเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
ในขณะที่พี่ๆ “ทหาร 26 มีนาฯ” ต้องใช้ชีวิตร่วมกับบรรดาผู้นำนักศึกษาและนักแสดงละครจากกรณี 6 ตุลาฯ นั้น การเมืองนอกรั้วบางขวาง ดูจะมีความผันผวนเป็นอย่างยิ่ง
ข่าวสารทางการเมืองไหลเข้ามาสู่บรรดาพี่อย่างน่าสนใจ เสียดายที่ผมยังไม่มี “จิตวิญญาณนักวิจัย” อย่างเต็มที่ มิฉะนั้นคงได้บันทึกการเมืองไทยสักเล่ม กระนั้น ก็มีโอกาสได้รับทราบถึง ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพลเรือนหลัง 6 ตุลาฯ ที่มีปัญหามากขึ้น
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่า เพียงแค่ความสำเร็จของรัฐประหารในคืนวันที่ 6 ผ่านไปไม่นานนัก ความขัดแย้งในปีกอำนาจรัฐจะทวีความรุนแรงขึ้น และเริ่มเห็นถึง “รอยร้าวทางการเมือง” ที่ชัดเจน … คำถามง่ายๆ ในทางการเมืองก็คือ แล้วรัฐบาลพลเรือนจะอยู่อย่างไร?
คำตอบเริ่มเห็นความผิดปกติในต้นเดือนมิถุนายน 2520 ทราบจากพวกพี่ๆ ว่า มีรถถังชุดหนึ่งออกมา (วิ่งเล่น) ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ แล้วก็วิ่งกลับกรม (555!) … เป็นอะไรที่เราไม่เคยเห็นแน่นอน แต่ก็ไม่มีการประกาศยึดอำนาจ เป็นแค่การแสดงพลังของฝ่ายทหาร
ถ้าวิเคราะห์อย่างนักเรียนรัฐศาสตร์ ก็เป็นคำตอบว่า อายุของรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ เริ่มนับถอยหลังแล้ว เพราะสัญญาณจากฝ่ายทหารมีความชัดเจนที่ไม่ตอบรับรัฐบาล และทั้ง คาดเดาได้ว่าจากนี้ไป โอกาสการเกิดรัฐประหารรอบใหม่นั้น เป็นเวลาอีกไม่นานอย่างแน่นอน
ในที่สุด รัฐประหารก็เกิดขึ้นจริงและประสบความสำเร็จในวันที่ 20 ตุลาคม 2020 และรัฐบาลพลเรือน 6 ตุลาฯ ก็เป็นอันสิ้นสุดลง น่าสนใจว่า ฝ่ายทหารเป็นผู้จัดการล้มรัฐบาลเผด็จการพลเรือนเสียเอง … ทหารในปีกนี้คิดอย่างไร ทำไมพวกเขาตัดสินใจยึดอำนาจ และล้มรัฐบาลพลเรือนฝ่ายขวา
คำถามอีกส่วนที่สำคัญคือ แล้วรัฐประหารครั้งนี้ จะส่งผลอย่างไรกับคดี 6 ตุลาฯ แต่สำหรับคดี 26 มีนาแล้ว รัฐประหารครั้งนี้คือ การเตรียมเปิดประตูบางขวางสำหรับพวกพี่ๆ ทหารอย่างแน่นอน !
