โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (1) : โกรธจนคลั่ง VS โกรธไม่พอ
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (3) : ความย้อนแย้งของคดี 6 ตุลาและการนิรโทษกรรม 2521
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (4) : เพิ่มโทษ ม.112 กับการรื้อฟื้นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (6) : เป็นไปได้หรือที่จะคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา?
- คิดต่อจาก 6 ตุลา (7) : แพ้แต่ไม่ยอมสยบ
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
รำลึกวีรชน
เนื้อร้องและทำนองโดยสหายพยัคฆ์ ("รวี โดมพระจันทร์")
ขับร้องโดยสหายฟีงา บันทึกเสียงครั้งแรกปี 2520
"ชีพนี้ เพื่อนพลีมอบให้
แด่ประชาไทยผู้ทุกข์ระทม
เกิดตาย สักพันครั้ง ก็ยิ่งชื่นชม
ไม่ให้ผู้ข่มขี่ไทย ทำทารุณ
เพื่อนเอ๋ย แม้ตาย
ก็ไม่อาจจางจากใจ ที่แค้นคุกรุ่น
เลือดเพื่อน ไหลรินโลมดินอุ่นๆ
เราจะหนุนเนื่องสู้ ศัตรูใจทราม
ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่
เมื่อเพื่อนสู้ เราสู้ตาย เราสู้ตาม
เทิดศักดิ์ศักดิ์ศรี วีรชนอันเรืองนาม
สถิตคู่คาม เขตแคว้นแดนไทย"
[หลายท่านมักร้องท่อนแรกว่า "น้อมพลี" แต่มีผู้ให้ข้อมูลว่าที่จริงต้องเป็น "เพื่อนพลี"]
ยิ่งใกล้ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา ผมฮัมเพลงนี้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะท่อน “ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” เพราะท่อนนั้นชวนให้ผมคิดไปถึง 2 อย่างพร้อมกัน
อย่างแรก ผมนึกไปถึง resilience หมายถึง การยืนหยัดท้าทายต่ออุปสรรคความยากลำบาก ความเจ็บปวดสาหัสในชีวิต แต่ก็กลับมาฟื้นคืนชีวิตปกติ (ดังได้อธิบายไว้ใน “คิดต่อจาก 6 ตุลา (7)”) คนที่ผ่าน 6 ตุลาและผ่านชีวิตในเขตป่าเขาหลังจากนั้น สามารถมีบทบาทในทุกวงการรวมทั้งแข็งขันทางการเมืองอีกครั้ง
อย่างที่สอง บทเพลงท่อนนี้ทำให้ความรู้สึกผิดที่ “เรายังอยู่” (survivor’s guilt) กลับมาในห้วงคิดคำนึงของผม
ผมเข้าใจดีว่าไม่ควรรู้สึกผิดแบบนี้ และสมควรจะออกจากสมองและใจของตัวเองไปตั้งนานแล้ว แต่ยังไงๆ ก็ขจัดความรู้สึกผิดแบบนี้ออกไปไม่สำเร็จ ยังดีที่เหตุผลตามสมควรมาช่วยถ่วงรั้งไม่ให้ความรู้สึกผิดเช่นนั้นถลำเลยเถิด
จะไม่ให้ผมรู้สึกผิดได้อย่างไรเล่า ในเมื่อเราเห็น “ร่างเพื่อนล้มลง” กับตาตัวเองโดยทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่เฝ้าวิงวอนขอร้องให้ตำรวจหยุดยิง
ลงท้ายความรักตัวกลัวตายก็ทำให้ผมทิ้งเวทีและหาทางเอาตัวรอดออกจากธรรมศาสตร์
ทุกครั้งที่มีการเอ่ยนามผู้เสียชีวิต ผมตระหนักเสมอว่าเรารอดมาได้เพราะเพื่อนให้เวลาผมจนมีโอกาสหนีรอด
ทุกครั้งที่เห็นภาพแขวนคอ ตอกอก การทำร้ายศพอย่างน่าทุเรศ รวมทั้งร่างของจารุพงษ์ที่ถูกกระทำราวไม่ใช่คน จะไม่ให้ผมรู้สึกว่าชีวิตผมเป็นหนี้บุญคุณท่านเหล่านั้นได้อย่างไรเล่า
บ่อยครั้ง ผมหวนคิดไปถึงเช้าวันนั้น ผมยังถามตัวเองว่าเราน่าจะทำอะไรได้ดีกว่าที่ทำ (และไม่ได้ทำ) ในเช้าวันนั้นหรือไม่
ผมโชคดีด้วยซ้ำที่รอดชีวิตมาได้ โชคดีที่มีผู้มากดไหล่ผมไว้ในขณะที่ตำรวจมาเรียกหาระหว่างนอนคว่ำอยู่ข้างวัดมหาธาตุฯ ถ้าหากผมโผล่หน้าขานรับไปตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ผมโชคดีที่ติดคุกเพียงสองปี ถึงแม้จะน่ากลัวในช่วงเดือนแรกๆ แต่ความขัดแย้งกันเองในหมู่ผู้มีอำนาจและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงนั้นแต่ละครั้งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อพวกเราในคุกทั้งนั้น แถมมีแรงบีบคั้นจากนานาชาติจนนำไปสู่การนิรโทษกรรมในที่สุด
ระหว่างอยู่ในคุกก็มีเพื่อนฝูงไปเยี่ยมเยียน มีครูบาอาจารย์ส่งหนังสือให้อ่าน (ทั้งที่ผมโดดเรียนตลอด) ครั้นออกจากคุกก็ได้กลับมาเรียนจนจบ แล้วยังมีโอกาสได้ทุนไปเรียนต่ออีก
วิกฤตที่กลายเป็นโอกาสครั้งสำคัญของผมก็คือช่วงเรียนต่อนั่นแหละ เป็นช่วงที่เกิดวิกฤตอุดมการณ์ ทำให้ผมและเพื่อนๆ ต้องทบทวนอดีต ทบทวนความเชื่อสารพัดของตนเอง
นอกจากการหาความรู้ทำวิจัย ช่วงเรียนต่อนั่นเองที่ผมผ่านกระบวนการปลดเปลื้องความเจ็บปวดสาหัสหนักอึ้ง (Catharsis) เนื่องมาจาก 6 ตุลา
Catharsis มาจากคำในภาษากรีก หมายถึงการชำระให้สะอาด ทำให้บริสุทธิ์ รู้จักกันในแวดวงละครมาตั้งแต่สมัยอริสโตเติล ทั้งฟรอยด์และอีกหลายคนนำกลับมาเป็นวิธีการการรักษาในจิตวิทยาสมัยใหม่ ให้คนปลดปล่อยด้วยการเล่าเรื่องที่อัดอั้นตันใจออกมา รื้อความทรงจำที่ฝังอยู่ลึกๆ ให้โผล่ขึ้นมา
ปล่อยความเจ็บปวด อึดอัด โกรธ เศร้า ที่ฝังไว้ในอกออกมา จึงจะช่วยลดความกดดันทางใจและให้โอกาสตนเองตั้งตัวเดินหน้าต่อไปได้
ไม่เพียงแต่กรณี 6 ตุลาเท่านั้น ทุกกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจทำร้ายผู้คนอย่างโหดร้าย จะมีผู้รอดชีวิตรู้สึกผิดที่ “ร่างเพื่อนล้มลง เรายังอยู่” แทบทุกกรณี และจะมีผู้คนที่พยายามฟื้นคืนชีวิตปกติเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้
ความเงียบงันของ 6 ตุลาไม่ใช่การหลงลืม แต่เป็นความทรงจำที่ฝังอยู่ลึกๆ แต่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาให้ผู้คนเข้าใจได้ เพราะเจ็บปวดกับความโหดร้ายอย่างเหลือเชื่อ แถมในบริบทสังคมไทยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น พวกเรากลายเป็นพวกหนักแผ่นดิน บวกด้วยกระแสการเรียกร้องให้สมานฉันท์ อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ จึงทำให้ความทรงจำเหล่านั้นถูกกดทับเอาไว้อย่างหนักอึ้ง
หลายพันคนที่พ่ายแพ้ครั้งที่สองจากการสู้รบในเขตป่าเขา ยิ่งเก็บความเจ็บปวดไว้อีกทบทวี
Catharsis เป็นประสบการณ์ที่ “สหายเดนตาย” ผู้ผ่าน 6 ตุลาและผ่านประสบการณ์ในป่าเขาแทบทุกคนคงเผชิญ (ไม่ว่าเขาจะรู้จักมันหรือไม่ก็ตาม) แต่เป็นกระบวนการซึ่งแต่ละคนต้องหาวิธีจัดการตามแบบของตน ลอกเลียนกันได้ยาก
โดยทั่วไป มักอาศัยการได้เล่าเรื่องของตนต่อผู้พร้อมรับฟัง เข้าใจ หรือให้เกียรติและเคารพสิ่งที่ผู้เล่าเคยประสบมา เกษียร เตชะพีระ เคยเล่าถึงประสบการณ์ที่่น่าจดจำของเขาว่า เขาได้พูดต่อหน้านักศึกษาหลายร้อยคนถึงความเจ็บปวดของผู้พ่ายแพ้สองครั้ง
“[ผู้ฟัง] ข้างล่างเวทีเงียบกริบขณะผมพูด เหมือนเพ้อพูดอยู่คนเดียว จนจบนั่นแหละจึงได้ยินเสียงปรบมือของผู้คน… เห็นเพื่อนบางคนแอบเช็ดน้ำตา… ผมคืนสภาพนักศึกษามาได้ 2 ปีแล้ว แต่ผมรู้สึกว่าในวันที่ผมเห็นเพื่อนเช็ดน้ำตานั่นเองที่ผมได้คืนสภาพเป็นตัวผมอีกครั้งหนึ่ง” (เกษียร เตชะพีระ, “บันทึกนักศึกษาคืนสภาพ,” ใน มหาวิทยาลัยของฉัน, 2527, น.75-76.)
หลายคนก็ผ่านภาวะเช่นนั้นมาได้ด้วยวิธีเล่าเรื่องเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ต่อหน้าคนจำนวนมากก็ตาม
ผมปลดเปลื้องความเจ็บปวดสาหัสหนักอึ้งมาได้ด้วยการอ่าน เพื่อไตร่ตรองอดีตของตัวเอง คิดหนักในสารพัดแง่มุม โดยเฉพาะอ่านเรื่องราวของคนที่ทุ่มเทให้กับการต่อสู้ทางอุดมการณ์แล้วพ่ายแพ้ ถูกทำร้ายทางการเมืองอย่างโหดร้าย
เล่มหนึ่งที่พิเศษคือ The Dialectical Imagination โดย Martin Jay (1973) เป็นหนังสือที่เล่าถึงชะตากรรมของนักคิดทฤษฎีวิพากษ์สำนักแฟรงก์เฟิร์ต (The Frankfurt School of Critical Theory)
คงไม่ใช่เป็นเพราะหนังสือเล่มนี้วิเศษกว่าเล่มอื่น แต่เป็นหนังสือดีที่เข้ามาในจังหวะเหมาะของชีวิตผม ณ ขณะที่กำลังเผชิญวิกฤตความคิดจนความเจ็บปวดสาหัสหวนกลับมาหลอน
ผมได้เรียนรู้ว่าคนที่มีประสบการณ์ทำนองเดียวกัน ผ่านเหตุการณ์เจ็บปวดสาหัสเช่นนั้นมาได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงมีชีวิตต่อมา แต่หลายคนสามารถฟื้นคืนชีวิตที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างเข้มแข็ง แถมยังเป็นชีวิตที่ไม่ยอมสยบ เลือกกลับมายืนหยัดเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งตามอุดมการณ์ความคิดของตนได้อีก
Catharsis สามารถจะทำรวมหมู่หรือเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ก็ได้ ผมเชื่อว่างานรำลึก 6 ตุลาครบรอบ 20 ปีเมื่อปี 2539 เป็นการปลดเปลื้องความหนักอึ้งอย่างรวมหมู่ (collective catharsis) ครั้งสำคัญของคนจำนวนนับพันที่สามารถฟื้นคืนตัว กล้าเผยอดีตของตนต่อสาธารณชน จนถึงขนาดสร้างอัตลักษณ์ร่วมที่ผูกพันกับอดีตคือ “คนเดือนตุลา”
แต่ “คนเดือนตุลา” มีความหมายผูกกับอดีตที่ผ่านไปแล้วอย่างไม่หวนกลับ ไม่ใช่อุดมการณ์ร่วมสำหรับปัจจุบัน ไม่ใช่จุดหมายหรืออนาคตทางการเมืองร่วมที่จะสามารถสร้างปฏิบัติการร่วมกันทางการเมืองได้ ความพยายามสร้างขบวนการเคลื่อนไหวในปัจจุบันในนาม “คนเดือนตุลา” จึงล้มเหลว
การรำลึก 6 ตุลาที่จัดขึ้นทุกปีที่ผ่านมานับจากครบรอบ 20 ปีเมื่อ พ.ศ.2539 นั้น เป็นปัจจัยสำคัญของปฏิบัติการความทรงจำ เพราะการเล่าเรื่องอย่างเปิดเผยให้สังคมตระหนัก จนสังคมยอมรับ เข้าใจความเจ็บปวดและความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น
การตอกย้ำยืดอายุความทรงจำทางสังคม เป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับการแสวงหาความยุติธรรมและยุติการลอยนวลพ้นผิดให้ได้ในอนาคต (ดังที่ผมได้กล่าวอธิบายไว้แล้วใน “คิดต่อจาก 6 ตุลา (6)”)
50 ปี 6 ตุลาปีนี้ ความรู้สึกผิดที่รอดชีวิตยังแวะเวียนมาหาผมเช่นเคย แต่พร้อมๆ กัน ผมก็ดีใจที่มีเพื่อนดีๆ จำนวนมากยังร่วมกันต่อสู้กับรัฐอธรรมอย่างไม่ยอมสยบจนทุกวันนี้
บวกกับความอิ่มใจที่ปฏิบัติการความทรงจำ 6 ตุลาสามารถดำเนินมาได้จนถึงปีที่ 50 ดีใจที่สังคมเข้าใจเหตุการณ์นั้น ซาบซึ้งใจที่ผู้คนมากมายในยุคหลังหลั่งน้ำตาให้กับเพื่อนที่เสียชีวิตไปเมื่อ 50 ปีก่อน
เมื่อครั้งรำลึก 40 ปี 6 ตุลาเมื่อปี 2559 ผมได้กล่าวในครั้งนั้นไว้ว่า 6 ตุลายังเป็นส่วนหนึ่งของปัจจุบัน
“[ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์] ไม่ได้จากไปเลย… เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่… เราทุกคนเป็นเราได้เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น”
แม้ว่าผมและเพื่อนๆ คงไม่มีใครรู้ว่าเราจะสามารถมาร่วมงานได้อีกสักกี่ครั้ง แต่เราปรารถนาให้ผู้คนตระหนักว่า 6 ตุลายังอยู่กับทุกคนในปัจจุบัน
ขอร้องทุกท่านให้ช่วยกันสืบทอดความทรงจำ 6 ตุลาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขอส่งสารบอกเพื่อนที่จากไปเมื่อเช้าวันพุธที่ 6 ตุลาคม 2519 และยังเฝ้ามองพวกเราอยู่เสมอว่า ถึงแม้ร่างเพื่อนจะล้มลง แต่เราจะยังอยู่อย่างไม่ยอมสยบ
เธอล้วนเป็นขบถต่อกดขี่
เป็นเสรีเรืองไรไล่ความชั่ว
เป็นประชาธิปไตยในตนตัว
มิก้มหัวหดเข่าแต่เอาคืน
ยิ่งต่อสู้ยิ่งสะสมชัยชนะ
ยิ่งปะทะยิ่งหยัดขึ้นขัดขืน
ยิ่งเหยียบย่ำยิ่งยิงยิ่งยิ้มยืน
ยิ่งมืดดับยิ่งดาษดื่นด้วยหมื่นดาว
อานนท์ นำภา
