bg-single

ปี 2570 คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี ปูทาง Negative Income Tax โมเดลใหม่รับสวัสดิการรัฐ

26.08.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

ปี 2570 คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี

ปูทาง Negative Income Tax

โมเดลใหม่รับสวัสดิการรัฐ

กลายเป็นกระแสฮือฮาทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์ จากประเด็นที่ว่า “ปี 2570 คนไทยทุกคนต้องยื่นภาษี”

หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการเชื่อมโยงการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Lake) ที่เชื่อมฐานข้อมูลประชาชนทั้งหมดกว่า 60.8 ล้านคน และภาคธุรกิจ 600,000 กิจการ

เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบเครดิตสกอริ่งของประชาชนที่เรียกว่า “อารีย์สกอร์” (Ari Score) เพื่อใช้กำหนดนโยบายการคลังและสวัสดิการรัฐอย่างตรงเป้าหมาย

และเตรียมพร้อมการนำไปสู่การดำเนินนโยบายสวัสดิการในลักษณะ Negative Income Tax (NIT)

โมเดลของ NIT คือประชาชนทุกคนจะต้องยื่นแบบภาษี ไม่ว่าจะมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษีหรือไม่ โดยผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์จะมีสิทธิรับสวัสดิการรัฐ ส่วนผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์จะเสียภาษีตามปกติ

โดยกระทรวงคลังวางเป้าหมายให้สามารถเริ่มใช้ได้ปี 2570

“ทุกคนต้องเข้าสู่ระบบภาษีเพื่อยืนยันรายได้ หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็จะได้รับสวัสดิการ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลรู้จักคนไทยมากขึ้น และช่วยให้สามารถกำหนดนโยบายการคลังเชิงรายภูมิภาคได้ เพราะคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนในแต่ละภาคมีความแตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือกับภาคใต้มีคุณภาพชีวิตและความต้องการไม่เหมือนกัน หรือภาคอีสานกับภาคกลางก็แตกต่างกัน” ปลัดคลังกล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากข้อมูลทางการเงินและข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน เป็นข้อมูลหลักที่รัฐบาลและผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้ในการจัดสวัสดิการอย่างตรงเป้าหมายและมีประสิทธิภาพ

เรียกว่า การใช้ฐานข้อมูล Data Lake จะทำให้การจัดสรรงบประมาณและสวัสดิการตรงจุด โปร่งใส และสะท้อนรายได้จริงของประชาชน ช่วยวางนโยบายการคลังเชิงรายภูมิภาคได้อย่างเหมาะสม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเงินของคนไทยในทุกพื้นที่

และเมื่อนำระบบ Negative Income Tax (NIT) มาใช้แล้วก็จะยกเลิกระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะเกิดขึ้นยังต้องมีกระบวนการแก้กฎหมายประมวลรัษฎากร ของกรมสรรพากรเพื่อบังคับให้ทุกคนในประเทศต้องยื่นแบบภาษี

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า Negative Income Tax เป็นไอเดียน่าสนใจ แต่ต้องแก้ปัญหา “คนอยากจน”

ต้องย้ำว่า “คนอยากจน” ไม่ใช่ “คนยากจน”

ดร.พิพัฒน์ระบุว่า negative income tax จะช่วยให้รัฐมีวิธีช่วยคนที่ลำบากได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องมาตั้งสมมุติฐานว่า “ชาวนาทุกคนยากจน” หรือ “คนแก่ทุกคนไม่มีเงิน” เพราะความจริงแล้วในทุกกลุ่มอาชีพและทุกช่วงวัย ย่อมมีทั้งคนที่อยู่สบายและคนที่ลำบากปะปนกันไป บางคนก็ได้สวัสดิการซ้ำซ้อน ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น

พร้อมระบุว่า หัวใจของแนวคิด Negative Income Tax ระบบที่รวมการเก็บภาษีและการจ่ายสวัสดิการไว้ในกลไกเดียวกัน โดยวัดจากรายได้จริง ของแต่ละคนเป็นหลัก ถ้ารายได้สูงก็จ่ายภาษีมากขึ้น ถ้ารายได้ต่ำก็ไม่ต้องเสียภาษี แต่จะได้รับเงินอุดหนุนกลับไปแทน

แนวคิดนี้ต่างจากการแจกเงินแบบเดิมที่ใช้ป้ายกำกับอาชีพหรือสถานะ เช่น “เกษตรกร” หรือ “ผู้สูงอายุ” เป็นตัวตัดสิน เพราะไม่อาจรู้ได้จากป้ายเหล่านี้ว่าใครลำบากจริง

โดย NIT จะมองข้ามฉลากเหล่านั้น แล้วมุ่งดูสิ่งที่บอกสถานะทางเศรษฐกิจได้ชัดที่สุด คือ “รายได้ของคุณ”

ตัวอย่าง ถ้ารัฐกำหนดเส้นรายได้ 100,000 บาทต่อปี สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่านี้ ก็ต้องจ่ายภาษีตามปกติ แต่ถ้ารายได้น้อยกว่านี้ ก็จะได้รับเงินอุดหนุน

ดังนั้น เมื่อยื่นภาษีรัฐตรวจรายได้ก็รู้ว่าต้อง “จ่าย” สวัสดิการให้หรือไม่ เท่าไร โดยไม่ต้องวิ่งสมัครโครงการช่วยเหลือต่างๆ ให้เสียเวลา

ดร.พิพัฒน์สรุปว่า ข้อดีของ NIT เมื่อเทียบกับระบบอุดหนุนอื่นก็คือ ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด ที่ทำให้คนหลีกเลี่ยงการทำงานเพื่อให้ยัง “จน” อยู่ เพราะการอุดหนุนจะ “ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป” เมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่หายวับทันที ทำให้ไม่มี “แรงจูงใจเชิงลบ” ที่คนจะเลี่ยงงานเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ

ทั้งยังเป็นระบบที่เชื่อมโยงโดยตรงกับภาษีรายได้ ทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่าสวัสดิการแบบแจกตรง นอกจากนี้ หากระบบ NIT เกิดขึ้นก็จะทำให้รัฐเข้าใจประชาชนมากขึ้น ว่าคนเดือดร้อนคือใคร อยู่ที่ไหน

อย่างไรก็ดี ดร.พิพัฒน์ระบุว่า negative income tax ยังมีความท้าทายสำหรับประเทศไทยเพราะมีคนอยู่นอกระบบจำนวนมาก ขณะที่การตรวจสอบรายได้ก็ไม่ง่าย อาจทำให้เกิดปัญหา “คนอยากจน” และอาจทำให้ภาระของรัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

เพราะไทยยังถือว่าเป็นประเทศที่ใช้ “เงินสด”เยอะ คนสามารถปกปิดรายได้หรือ “ซ่อนรายได้” ได้ง่าย จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิด “คนอยากจน” เพื่อรับเงินสวัสดิการ

ประเด็นสำคัญก็คือต้องมีระบบข้อมูลรายได้ที่แม่นยำ จึงจะทำให้โมเดล NIT ทำงานได้ดีเมื่อรายได้และธุรกรรมส่วนใหญ่ไหลผ่านระบบ เช่น บัญชีธนาคารหรือระบบภาษี

ดังนั้นการ “ลดธุรกรรมเงินสด” น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก

ล่าสุด นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร ได้ทำหนังสือไปถึง 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และกรมการศาสนา แจ้งว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ผู้บริจาคให้วัดวาอาราม มูลนิธิ สมาคม กองทุน และองค์การต่างๆ ที่ต้องการรับสิทธิหักลดหย่อนเงินบริจาค หรือหักรายจ่ายการบริจาค ต้องใช้ระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรเท่านั้น ส่วนใบอนุโมทนาบัตรที่เป็นกระดาษใช้ในการหักลดหย่อนภาษีไม่ได้

ดังนั้น ต่อไปหากต้องการบริจาคเงินวัดโดยได้สิทธิลดหย่อนภาษีก็จะต้องใช้ระบบ e-Donation เท่านั้น ซึ่งเมื่อสแกนบริจาคเข้าบัญชีวัด ข้อมูลก็จะมาขึ้นที่กรมสรรพากรเลย ถ้าไปบริจาคเงินสด โดยได้รับใบอนุโมทนาบัตร อันนั้นจะได้แต่บุญ แต่ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีไม่ได้

“การบริจาคผ่านระบบ e-Donation ข้อมูลก็จะวิ่งมาเข้า D-MyTax ของกรมสรรพากร ทำให้ผู้เสียภาษีก็ไม่ต้องเก็บเอกสารหลักฐาน เพราะข้อมูลจะเข้าระบบมาโดยอัตโนมัติเลย จะทำให้ได้รับเงินคืนภาษีรวดเร็วมากขึ้น”

ตอนนี้วัดส่วนใหญ่กว่า 20,000 แห่ง ก็เข้ามาอยู่ในระบบ e-Donation ยังขาดอยู่อีกว่า 4,000 แห่ง ซึ่งการเข้าระบบ วัดไม่ต้องลงทุนอะไร แบงก์จะทำระบบ QR code ให้”

ถือเป็นการสังคายนาเงินบริจาควัดที่มีจำนวนมหาศาล ระบบ e-Donation ทำให้การบริจาคเข้าบัญชีวัดโดยตรง และกระบวนการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้มากขึ้น

นี่คืออีกเรื่องที่กระทรวงการคลังและกรมสรรพากรเดินหน้าจัดระเบียบจัดการ “ภาษี” ซึ่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน เพื่อให้การดำเนินนโยบายโปร่งใสและตรงเป้ามากขึ้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง
ศรีเทพไม่ได้เป็นแค่ ‘เมืองโบราณ’ อาจเป็นกุญแจเปลี่ยนวิธีมอง ประวัติศาสตร์ไทยทั้งระบบ
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (184)