MatiTalk เกษม เพ็ญภินันท์ : บาดแผลพรรคประชาชน บาดแผลเพื่อไทย ในวันที่ ‘อนุรักษนิยม’ น้ำเงินเบ็ดเสร็จ
สัมภาษณ์/เรียบเรียง พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
ผศ.ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ่านการเมืองหลังเลือกตั้ง 2569 ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกินคาดสำหรับที่ภูมิใจไทย ได้คะแนนมาเป็นที่ 1 จุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาดของพรรคประชาชนเอง ตอนที่เขาไปโหวตให้กับคุณอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีโดยที่ปฏิเสธที่จะร่วมรัฐบาล
ผมคิดว่าอันนี้เป็นความผิดพลาด 2 อย่าง
1. ความผิดพลาดต่อตัวพรรคประชาชนเอง แทนที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางการเมืองด้วยการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ แม้ในระยะเวลาอันสั้น อย่างน้อยที่สุดก็เรียนรู้การบริหารงานภาครัฐ ที่สำคัญก็คือ การตรวจสอบภายในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเอง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจำนวนของ ส.ส.ของตนเองประมาณ 150 เสียง ส่วนภูมิใจไทยประมาณ 70 กว่าที่นั่ง ณ เวลานั้นตัวเองได้เปรียบและสามารถที่จะเข้ามาควบคุมดูกลไกสำคัญ เช่น เรื่องที่พรรคประชาชนน่าจะทำคือการจัดการกับปัญหาของประกันสังคม การเป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น อย่างน้อยที่สุดทำให้ปัญหาต่างๆ มันคลี่คลาย และสามารถวางแนวทางเชิงนโยบายได้
ความผิดพลาดที่ 2 ที่หนักกว่านั้น คือต่อตัวระบบประชาธิปไตยเอง เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเหมือนกับ “การสร้างจารีตใหม่” หรือ “สร้างระเบียบใหม่” ว่าไม่จำเป็นจะต้องร่วมรัฐบาลก็ได้ ซึ่งมันเป็นปัญหากับตัวระบบ และทำให้พรรคภูมิใจไทย จากที่เคยได้ 70 ที่นั่งในรอบนั้น สามารถที่จะใช้ความได้เปรียบของการเป็นฝ่ายบริหาร เข้ามาควบคุมจัดการทำให้เกิดความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
ผมคิดว่า นี่คือจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยที่มีความได้เปรียบทุกด้านในเวลานี้
แต่พรรคประชาชนกลับเสียเปรียบ เพราะว่าในบทบาทของฝ่ายค้านและปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าทั้งภายในพรรค และการแข่งขันในการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีแคมเปญหรือทิศทางที่โดดเด่นเหมือนครั้งที่แล้ว
ส่วนพรรคเพื่อไทย (พท.) สำหรับผมคือได้มากกว่าที่คาด แต่ปัญหาของพรรค ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความผิดพลาดใน 2 เรื่อง
1. เมื่อตอน พท.เป็นรัฐบาลไม่สามารถที่จะ deliver นโยบายที่หาเสียงไว้ได้ แม้จะมีความพยายาม ต่อให้ตัวพรรคหรือสมาชิก/บุคคลในพรรคพยายามออกมาแก้ต่างยังไงก็ตาม เมื่อไม่สามารถที่จะ deliver นโยบายได้ก็คือไม่ได้
2. ปัญหาเรื่องชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะคลิปของอดีตนายกฯ อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ที่เป็นประเด็นเรื่องของอังเคิล ผมคิดว่ามันสร้างความโมโหความโกรธแค้นไม่พอใจให้กับคนที่มีความรักต่อชาติ ไม่ว่าเป็นคนกลุ่มไหนก็ตาม
เราไปดูฐานคะแนนหรือฐานเสียงพรรคเพื่อไทย กับสัดส่วนของผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งส่วนหนึ่ง ฐานเดิมของเพื่อไทยในภาคอีสานหายไปประมาณ 16% โดยเฉพาะคะแนน partylist ซึ่ง 16% นี้คือคะแนนที่สอดคล้องกันเมื่อคำนวนจากตัวเลขข้อมูลต่างๆ ของผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
แล้วเท่าที่พอได้สัมภาษณ์หรือพูดคุยกับบรรดาผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเขาเหมือนจะลงโทษพรรคเพื่อไทยในความผิดพลาดที่ก่อขึ้น และยังทำใจไม่ได้ที่จะเลือกพรรคอื่น
ดังนั้น เมื่อไม่ได้เลือกเพื่อไทยก็ไม่เลือกพรรคอื่นด้วย ทางออกของเขาก็คือไม่ไปใช้สิทธิ์
ผมคิดว่า นี่คือบทเรียนราคาแพงที่พรรคเพื่อไทยต้องยอมรับ โดยไปดูว่าฐานเสียงที่มันหายไปจากครั้งก่อนประมาณ 10 ล้านคน สัดส่วนมันหายไปค่อนข้างเยอะ และปรากฏมากที่สุดในภาคอีสาน

บทเรียนพรรคประชาชน
ผมคิดว่าทีมยุทธศาสตร์ทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ตัดสินใจเรื่องของการโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ และคนวางแคมเปญ รูปแบบของการหาเสียงเลือกตั้ง ตลอดจนการคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. กลไกต่างๆ เป็นปัญหา
ส่วนปัญหาใหญ่ของของพรรคประชาชนก็คือ การสนับสนุน ส.ส.เขตมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย เพราะอย่าลืมว่าผู้สมัคร ส.ส.เขตพรรคนี้ต้องช่วยเหลือตัวเองทั้งทุนทรัพย์และทรัพยากรอื่นๆ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ มีการจัดสรรทรัพยากร
อย่าบอกว่าพรรคประชาชนไม่มีเงิน อย่าลืมว่ามันมีกองทุนของพรรคการเมือง ถึงแม้ว่ามันจะไม่มากแต่อย่างน้อยคือการจัดสรรสิ่งต่างๆ เหล่านี้หรือการระดมทุนจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย กกต.อนุญาต มันสามารถทำได้เพื่อที่จะให้บุคลากรที่เหมาะสมในการลงแข่งขันใน ส.ส.เขต
ไม่ใช่ปล่อยให้พรรคอย่างภูมิใจไทย-พรรคเพื่อไทยใช้ศึกของบ้านใหญ่ แต่พรรคของประชาชนคือศึกของบ้านใหม่ที่ต้องการที่จะมีบทบาทและเข้ามามีส่วนในเวทีทางการเมือง
เวทีของบ้านใหม่ ควรที่จะให้เป็นบุคลากรที่ทำงานในพื้นที่เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนในพื้นที่เหล่านั้น เข้าไปเป็นตัวแทนของเขาในรัฐสภา
และสิ่งหนึ่งที่พรรคประชาชนควรทำก็คือ ทัศนคติต่อเขตและพื้นที่ในตลาดต่างจังหวัด ผมพูดตรงๆ ว่า ส.ส.กทม.อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับพื้นที่มากเพราะว่ามันมีกลไกอื่นๆ มันมีรูปแบบการจัดการแบบอื่น แต่ว่าในต่างจังหวัด ความสัมพันธ์ของท้องถิ่นหรือว่าความเชื่อมโยงสายสัมพันธ์ตรงนี้มีความสำคัญ แล้วพรรคประชาชนไม่ได้เห็นความสำคัญตรงส่วนนี้
ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนในเรื่องนี้ อย่าไปโทษเรื่องของการซื้อเสียงเพียงอย่างเดียว อย่าลืมว่าในหลายๆ เขตที่พรรคประชาชนแพ้ เพราะว่าเขาไม่มีคนที่สร้างสายสัมพันธ์ให้กับชุมชนกลุ่มผู้โหวตเตอร์ในพื้นที่ตรงนั้น
เราก็เห็นว่า ส.ส.จากหลายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ เพื่อไทย แม้แต่กล้าธรรมก็ใช้ความสัมพันธ์ต่อพื้นที่เข้ามาชนะการเลือกตั้งได้เหมือนกัน
การควบคุมเบ็ดเสร็จของ “สีน้ำเงิน”
ผมเห็นว่า แม้ภูมิใจไทยมีความเบ็ดเสร็จของการควบคุมกลไกทางการเมืองทั้งหมด ทั้ง 2 สภาและองค์กรอิสระ แต่คิดว่าปัญหาอย่างเดียวที่ภูมิใจไทยจะต้องทำก็คือการส่งมอบนโยบาย ทำยังไงให้การเมืองนโยบายหรือทิศทางการเมืองมันตอบโจทย์ต่อการเปลี่ยนแปลง รองรับด้วยหลักประกันของความมั่นคง
ผมคิดว่าสิ่งที่ ภท.ต้องทำให้คือความสามารถในการกุมกลไกราชการ เพื่อให้ส่งมอบหรือตอบโจทย์ตามนโยบาย
แต่ปัญหาคือ เรายังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนที่เป็น “เรือธง” ที่สำคัญว่าจะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ไขหรือทำให้ภาพรวมของสังคมไทยมันดีขึ้นได้อย่างไร

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซึ่งมันเป็นหนึ่งในความคาดหวังของคนทั้งสังคมที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง
ผมคิดว่าตรงนี้ต่างหากที่น่าจับตามอง
แต่ในเรื่องของโครงสร้างอำนาจโดยรวม อันนี้ผมไม่แปลกใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเข้าสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเขามีความได้เปรียบอย่างเต็มที่
รัฐพันลึกทำไมเลือกใช้บริการภูมิใจไทย ?
คือภูมิใจไทยไม่ได้ทำอะไรที่ท้าทาย
สิ่งที่เขาทำคือคล้ายๆ ว่าจะเอายังไงก็ได้ ตราบใดที่มันไม่ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือมีปัญหากับระดับผู้นำทางการเมืองหรือฐานรากของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมือง
พูดง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่ภูมิใจไทยทำคือเขายินดีที่จะเป็นตัวแทน และอาสาที่จะเป็นผู้คุมการเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐพันลึก หรือสถาบันทางการเมืองเชิงประเพณีจำนวนหนึ่งไม่ได้ถูกกระทบ
แต่ในทางกลับกัน สามารถสร้างหลักประกันและคุ้มครองสถาบันประเพณีเหล่านั้นให้มีบทบาทที่สูงขึ้น
ทำไมเพื่อไทยไม่ได้รับความไว้วางใจจากรัฐพันลึก ?
ผมคิดว่าความไว้วางใจต่อเพื่อไทยมันไม่ได้มีมาก
เพราะอย่าลืมว่าอดีตบทบาทของเพื่อไทยในหลายๆ เรื่องเป็นการท้าทาย นโยบายการบริหารประเทศและทิศทางของเพื่อไทย
มันไม่ได้สร้างความอุ่นใจให้กับรัฐพันลึกชนชั้นนำมากเท่ากับภูมิใจไทย
ข้อสังเกต
ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ มันคือการสิ้นสุดการหาเสียงด้วยนโยบายประชานิยม
ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้ เพราะทุกพรรคที่หาเสียงด้วยนโยบายแนวนี้กลับไม่ได้คะแนนเสียงอย่างที่คาดคิดไว้ ปัญหาไม่อยู่ที่ตัวนโยบาย ปัญหามันอยู่ที่ไม่มีใครคิดว่านโยบายเหล่านี้ทำได้ และบทเรียนของพรรคเพื่อไทยมันแสดงให้เห็นแล้วว่ามันทำแทบไม่ได้ มันคือความเข้มแข็งของตัวราชการที่เข้มแข็งเกินไป และพรรคเพื่อไทยเองจ่ายราคาแพงมากที่ข้อเสนอนโยบายประชานิยมทุกข้อไม่ตอบโจทย์ความต้องการเลย
พูดง่ายๆ รถไฟฟ้า 20 บาท บางสายมันทำได้ในสายที่เพิ่งเริ่มต้น สายสีเขียว BTS สายสีน้ำเงิน MRT มันยากมากในการจัดการตราบใดก็ตามที่ Economy of Scale ของผู้โดยสารไม่มากพอที่จะทำให้ราคามันลดลง สายรถไฟฟ้าที่ต้องมีอย่างน้อย 12-15 สายขึ้นไปอย่างสมบูรณ์ อันนั้นผมเชื่อสามารถถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายในราคาที่ถูกได้ ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่เกิดขึ้นภายใน 1 เทอมของรัฐบาลแน่ๆ
ถึงบอกว่าการหาเสียงในเชิงนโยบายประชานิยม ผมว่ามันจะลดน้อยลงเพราะมันไม่สามารถตอบโจทย์ได้ และที่สำคัญก็คือ มันไม่สามารถบอกที่มาให้เป็นจริงได้ว่ามาจากตรงไหน ประกอบกับปัญหาการขาดดุลเรื่องของวินัยการคลังของประเทศ ซึ่งมันทำให้คนจำนวนหนึ่งมองว่าไม่น่ามีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นสำคัญผมคิดว่าในแง่ของกลไกของระบอบประชาธิปไตย เราจะเห็นทันทีว่า มันมีการซ้อนทับของความหวาดระแวงต่อระบบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทของพรรคภูมิใจไทยที่ควบคุมกลไกในระบอบการเมืองไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผมคิดว่าอันนี้มันจะเห็นถึงจุดอ่อนหรือข้อด้อยที่สุดท้ายแล้ว ทุกคนจะเห็นว่ามันไม่ควรที่จะมีพรรคหนึ่งพรรคใดหรือว่ากลุ่มก้อนใดเนี่ยมีอำนาจเบ็ดเสร็จขนาดนั้น
ผมคิดว่านี่คือบทเรียนที่สำคัญ และถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่สามารถ deliver อะไรได้ หรือสร้างปัญหาให้กับระบบการเมืองไทยในภายภาคหน้า
มันจะนำมาซึ่งการปรับตัวที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
