MatiTalk เวียดนามจะแซงไทย? อะไรคืออุปสรรค-จุดแข็ง และบทเรียน
รายงานพิเศษ : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“เวียดนามกลายเป็นประเทศเป้าหมายที่หลายคนสนใจมาก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าเวียดนามมีความน่าสนใจในแง่ของการดึงดูดทางด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากเรื่องของการเมืองที่เขาค่อนข้างมีเสถียรภาพ รัฐธรรมนูญเวียดนามกำหนดให้มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวเท่านั้นก็คือพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งก่อตั้งตั้งแต่ปี 1930 จนถึงปัจจุบันก็มีอายุมาถึง 96 ปี แล้วก็ควบคุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ”
นักวิชาการชายแดน ผศ.ดร.สุริยา คำหว่าน อาจารย์จากคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวียดนาม ให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk มติชนสุดสัปดาห์
และว่า การที่การเมืองเวียดค่อนข้างมีเสถียรภาพ ได้นำมาซึ่งนโยบายทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเด่นชัดและก็ชัดเจนไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลายาวนาน เขาดำเนินนโยบายที่เรียกว่าการปฏิรูป หลังจากนั้นก็จะมุ่งเป้าไปสู่การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเลย
ทำให้นักลงทุนสนใจเวียดนามในฐานะของชาติที่มีเสถียรภาพด้านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง
ชมคลิป
ผศ.ดร.สุริยาอธิบายเพิ่มเติมว่าในยุคนี้เวียดนามถูกพูดถึงว่าเป็น “ยุคใหม่” เลขาธิการใหญ่ของพรรคประกาศว่าเขาจะก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่ายุคแห่งความรุ่งโรจน์ของเวียดนาม โดยกำหนดหมุดหมายว่าภายในปี2030 เขาจะยกระดับรายได้ของประเทศให้หลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่ำเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ประชากรมีรายได้ระดับปานกลาง และการที่เป้าหมายทางด้านการเมืองเศรษฐกิจชัดเจนแบบนี้ คิดว่านักลงทุนสนใจมาก
ประเด็นที่ 2 คือทรัพยากร ด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขา ด้านทิศตะวันออกเป็นชายทะเล ซึ่งทะเลเวียดนามมีความยาวประมาณ 3,000 ก.ม. มีนักวิชาการหลายคนบอกว่าแค่ 1 จังหวัดในเวียดนามอาจจะมีลักษณะภูมิประเทศที่ครอบคลุมหลายด้าน
ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนามคือจังหวัดเหงะอาน ที่มีความยาวประมาณ 400 ก.ม.จากชายแดนด้านตะวันออกไปยังด้านตะวันตกมีครบทุกอย่างทั้งภูเขา ที่ราบ และชายฝั่งทะเล ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การค้า การลงทุน
ประเด็นถัดไปที่ต้องพูดถึงคือแรงงาน เวียดนามยังไม่ก้าวเข้าสู่ยุคผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์ เหมือนบางประเทศ ประชากรวัยแรงงานของเขามีเยอะมาก คาดว่าตอนนี้มีประชากรวัยแรงงานประมาณ 54 ล้านคนซึ่งถือว่าเยอะมาก แล้วก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการดึงดูดด้านอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างมาก
ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว เวียดนามเป็นดาวรุ่งที่มาแรงมาก ปี 2025 ที่ผ่านมา เวียดนามรับนักท่องเที่ยวเป็นประวัติการณ์ของประเทศเขามีคนที่เข้ามาท่องเที่ยวเกือบ 23 ล้านคน
ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยกลับมีตัวเลขลดลง 7% เราอาจอนุมานได้ว่าคนที่ลดลงจากประเทศไทย กำลังไปที่ไหน? เพราะว่าตลาดบางตลาด เช่น นักท่องเที่ยวจีน ก็เป็นตลาดเช่นเดียวกับเรา หรือเวียดนามก็สนใจนักท่องเที่ยวเกาหลี ญี่ปุ่น เช่นเดียวกับเรา
เวียดนามกลายเป็นดาวดวงใหม่ด้านการท่องเที่ยว เขามีทั้งชายฝั่งทะเล ธรรมชาติ ภูเขา และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เขาเนรมิตขึ้นมา เช่น เขาไปลงทุนบางจุดในภาคกลาง อาทิ ที่บานาฮิล หรือการมี entertainment complex ค่อนข้างครบวงจร หรือไปสร้างบนภูเขาขนาดใหญ่
ชี้ให้เห็นว่าด้านการท่องเที่ยวเวียดนามมีทั้งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งที่เรียกว่า man made สิ่งเหล่านี้คล้ายๆ กับเป็นเสน่ห์ที่รวมกันแล้วก็ดึงดูดให้เวียดนามเป็นประเทศที่น่าจับตามองอย่างยิ่งใน พ.ศ.นี้
: แล้วเวียดนามมีอุปสรรคอะไรหรือไม่?
อุปสรรคในการพัฒนาประเทศของเวียดนามก็มี เป็นคล้ายๆ กับโอกาสของเขา อย่างที่ผมบอกว่าชายฝั่งทะเลของเขายาวถึง 3,000 ก.ม. ซึ่งในแต่ละปีเขาเผชิญกับมรสุมเยอะมาก
ในแต่ละปีเวียดนามจะรับพายุลูกใหญ่ๆ คิดว่าอย่างน้อยประมาณ 10 ลูก และบางปีสูงถึง 20 ลูก พายุเหล่านี้เข้ามาในแต่ละจุดของเวียดนามแบบไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
ยกตัวอย่างเช่น ภัยพายุที่เข้ามาแล้วทำให้เกิดน้ำท่วมและทำให้เกิดการอพยพคนจำนวนทีละหลายแสนคน เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการที่จะทำให้บริษัทที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามอาจจะต้องขบคิดมากหน่อย
ประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องแรงงาน แม้ว่าเขาจะมีมากก็จริง แต่อาจจะต้องพัฒนา เพราะต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะฝีมือ เวียดนามอาจจะต้องยกระดับขึ้นมาเพื่อดึงดูดนักลงทุน
และสิ่งที่พรรคคอมฯ เวียดนามปักหมุดไว้ก็คือการพัฒนาอุตสาหกรรมทางดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์
เวียดนามอาจจะต้องคิดถึงเรื่องการยกระดับมาตรฐานด้านฝีมือแรงงานของคนในประเทศมากยิ่งขึ้น
: คำถามยอดฮิต มีโอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยหรือไม่?
ผมได้รับคำถามแบบนี้เยอะมาก และคิดว่าตอบยากพอสมควร
คิดว่าการแข่งขันระหว่างไทยกับเวียดนามไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคที่เวียดนามพยายามที่จะเผยแพร่อิทธิพลลงไปในบริเวณตอนใต้ของเวียดนาม แล้วก็ลงไปจนถึงที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง
ทำให้เราไปปะทะ “ปริมณฑลอำนาจระหว่างสยามกับเวียดนาม” ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ อย่างน้อยในห้วง 200-300 ปีที่ผ่านมา แต่ในยุคโบราณเวียดนามอาจจะแข่งกับสยามตรงที่เราพยายามเข้าไปมีอิทธิพลในรัฐกันชนก็คือลาวกับกัมพูชาซึ่งก็มีการต่อสู้ช่วงชิงกันมาโดยตลอด
คิดว่าชนชั้นนำทั้ง 2 ประเทศมีไอเดียแบบนี้มาโดยตลอด คือพยายามแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างรัฐใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ในยุคใหม่เมื่อพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ คิดว่าโดยเฉพาะหลังจากปี 1986 เวียดนามดำเนินการปฏิรูปนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ นักลงทุนไทยในช่วงแรกก็อาจจะคิดว่านี่คือโอกาสของนักลงทุนไทยเพราะเราจะต้องเข้าไปลงทุนในเวียดนามซึ่งเป็นประเทศที่กำลังเริ่มต้น
แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา ผมคิดว่าเขาเรียนรู้ค่อนข้างเร็ว เวียดนามพยายามเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงประเทศไทย โดยการดูความสำเร็จรวมถึงความผิดพลาดด้านการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยพยายามที่จะถอดบทเรียนออกมาเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศของเขา
แม้ว่าพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามจะเป็นพรรคเดียว แต่ผมคิดว่าเขาปรับตัวได้รวดเร็วแล้วก็ยืดหยุ่นตลอดเวลา
อีกตัวอย่าง ในยุคนี้เขาอยู่ภายใต้บริบทของการช่วงชิงระหว่างมหาอำนาจใหญ่ 2 มหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกาและจีน เวียดนามก็พยายามปรับบริบทตรงนี้ให้เป็นสิ่งที่เรียกว่าการเมืองแบบลู่ลม
ซึ่งคิดว่าในแบบเรียนประวัติศาสตร์เวียดนามมีการพูดถึงนโยบายการต่างประเทศแบบไผ่ลู่ลม ในสมัยรัชกาลที่ 5 ของเรา
คิดว่านี่อาจจะเป็นการถอดบทเรียนอะไรบางอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อที่จะให้ตัวเองได้มีบริบทในการพัฒนาประเทศที่ค่อนข้างจะสอดคล้องกับสถานการณ์ตลอดเวลา
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เวียดนามในหลายส่วนอาจจะยังตามหลังไทยอยู่ เช่น GDP โดยรวม แต่คิดว่าเขาตามหลังไทยอยู่ไม่มากนัก ไทยเป็นอันดับที่ 3 ในขณะที่เวียดนามก้าวมาเป็นอันดับที่ 4 แต่คิดว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปี เราอาจจะมีการสับเปลี่ยนระดับกัน คือเวียดนามอาจจะขยับขึ้นไปที่อันดับ 3 ไทยอยู่อันดับที่ 4 เนื่องจากเขามีประชากรเยอะมาก 100 ล้านคน สเกลใหญ่มาก แค่ผลิตในประเทศก็คุ้มในเชิงเศรษฐกิจแล้ว
ดังนั้น ในแง่ของ GDP ผลิตภัณฑ์มวลรวมในอนาคตอาจจะถึงเวลาที่เรียกว่ามีการเปลี่ยนแปลงระหว่างไทยกับเวียดนามในอนาคตอันใกล้
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคิดถึงรายได้เฉลี่ยระหว่างประชากรในประเทศ ไทยยังนำอยู่พอสมควร คิดว่าตรงนี้เขาอาจจะตามมาได้ไม่เร็วมากนัก ซึ่งคิดว่าการจะแซงได้ก็อาจจะต้องใช้เวลาสักทศวรรษหรือ 10 ปีเป็นอย่างน้อย เพราะปัจจุบันเวียดนามก็พยายามใช้แรงงานแล้วก็มีการพยายามควบคุมราคาแรงงานในประเทศอยู่
แต่บางอย่างก็ใกล้เข้ามาแล้ว อย่างที่พูดถึงการท่องเที่ยว คิดว่ามีการแข่งขันกันสูงมากระหว่างไทยกับเวียดนาม มีการช่วงชิงนักท่องเที่ยวจีน
ดังนั้น คิดว่าในหลายแง่มุม ในบางส่วนเวียดนามอาจจะนำเราไปแล้ว เช่น การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ FDI ตอนนี้เวียดนามไปเยอะมากแล้ว แซงไทยไปเยอะมาก
แต่ว่าเราเองก็ยังมีจุดแข็งอะไรบางอย่าง เช่น อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ ในขณะที่เวียดนามมีการผลิตเพื่อการส่งออก
คิดว่าในอีก 5 ปี เราอาจจะเห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปได้ชัดมากกว่านี้
ที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย เรื่องของแนวคิด concept หลักของเขา คือการที่เขาทำให้ระบบราชการกระชับขึ้น ลีนขึ้น ลดขั้นตอน แล้วก็ลดการใช้คนลงไปได้จำนวนมาก
ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้ท้าทายมากสำหรับประเทศไทย
ตัวผมอยู่ต่างจังหวัดรู้ดีว่าตอนนี้เราเกิดองค์กรอะไรขึ้นเยอะแยะมากมาย ในจังหวัดผม มีหน่วยงานที่ตั้งมาเพิ่มเติมขึ้นมากมายและดูเหมือนว่าจะกำลังขยับขยายออกไปอีก
ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะช่วยอะไรบางอย่างหรือเปล่า แม้กระทั่งในระดับที่เรียกว่าหน่วยงานของรัฐ ไปจนถึง “องค์กรอิสระ” ที่เราก็ต้องตั้งคำถาม ในช่วงที่ผ่านมาก็ค่อนข้างชัดเจน
ดังนั้น คิดว่าสิ่งที่เราอาจจะต้องจับตามองแล้วถอดบทเรียนสำหรับประเทศที่เขากำลังทำให้เราเห็นชัดๆ อยู่ก็คือเรื่องการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ-ราชการ โดยการปรับลดคนลงบางอย่างอาจจะต้องใช้ out source บางหน่วยก็จะต้องควบรวม โดยที่พยายามไม่คิดถึงภาวะของสิ่งที่เรียกว่า “การต่อรองอำนาจ” หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าโควต้าสำหรับพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ อะไรแบบนี้
ซึ่งท้าทายมาก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
