ในประเทศ
อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย กกต.ไปต่อ หรือลาก่อน
กระแสในบ้านเมืองเราช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คนพากันรำลึกความหลังกันเยอะ
ตั้งแต่คอนเสิร์ตป๊อปปูล่าร์ที่สุดของสองพี่น้องร็อกเกอร์ระดับตำนาน อัสนีและวสันต์ ใช้ชื่อว่า FAREWELL CONCERT “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” จัดขึ้น ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี
คนแห่จองบัตรจนหมดอย่างรวดเร็ว พากันไปชมคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์อย่างมีความสุข รำลึกถึงเพลงฮิตติดหู
สร้างความทรงจำร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย
ในข่าวสารบ้านเมืองที่คดีฮั้ว ส.ว.กำลังเคลื่อนมาถึงจุดสำคัญสุดในสัปดาห์นี้ ก็เห็นคนพากันรำลึกความหลังกันไม่น้อย
ตั้งแต่นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวสปีชบนเวทีวิชาการหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ประกาศจุดยืนการเมืองเชิงยอมรับผิด จากการทำงานในอดีต
“เสียใจมากที่สุด… เป็นความผิดพลาดของกรรมการยกร่าง คือการร่างระบบ ส.ว.”
หรือจะเป็นสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มเสื้อเหลือง ที่ในสัปดาห์นี้ได้ฤกษ์จับไมค์วิจารณ์คดีฮั้ว ส.ว.และการขายชาติ ประกาศเตรียมลงถนน เดินสายทั่วประเทศ ภายใต้ภารกิจทวงคืนประเทศไทย
ขณะที่ฝั่งรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมกับทัพนักการเมืองค่ายภูมิใจไทย สัปดาห์นี้ก็ยกประเด็นรำลึกความหลังเช่นกัน แต่เป็นการรำลึกว่าด้วยการขอบคุณค่ายสีส้ม ที่โหวตให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
เป็นสัปดาห์แห่งการรำลึกความหลังเหมือนกัน แต่มีเป้าหมายต่างกันสุดขั้ว
เพราะนครินทร์คืออดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสายอนุรักษนิยมที่มีประวัติการวินิจฉัยแบบ “จัดหนัก” เอาผิดนักการเมืองค่ายส้ม และผู้ที่จะมาแตะต้องรัฐธรรมนูญปี 2560 มาแล้วอย่างโชกโชน
แต่นครินทร์ในวันนี้ ดูจากน้ำเสียงแล้วคงไม่ปลื้มการเมืองระบอบสีน้ำเงินสักเท่าไร
เช่น การออกตัววิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของวุฒิสภา ว่ามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำจากระบบการเลือกกันเอง เปิดช่องให้นักการเมืองยึดวุฒิสภา พร้อมย้ำว่ารัฐธรรมนูญต้องเป็นของคนทุกสี
ขณะที่ข้อเสนอการเปลี่ยนประเทศของนักศึกษาหลักสูตร วปอ. (ซึ่งเต็มไปด้วยราชการ ฝ่ายความมั่นคง และผู้บริหารเอกชนระดับสูง) ในปีนี้ก็น่าสนใจ
เพราะเป็นปีแรกที่นักศึกษา วปอ.เสนอให้เปลี่ยนประเทศด้วยการวางรากฐานรัฐธรรมนูญใหม่ ฟังเสียงประชาชน ลดการรวมศูนย์อำนาจ-รวบอำนาจ กระทั่งเปลี่ยนระบบการเลือก ส.ว.ใหม่ กลับใช้ระบบเลือกตั้งแทนระบบเดิม
สะท้อนว่าคนในสังคมแม้แต่แวดวง “อีลิต” ก็รับไม่ได้กับที่มา ส.ว.ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ทำทรงมีเจตนารมณ์ที่ดีเลิศ แต่มาใช้จริงกลับพลาดท่า เจอนักการเมืองรุ่นเก๋าอ่านเกมฮั้ว ออกแบบการรวบอำนาจสำเร็จ
สอดคล้องกับเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ได้เห็นปัญญาชนฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตมือร่างรัฐธรรมนูญยุค คสช. และอดีตรองนายกฯ สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แท็กทีมกับวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คู่อริพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยวัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. ยุครัฐบาล คสช.
ตบเท้า ปล่อยอาวุธหนักใส่ กกต. และปัญหาคดีโกงเลือก ส.ว.ว่าสะท้อนความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของระบบตรวจสอบในปัจจุบัน ทั้งยังเรียกระบบเลือก ส.ว.ปัจจุบันว่าเป็นระบบที่วิปริต เป็นนวัตกรรมที่ไม่มีที่ไหนในโลก
เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ ที่ปัญญาชนเนติบริกรสายอนุรักษนิยม เคยทำงานใต้รัฐบาลทหาร เริ่มหันมาตั้งคำถาม แม้แต่ออกตัวชนกับ “การเมืองระบบสีน้ำเงิน” มากขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำเสื้อเหลือง จากที่เคยยอมให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ไม่ได้ออกตัววิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจัง วันนี้เริ่มจับไมค์ปราศรัย ประกาศเดินสายทั่วประเทศปลุกให้ผู้คนตื่นรู้ โดยยังยึดวาระในกรอบชาตินิยมเป็นหลัก เช่น การสู้อิสราเอล หรือจีนเทา มากกว่าตั้งเป้าล้มรัฐบาลก็ตาม
ไม่ว่าเป้าหมายการขยับของกลุ่มอนุรักษนิยมกลุ่มต่างๆ จะเป็นอย่างไร แต่อาการที่ปรากฏในสัปดาห์นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือแนวโน้มสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานการเมืองรองรับระบอบสีน้ำเงิน หรือเคยใช้ระบอบสีน้ำเงินเป็นเครื่องมือทางการเมือง
วันนี้เริ่มตีตัวออกหาก กระทั่งมีแนวโน้มปฏิปักษ์กับผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเรื่อยๆ
มากกว่านั้นคือ การขยับรอบนี้เป็นการปักหมุดการเมืองครั้งใหญ่ ว่าถึงเวลาต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญปี 2560 ปฏิรูปองค์กรอิสระ ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร
ส่วนฟากรัฐบาลที่สัปดาห์นี้หันมารำลึกความหลังครั้งเซ็นเอ็มโอเอ ก็เพื่อเย้ยหยันทางการเมืองพรรคฝ่ายค้าน
เพราะปัญหาที่คนคาดหวังว่าจะเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของอำนาจรัฐบาลจะปรากฏชัดในสัปดาห์นี้ นั่นคือกรณีคดีโกงฮั้ว ส.ว.ที่อยู่ในช่วงนับถอยหลัง
เอาเข้าจริง อาการปรากฏของผู้มีอำนาจและกองทัพค่ายสีน้ำเงินตลอดเดือนที่ผ่านมาก็ชวนให้คิดอย่างหนึ่งว่า ผู้มีอำนาจตอนนี้ไม่ได้กังวลต่อผลการวินิจฉัยใดๆ มากเท่าผลสะเทือนทางสังคมที่จะเกิดขึ้นหลังผลการพิจารณาปรากฏมากกว่า
ถามว่าดูจากอะไร ก็ดูจากระดับการตอบโต้ทางการเมือง ความถี่ และคุณภาพของการตอบโต้
ล่าสุดถึงกับเปลี่ยนโฆษกรัฐบาลใหม่ในสัปดาห์นี้ เป้าหมายคือเปิดเกมรุกทางการเมืองกับฝ่ายค้านด้านสื่อสาร
ตัวอย่างล่าสุดคือ นายกฯ แท็กทีมกับโฆษกรัฐบาลคนใหม่ ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียฟาดกลับวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่ออกมาแซวรัฐบาลด้วยเรื่องเล็กน้อย
การเข้าร่วมตอบโต้ในประเด็นยิบย่อย ภายใต้วิกฤตประเทศที่หนักหนาสาหัส รอให้รัฐบาลใช้เวลามาแก้ไข นอกจากทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลถูกมองแง่ลบ ในทางการเมืองยังสะท้อนความเปราะบาง อ่อนไหว ไม่มั่นคงบางประการ
ความไม่มั่นคง เปราะบางนี้ยังถูกตอกย้ำซ้ำๆ จากปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาลเอง เช่น จากสัปดาห์ก่อนคือการชิงยื่นอภิปรายวาระภาคใต้เร่งด่วน แซงคิวอภิปรายรายงาน กกต. โดยใช้เสียงข้างมากและอำนาจของประธานกำหนด เพื่อหวังเบรกมิให้กระแสวิจารณ์คดีฮั้ว ส.ว.ลุกลามบานปลาย มิให้ฝ่ายค้านได้โอกาสเติมเชื้อไฟ
หรือจะเป็นการอภิปรายงบประมาณในสัปดาห์นี้ ขนาดฝ่ายค้านแค่ทำป้ายตัวเลข 229 มาทำมีมในสภา ฝ่ายรัฐบาลยังสู้กลับทำตัวป้ายเลข 44 เย้ยฝ่ายค้านที่กำลังถูกศาลฎีกาพิจารณายุบพรรคกรณียื่นแก้ 112 หรือการทำป้ายครบรอบ 1 ปี เอ็มโอเอน้ำเงินส้มเพื่อเย้ยหยันฝ่ายค้านที่เคยหลงกลมาโหวตให้สีน้ำเงิน
ยิ่งวันนี้ภาคประชาสังคม ไอลอว์ สมทบด้วยผู้นำฝ่ายค้านชวนประชาชนลงถนนแสดงพลังให้ กกต.ทำตามกฎหมายคดีฮั้ว ส.ว. ยิ่งส่งสัญญาณไม่ค่อยดีกับรัฐบาล
เพราะรู้ว่าเรื่องนี้จะลุกลามไปขนาดไหน?
ต้องไม่ลืมว่าเรื่องฮั้ว ส.ว.ถ้าว่ากันตามหลักการ นี่คือสารตั้งต้นสำคัญที่น่าจะนำไปสู่การขยายผลทางการเมืองได้ไม่ยาก แต่มันยังไม่มีใครเคยทำอย่างจริงจังระดับระดมพลลงถนน
วันนี้ปัจจัยหลายอย่างค่อนข้างเป็นใจ ขาดก็แต่ผู้นำ
1. คดีถูกยื้อเข้าสู่ปีที่ 3 โดยสังคมไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการไต่สวน รวบรวมหลักฐาน มีข่าวมาต่อเนื่องว่า กกต.อาจจะไม่ส่งฟ้อง
2. กกต.ไม่ยอมรับผลวินิจฉัยของคณะกรรมการไต่สวนสอบสวน ชุดที่ 26 แต่กลับตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยกระบวนการทำงานและผลการวินิจฉัยยังเต็มไปด้วยคำถามและข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใส
3. กระบวนการเลือก ส.ว.มีมูลเหตุของความไม่ชอบมาพากลจริง คนที่ติดตามข่าวสารมาตั้งแต่ปี 2567 ก็ได้เห็นความผิดปกติของกระบวนการนี้มาตลอด
ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอจนถึงจังหวัด ตั้งแต่การจัดการอย่างเป็นระบบ การนัดแนะพบปะกัน การโหวตตามโพย แม้แต่คลิปที่กรรมการรู้เห็นเป็นใจ ยิ่งสร้างข้อสงสัยจากสังคม
4. หลักฐานที่ถูกปล่อยจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม ทั้งหลักฐานการเงิน หลักฐานพยาน การประสานงาน พูดคุย คลิปวิดีโอ
นำมาสู่ข้อสรุปเบื้องต้นได้ว่า กกต.คงจะวินิจฉัยยกฟ้องทั้งหมด ตามมติคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ไม่ได้ เพราะหลักฐานมันฟ้อง แต่ก็ต้องไม่ฟ้องจนกระทบกระเทือนผู้มีอำนาจ
ไม่ว่าผลวินิจฉัยคดีนี้จะเป็นอย่างไร แต่ที่เห็นตรงกันแล้วคือ คดีนี้เป็นหมุดหมายสำคัญในการนับถอยหลังการเปลี่ยนแปลงขององค์กรอิสระอย่าง กกต.เอง
แน่นอน หลังจากนี้ กกต.ยังคงทำหน้าที่ต่อเพราะมีความชอบธรรมตามกฎหมาย แต่ความชอบธรรมทางการเมืองอาจจะตรงกันข้าม
วันนี้ไม่ว่าจะมีจุดยืนแบบซ้ายหรือขวา ไม่ว่าเสรีนิยมประชาธิปไตย หรืออนุรักษนิยมประชาธิปไตย
ถ้าไม่ปิดหูปิดตามากเกินไปนัก ต่างก็เห็นตรงกันแล้วจุดหนึ่ง
จุดที่อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้ายว่า องค์กรอิสระบางองค์กร ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแล้ว…
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
