
บรรดานักสิ่งแวดล้อมพากันตื่นเต้นกับข่าวสภากรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ มีมติเห็นชอบกับงบประมาณ “ภูมิอากาศ” (climate budget) ซึ่งเสนอโดยรัฐบาลท้องถิ่นที่พรรคฝ่ายซ้ายคุมเสียงข้างมาก
งบประมาณภูมิอากาศใช้มาตรฐานเดียวกับงบประมาณการเงิน คิดคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ บ้านเรือนและกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในกรุงออสโลออกมาเป็นมูลค่าเงิน
มติดังกล่าว รัฐบาลท้องถิ่นแห่งกรุงออสโลเป็นผู้ผลักดันเพื่อสอดรับกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศให้เหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ภายใน 4 ปีข้างหน้าเมื่อเทียบกับปี 2533 และในปี 2573 หมายมั่นเป็นเมืองหลวงปลอดก๊าซพิษ
เมื่อปี 2533 กรุงออสโล คำนวณการปล่อยก๊าซพิษอยู่ที่ระดับ 1.2 ล้านตัน และปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านตัน
ถ้าหั่นไปครึ่งหนึ่งตามนโยบายลดโลกร้อนจะเหลือ 6 แสนตัน
นักสิ่งแวดล้อมยอมรับว่าเป็นงานที่ท้าทายมาก ประเทศมหาอำนาจของโลกยังไม่กล้าตั้งเป้าใหญ่ขนาดนี้เลย แค่เพื่อนร่วมโลกขอให้หั่น 5 เปอร์เซ็นต์ยังร้องกันระงม
หลังสภามีมติออกมาแล้ว รัฐบาลกรุงออสโลจะเพิ่มค่าธรรมเนียมการขับรถยนต์เข้าไปในใจกลางเมืองหลวงเพิ่มขึ้น
ปกติแล้ว การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลในกรุงออสโลเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสเพราะมีกฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวดมาก โดยเฉพาะกฎหมายสิ่งแวดล้อม
รถยนต์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลถ้าขับเข้าไปในกรุงออสโล ต้องเสียค่าธรรมเนียมวันละ 32 โครนเนอร์ หรือตกราวๆ 138 บาท
ในฤดูหนาวจะคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเนื่องจากคนขับต้องเร่งเครื่องบ่อยๆ ให้เครื่องยนต์อุ่น การปล่อยก๊าซพิษจึงมีปริมาณมากขึ้น
คาดว่า ฤดูหนาวปีนี้ ค่าธรรมเนียมการขับรถเข้าไปในกรุงออสโลจะพุ่งเป็นวันละ 160 โครนเนอร์ หรือราว 690 บาท
นอกจากคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มแล้ว ผู้บริหารกรุงออสโล ยังควบคุมพื้นที่จอดรถยนต์ จำกัดให้เหลือน้อยลง แต่สร้างที่จอดจักรยานเพิ่มอีก
ถ้าลดพื้นที่จอดรถยนต์ 1 ช่อง เท่ากับว่า จะมีที่จอดจักรยานเพิ่มได้อีก 15 คัน
ขณะเดียวกัน สภากรุงออสโลอนุมัติเงินจำนวน 79.5 ล้านโครนเนอร์ สนับสนุนโครงการขนส่งมวลชนในปีหน้า แต่ให้เพิ่มราคาค่าโดยสารอีก 4.5 เปอร์เซ็นต์พร้อมๆ กับสร้างทางจักรยานใหม่และขยายเลนรวมระยะทาง 56 กิโลเมตร
นอกจากนี้ ยังมีแผนหักเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญกับผู้ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ชาวออสโลมีรถยนต์ส่วนตัวที่ยังใช้เครื่องยนต์รุ่นเดิมไปราว 350,000 คัน ถ้ามติของสภามีผลออกบังคับใช้เมื่อไหร่ ต้องร้องจ๊ากกันลั่น
ความจริงแล้วรัฐบาลท้องถิ่นชุดนี้ได้ประกาศตั้งแต่ชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกันยายนปีก่อนว่าจะทำให้กรุงออสโลปลอดจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซภายในปี 2562
ส่วนรัฐบาลกลางได้ประกาศนโยบายลดโลกร้อนโดยจะเป็นประเทศปลอดก๊าซพิษภายในปี 2573 และยังเตรียมแผนออกกฎหมายว่าด้วยการยุติขายเชื้อเพลิงจากฟอสซิลในปี 2568
ถ้าทำได้จริง นั่นหมายความว่า อีก 8 ปีข้างหน้านอร์เวย์ไม่มีปั๊มน้ำมัน ปั๊มก๊าซ
จึงกล่าวได้ว่าประเทศนอร์เวย์ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนอย่างมาก
รัฐบาลทุกชุดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลางหรือท้องถิ่นต่างลงมือทำเรื่องนี้จริงๆ จังๆ ต่อเนื่องมายาวนาน
นโยบายลดโลกร้อนของรัฐบาลนอร์เวย์ที่เห็นเด่นชัดนั่นคือการลงทุนสนับสนุนโครงการรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (Electric Vehicle) เพื่อชักชวนให้ประชาชนใช้อีวีอย่างสะดวกสบาย
รัฐบาลนอร์เวย์ ช่วยสนับสนุนบริษัทบัดดี้ อิเล็กทริก ผลิตอีวีขายให้กับชาวนอร์เวย์
รถบัดดี้รูปร่างเหมือนกล่องกะทัดรัด โครงทำจากเหล็กกล้าชุบเคลือบสังกะสี ตัวถังใช้ไฟเบอร์กลาส ติดตั้งอุปกรณ์เรียบง่าย วิ่งได้เร็วเฉลี่ย 20-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ชาร์ต 1 ชั่วโมงวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตร ถ้าชาร์ตให้เต็มใช้เวลา 6-8 ชั่วโมง
รัฐบาลยังสนับสนุนโครงการสร้างสถานีชาร์ตแบตเตอรี่บนทางไฮเวย์เชื่อมระหว่างเมืองจำนวนมาก จัดโครงการลดหย่อนภาษีให้กับโรงแรมที่มีเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่สำหรับอีวี
อีวีที่วิ่งเข้าไปในเมืองไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม และจัดที่จอดให้เฉพาะ
ในกรุงออสโล มีสถานีชาร์ตแบตฯ ฟรีในถนนทุกสาย อีวีได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าเมืองหลวงและค่าเรือเฟอร์รี่ข้ามฟาก
คนขับอีวีได้รับสิทธิวิ่งในเลนรถบัสโดยสารประจำทาง
รถแท็กซี่อูเบอร์ในกรุงออสโลเป็นรถไฟฟ้า ยี่ห้อ “เทสลา” ราคาถูกกว่ารถแท็กซี่ยี่ห้อเปอร์โยต์ที่ใช้เครื่องยนต์ธรรมดา
นอร์เวย์กลายเป็นตลาดรถ “เทสลา” ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และรุ่น “เอส” ขายดีที่สุด
“อีลอน มัสก์” เจ้าของเทสลาถึงกับยกย่องนอร์เวย์ว่า เป็นผู้นำของการบุกเบิกรถไฟฟ้าจนทำให้รถเทสลาได้รับความสำเร็จตามไปด้วย
“ลอง มารี เหงียน แบร์ก” ตัวแทนของรัฐบาลท้องถิ่นแห่งกรุงออสโลบอกว่า ได้วาดฝันให้กรุงออสโลเป็นเมืองสะอาด ปลอดควันพิษ รถยนต์ที่ใช้ต้องเป็นอีวีเท่านั้น
“เราจะทำให้ออสโลเหมาะสำหรับคนเดินเท้า คนปั่นจักรยาน และร้านค้าก็จะได้ประโยชน์จากแผนลดโลกร้อน”
พอล สตีลี ไวต์ ผู้อำนวยการองค์กรการขนส่งทางเลือก แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรรณรงค์ให้เมืองใหญ่ทั่วโลกปลอดรถยนต์ สรุปภาพของ “ออสโล” ในอนาคตว่าหากแผนสำเร็จตามเป้าหมายจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถึงเวลานั้นคนเดินถนนจะรู้สึกเหมือนเป็นชนชั้นสูง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
