สนทนาอดีต รมว.คลัง อนาคตประเทศ-โลกหลังสงครามอิหร่าน ถึงเวลาประชาชนปรับตัวขนานใหญ่
MatiTalk โดย พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
“ต้องกินน้อยลง ต้องขยันมากขึ้น มีเงินออมเตรียมรองรับเอาไว้ฉุกเฉินให้มากขึ้น แล้วต้องตามสถานการณ์ทั้งโลกและทั้งภายในให้มากขึ้น”
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แนะนำการเตรียมรับมือสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจอันเป็นผลพวงจากสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ผ่านรายการ MatiTalk มติชนสุดสัปดาห์
อดีต รมว.คลังระบุว่า ถ้าจะให้ดี ประชาชนต้องสนใจการเมืองให้มากขึ้น เพราะว่าที่ผ่านมา การเลือกพรรคการเมืองไม่ได้เลือกโดยนโยบายสักเท่าไหร่ ไปเลือกเพราะอามิสสินจ้าง จึงได้คนที่ไม่ได้มีความสามารถในการแก้ปัญหาให้คุณได้อย่างแท้จริง
ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจเพิ่งเริ่มเกิดเท่านั้น อยากให้ลองนึกถึงสิ่งที่เราเรียกว่า “หลุมอากาศ” โดยเมื่อเรือลำสุดท้ายที่ออกมาจากช่องแคบฮอร์มุซแล้วไปถึงปลายทางประเทศต่างๆ หลังจากนั้นมันจะว่างอีกอย่างน้อยๆ เป็นเวลา 1 เดือน
1 เดือน แล้วยังรบไม่จบมันก็จะว่างไปอีกเดือนครึ่งหรืออาจจะเป็น 2 เดือน
ที่ผ่านมาเราทะเลาะกันเรื่องกำไรจากสต๊อก ต่อไปเราจะถกเถียงกันในเรื่องของปริมาณน้ำมันไม่พอ
ทีนี้มันจะบริหารยากเลย ต้องมาตั้งหลักว่าจะแบ่งกันยังไง อาจจะบังคับเติมได้ไม่เกินกี่ลิตรมีมาตรการเช็กการใช้สิทธิ เป็นเรื่องใหญ่โต
ต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ว่าจะรับมืออย่างไร นี่แค่เรื่องเฉพาะน้ำมันนะ ปัญหามันจะเกิดแบบเดียวกันกับเรื่องก๊าซ
สิ่งนี้เรียกว่าสภาวะหลุมอากาศ
พอก๊าซไม่มาจากกาตาร์ มันจะกระเทือนไปถึงยุโรป เขาก็จำเป็นจะต้องมีการซื้อก๊าซมหาศาล เขาจะทุ่มเรียกว่าเกทับ ต้องประมูลซื้อคราวนี้ราคาจะขึ้น แล้วของมันก็จะไม่พอ

ธีระชัยมองว่าหลังจากนี้ประชาชนจะต้องอยู่ด้วยความยากลำบากขึ้น มีคนบอกว่า ต้องระวังนะ มันจะไม่ใช่แค่อดมื้อกินมื้อ มันจะเป็นอด 2 มื้อกินมื้อก็ได้ เพราะว่าไม่มีการเตรียมวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ต้นจะรับมือไม่ได้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง
ที่เราไปเที่ยวกันบ่อยๆ ต้องเลิก แล้วแทนที่จะใช้รถที่ใช้น้ำมัน ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก อนาคตจะใช้อะไรที่มันไปเกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานเหล่านี้
ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องคำนึงว่าทำยังไงจะให้มันมีเหลือเผื่อไว้ใช้ได้ทั้งสังคม ไม่อย่างงั้นคนที่ฐานะอยู่ข้างล่างเขาจะไม่มีหนทางเลย จะลำบาก
ผมคิดว่ามันมีความจำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการลักษณะที่ว่าจะต้องใช้ราคาตลาดเป็นตัวเกลี่ยเป็นตัวจัดสรรให้ได้มากที่สุด
ใครมีกำลังซื้อคุณซื้อไปแต่เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แล้วเอาเงินในกองทุนน้ำมันไปดูแลคนที่เปราะบาง เช่น ออกมาตรการรถเมล์ฟรีเลย ดูแลกลุ่มคนส่งของไรเดอร์ต่างๆ ดูแลภาคเกษตรภาคประมงอาจจะต้องช่วยดูพวกเขาเป็นพิเศษ
วันนี้เหมือนจะยังมีมาตรการที่ยังไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมด
หากว่ารัฐบาลยังไม่ได้คิดล่วงหน้าต้องคิดแล้วคิดให้กว้างรอบด้านครอบคลุมคิดเผื่อไว้เพราะนี่เป็นเรื่องอันตราย
ผมคิดว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวคิด ส่วนใหญ่เขาจะพยายามแสดงตัวออกมา ว่าตัวเองจะเป็น Superman คิดว่าตัวเองแก้ปัญหาได้หมด
แต่ผมว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องออกมาอธิบายว่าอันนี้ปัญหามันอยู่นอกประเทศ แก้ยาก วิธีที่เราจะผ่านวิกฤตได้ เราต้องเดินด้วยกันต่างฝ่ายต้องออกแรงนะประชาชนก็ต้องปรับตัว เดินมากขึ้น ขี่จักรยานมากขึ้น ให้ใช้ของแบบ Re Use มากขึ้น
ต้องปรับพฤติกรรม เพื่อจะลดสัดส่วนการใช้พลังงานให้ลดลง อย่าใช้ฟุ่มเฟือยเหมือนเดิม
มีมุมมองต่อมาตรการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างไร
พยายามต้องระวัง ส่วนใหญ่พอให้สวัสดิการไปแล้วก็ไปทำให้เหมือนกับเป็นรายเดือนเป็นให้ประจำแล้วมันลดไม่ได้ อันนี้มันก็จะไปสร้างภาระต่องบประมาณ
บังเอิญของเราสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บังเอิญเจอปัญหาโควิด ก็แจกเยอะไปหน่อยก็กลายเป็นการไปแจก ไม่ใช่แจกเฉพาะคนเปราะบางนะ แจกทั้งคนรวยไปด้วยเลย ยกตัวอย่างเช่น เราเที่ยวด้วยกัน คนก็เลือกกินใช้อยู่โรงแรมอย่างหรูหรา เพราะถือว่ารัฐบาลใช้เงินส่วนรวม ก็ยิ่งเกิดหนี้
เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะ ในสมัยรัฐบาลท่าน พล.อ.ประยุทธ์มันเลยดับเบิ้ลจาก 6 ล้านล้านขึ้นมาตอนพ้นจากตำแหน่งไป 12 ล้านล้าน เป็นมรดกทิ้งเอาไว้หนี้ก้อนใหญ่มาก มันก็มีปัญหาแล้วว่าการที่มีหนี้ก้อนมหึมาขนาดนี้
เราจะไปเพิ่มอีกต้องคิดให้ดีเพราะว่าส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลจะชอบเพิ่มหนี้เอาไปแจกๆๆ เพื่ออุปโภคบริโภค ซึ่งมันไม่ได้ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น
: คนละครึ่งกลับมาแน่ คิดอย่างไร
ไม่เห็นด้วย คือคนละครึ่งตอนเฟสแรก ผมว่าคนทั่วไปก็รับได้ หรือการแจกคนกลุ่มเปราะบาง พอคนละครึ่งเฟสต่อไปแจกทั้งรวยทั้งจนไปแจกทำไม?
คุณเอาหนี้สาธารณะมาแล้วก็มาแจกคน ถ้าเราบอกว่าเราบริหารเศรษฐกิจโดยการกู้หนี้แล้วก็มาแจก แบบนี้คุณไม่ต้องอาศัยคนจบปริญญาตรีเลยง่ายมากแต่มันอยู่กันไม่ได้
มันเหมือนกับเราดูแลครอบครัว คนเป็นพ่อเห็นใจลูกก็เลยไปรูดการ์ดบัตรเครดิต กู้หนี้เขามา เพื่อให้ลูกเอาไปกินไปใช้กินหรูอยู่สบายไปเรื่อยๆ อีกหน่อยก็เจ๊งไปไม่รอดหรอก

: ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจประเทศหลังจากนี้อย่างไร
ภาพมันเหมือนกับว่าเราเดินแบบช้าๆ แต่ตอนนี้คุณคุกเข่าแล้วจึงยากขึ้นแม้ยังไม่ถึงขั้นสภาพแบบติดเตียงนะ แต่ว่าถ้าเกิดโดนัลด์ ทรัมป์ เกิดลุยด้วยกำปั้นเหล็กแล้วอิหร่านตอบโต้กันชุดใหญ่อีกหลังจากนี้ อันนี้อาจจะถึงขั้นต้องนอนติดเตียง
การใช้โมเดลรัฐมนตรีคนนอกมาคุมเศรษฐกิจนั้นเป็นโมเดลที่ดี หากเอาคนที่มีความรู้จริงเข้ามาในการทำงาน
แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาจะต้านทานแรงกดดันภายในการเมืองได้จริงหรือเปล่า เพราะว่าสมมุติเกิดไปแตะโครงสร้างเรื่องของธุรกิจพลังงาน มันก็ไปกระเทือนอีก
สมมุติถ้าเกิดมีพรรคไหนตอนหาเสียงเลือกตั้งไปเอาเงินจากกลุ่มทุนต่างๆ มาใช้ แล้วจะไปแตะเขา หรือทำให้เขาได้กำไรลดลง ก็อาจจะทำไม่ได้
อาจจะพยายามวางมวยกัน แต่ปรากฏว่าเจ้าของพรรคออกมาสั่งเบรก
แบบนี้มันต้องวางแนวให้มันชัดว่าถ้าทำแบบนี้นะต้องพร้อมรุก คือถ้าทำแล้วมันไม่ได้ตามที่ตัวเองตั้งเป้าไว้ อย่าไปยอมเสียชื่อรุกเลย พูดง่าย ๆ หากถูก “ล้วงลูก” ต้องกล้ารุก
นี่มันเป็นความเสี่ยงของของเทคโนแครตที่เข้าไปในการเมือง คืออดีตเทคโนแครตเวลาเข้าไปส่วนใหญ่มันจะเป็นจังหวะรัฐบาลทหาร ซึ่งตรงนั้นมันก็เป็นการเฉพาะ มันไม่ต้องไปกังวลเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง เพราะการเมืองมันใช้เงินเยอะมากๆ
ผมเข้ามาแล้วเห็นถึงกับตกใจเลยว่าการเมืองใช้เงินเยอะมาก
ดังนั้น ผมคิดว่าภาพรวมอนาคตประเทศ ถ้าเราได้รัฐบาลที่มีคนที่มีความรู้ความสามารถแล้วมองไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง ก็คงยังพอมีโอกาสพอไปได้
แต่ว่าไม่แน่ใจว่าที่มีอยู่นี่ยังจะเวิร์กได้หรือเปล่าหรือจะเวิร์กไปแล้วมันจะโดนอุปสรรคภายในแต่ละพรรคที่จะขวางกั้นไว้บ้างหรือเปล่า
ถ้าทำการเมืองแล้วยังต้องคอยแบบหลี่ตาเหล่ตามองดูบรรดาผู้สนับสนุนพรรค ดูกลุ่มทุน ที่เอาเงินเขามา ดูพวกพนันออนไลน์ คอยเทคแคร์คนที่เป็นผู้มีอุปการคุณ ในสภาวะวิกฤตแบบนี้ก็บริหารไม่ได้นะ ประเทศก็จะลำบาก
ในต่างประเทศเวลาเกิดภาวะสงครามเขาต้องตั้ง “วอร์แคบิเนต” คือไม่เอาแบบสัดส่วนพรรคเลย จะได้ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับคนสนับสนุน ตัดสินใจทำนโยบายที่ทำให้ประเทศรอดได้เลย
ผมมองว่าอนาคตของตะวันออกกลางมันไม่สดใส เราต้องการคนนำพาประเทศให้ไปถูกทางกับแนวทางของโลก
ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้มันต้องเอาหาคนที่มองไปข้างหน้าได้ ซึ่งยากพอสมควร
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
